วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
“แม่วัยใส-ท้องไม่พร้อม” เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยถึงขนาดที่บางปีมีการจัดอันดับว่าสถานการณ์ของประเทศไทยนั้นรุนแรงที่สุดในทวีปเอเชีย จนแม้แต่รัฐบาลก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ ต้องออกกฎหมายมาเป็นการเฉพาะ คือ พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์วัยรุ่น พ.ศ.2559 รวมถึงปฏิรูปการเรียนการสอนเพศศึกษา อันเป็นส่วนหนึ่งของวิชาสุขศึกษา เพื่อหวังแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ทุเลาเบาบางลง
อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่รัฐบาลและสังคมไทยต้องเผชิญคือ “ภาวะการเป็นสาวเร็วก่อนวัยอันควร” ซึ่งหมายถึงการที่ “มนุษย์เพศหญิงมีประจำเดือนครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อยมาก” โดยเมื่อช่วงปลายเดือนต.ค. 2563 ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวเปิดเผยผลการศึกษา “สถานการณ์การเข้าสู่วัยสาวของเด็กไทย” ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับ 2 สถาบันการศึกษาคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจอาจารย์ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้รับผิดชอบงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า “ภาวะการเป็นสาวเร็วก่อนวัยอันควรเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก” อาทิ สหรัฐอเมริกา ในปี 2513 อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่ประจำเดือนมาครั้งแรก อยู่ที่ 12.8 ปี แต่ในปี 2533 ลดลงมาอยู่ที่อายุเฉลี่ย 12.5 ปี และเมื่อมาดูประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ก็พบว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย ก่อนหน้านี้มีผู้ศึกษาภาวะการเป็นสาวเร็วก่อนวัยอันควรไว้บ้าง แต่เป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ จำนวนหลักร้อยหรือมากสุดไม่เกิน 2,000 คนและเป็นเพียงรายพื้นที่ อาทิ งานวิจัยของ Jirawutthinan และคณะ ในปี 2555 เก็บตัวอย่างจากเพศหญิงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า เดิมนั้นอายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่ประจำเดือนมาครั้งแรก อยู่ที่ 11.6 ปี แต่ต่อมาลดลงเหลืออยู่ที่อายุเฉลี่ย 11.2 ปี
เช่นเดียวกับงานวิจัยของ Somchit Jaruratanasirikul และคณะ ในปี 2557 เก็บตัวอย่างจากเพศหญิงในภาคใต้ ที่พบว่า อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่ประจำเดือนมาครั้งแรก อยู่ที่12.2 ปี อายุน้อยที่สุดที่พบว่าเด็กหญิงเริ่มมีหน้าอกคือ 7.2 ปี และเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกคือ 9.2 ปี เป็นต้น ส่วนงานวิจัยล่าสุดนี้ คณะผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากนักเรียนหญิงกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ชั้น ป.3-ม.3 หรืออายุตั้งแต่ 8-14 ปี จำนวน 8,161 คนจากโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ
แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 7 แห่ง ภาคเหนือ 16 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 30 แห่ง ภาคกลาง 22 แห่งและภาคใต้ 20 แห่ง คละกันทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ในและนอกเขตเทศบาล โรงเรียนสหศึกษาและโรงเรียนหญิงล้วน ทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างครอบคลุมทั้งเด็กในเมืองและชนบท รวมถึงเด็กจากครอบครัวมั่งมีและยากจน ซึ่งพบว่า “อายุเฉลี่ยของเด็กหญิงไทยมีประจำเดือนครั้งแรกอยู่ที่ 11.57 ปีประจำเดือนครั้งแรกมาเร็วสุดอยู่ที่อายุ 7.96 ปี” ขณะที่พบกลุ่มตัวอย่างประจำเดือนครั้งแรกมาช้าสุดอยู่ที่อายุ 16.92 ปี
นอกจากนี้ “คณะผู้วิจัยยังได้สอบถามแม่ของเด็กกลุ่มตัวอย่าง และพบว่าหญิงไทยรุ่นลูกประจำเดือนครั้งแรกมาเร็วกว่ารุ่นแม่”โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีประจำเดือนครั้งแรก (ทั้งการเร่งให้เร็วขึ้นและชะลอให้ช้าลง) ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม หากเป็นขนมกรุบกรอบ เฟรนช์ฟรายส์ เบเกอรี่ น้ำอัดลม ชา กาแฟ และนมวัว จะเร่งการมีประจำเดือนครั้งแรกให้มาเร็วขึ้น ตรงข้ามกับน้ำเต้าหู้ นมแพะ ถั่ว ผัก/ผลไม้ ตลอดจนเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการฉีดฮฮร์โมนจะชะลอการมีประจำเดือนครั้งแรกออกไป
2.กรรมพันธุ์ หากแม่มีประจำเดือนครั้งแรกตอนอายุน้อยๆ ลูกสาวก็มักจะเป็นเช่นเดียวกัน 3.กายภาพ หากเด็กหญิงมีมวลกล้ามเนื้อมากจะชะลอการมีประจำเดือนครั้งแรกออกไป แต่หากมีไขมันมากจะเร่งการมีประจำเดือนครั้งแรกให้มาเร็วขึ้น (ซึ่งการมีมวลกล้ามเนื้อมากหรือน้อยนั้นจะสัมพันธ์กับความถี่ในการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา) และ 4.พฤติกรรมการใช้ชีวิต พบการใช้ขวดพลาสติก ใช้เครื่องสำอางเวชภัณฑ์ บริโภควิตามินหรืออาหารเสริม รวมถึงรับสื่อที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ สิ่งเหล่านี้จะเร่งการมีประจำเดือนครั้งแรกให้มาเร็วขึ้น เป็นต้น
“เด็กที่เป็นประจำเดือนเร็ว อันดับแรกเลยใครที่เป็นเร็วเขาจะเริ่มโวยวายว่าทำไมไม่เหมือนเพื่อนแล้วก็รู้สึกแปลกแยก แล้วก็มีความรู้สึกว่าจะทำอย่างไร ซึ่งตรงนี้ก็จะไปเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ประเด็นคือพอเด็กเป็นประจำเดือนเร็วในขณะที่โรงเรียนยังไม่ได้สอนเพศศึกษา หรือสอนเพศศึกษาไปในหัวข้อที่ไม่เกี่ยวกับ Reproductive Health (อนามัยเจริญพันธุ์) มันก็จะเกิดช่องว่างตรงนี้ ฉะนั้นการที่จะบอกว่าเราควรสอนเมื่อไร เด็กเป็นประจำเดือนเมื่อไรก็อาจเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่สำคัญที่สุดเราก็อยากเน้นว่าเมื่อเด็กมีประจำเดือนเร็วก็มีความเสี่ยงถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือว่าการเป็นแม่วัยใสนั่นเอง” ศ.ดร.ปังปอนด์ กล่าว
ศ.ดร.ปังปอนด์ กล่าวต่อไปว่าขณะที่ในทางการแพทย์ พบภาวะการเป็นสาวเร็วส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ นั่นคือกระดูกจะปิดเร็วส่งผลให้ส่วนสูงไม่เพิ่มขึ้นเต็มที่ตามศักยภาพทางกรรมพันธุ์ที่เด็กนั้นมี ทำให้เด็กมีรูปร่างเตี้ยกว่าปกติ นั่นทำให้พ่อแม่ที่มีฐานะดีและรู้ว่าลูกสาวมีภาวะเข้าสู่วัยสาวเร็วก่อนถึงเวลาอันควร จะไปพบแพทย์เพื่อให้ฉีดยาระงับฮอร์โมน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 6,000-15,000 บาทต่อเดือน
หรือล่าสุดมียาที่ฉีดทุกๆ 3 เดือนราคาเข็มละ 7,383 บาท ระยะเวลารวมในการฉีดอยู่ที่ประมาณ 3 ปี โดยค่าใช้จ่ายนี้หากไม่เป็นครัวเรือนที่จ่ายเองก็จะเป็นภาระของรัฐตามสวัสดิการต่างๆเช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในต่างประเทศบางชิ้น พบว่าการเข้าสู่วัยสาว หรือประจำเดือนครั้งแรกมาเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมด้วย
อีกด้านหนึ่ง คณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาเรื่อง “ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเพศศึกษา-สุขศึกษา”ในโรงเรียนและนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง พบว่า “บางเรื่องน่าเป็นห่วงเพราะยังขาดความรู้ความเข้าใจ” เช่น คำถามที่ว่า “หากตั้งครรภ์จะไม่มีประจำเดือน” แม้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.82 จะรู้เรื่องนี้ แต่อีกร้อยละ 46.18 ไม่รู้เรื่องนี้ ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกัน หรือคำถามที่ว่า“หากมีเพศสัมพันธ์อาจตั้งครรภ์ได้”แม้กลุ่มตัวอย่างเกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 64.89 จะรู้เรื่องนี้ แต่อีกกว่า1 ใน 3 หรือร้อยละ 35.11 ไม่รู้เรื่องนี้ เป็นต้น
ขณะที่ “การสอนเพศศึกษา-สุขศึกษาในโรงเรียน” แบ่งเป็น11 หัวข้อ เน้นสำรวจโดยให้ความสนใจตั้งแต่ชั้น ป.3 เนื่องจากเป็นชั้นแรกที่มีการเก็บตัวอย่างงานวิจัยครั้งนี้พบว่า 1.การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของเด็กชาย/เด็กหญิงและการดูแล มีการสอนร้อยละ 33 2.การมีเพศสัมพันธ์หมายถึงอะไรมีผลอย่างไรต่อการตั้งครรภ์ มีการสอนร้อยละ 31 3.การล่วงละเมิดทางเพศ การขอความช่วยเหลือ มีการสอนร้อยละ 29 4.การสื่อสารเรื่องเพศ/สัมพันธภาพในครอบครัว มีการสอนร้อยละ 32
5.การรู้เท่าทันอารมณ์ทางเพศและการจัดการอย่างเหมาะสม มีการสอนร้อยละ 32 6.ทักษะการปฏิเสธ/การป้องกันการตั้งครรภ์มีการสอนร้อยละ 24 7.การรู้เท่าทันสื่อ/การใช้สื่อให้เกิดประโยชน์มีการสอนร้อยละ 35 8.โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์/ความแตกต่างระหว่าง Sex & Love มีการสอนร้อยละ 27 9.ความหลากหลายทางเพศ/เพศทางเลือก มีการสอนร้อยละ 33 10.การตัดสินใจและการแก้ไขปัญหา/การมีเพศสัมพันธ์ที่รับผิดชอบ มีการสอนร้อยละ 35 และ 11.สัมพันธภาพระหว่างเพศ/การเลือกคู่ครอง มีการสอนร้อยละ 37
“ประเด็นเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียน ปรากฏว่ายังมีน้อยมากที่ดูแลเรื่องนี้ มีน้อยมากที่บอกว่ามีประจำเดือนคืออะไร อันนี้ในหลักสูตรไทย หลักสูตรต่างชาติเขาทำกันเยอะแยะ จริงๆ เริ่มตั้งแต่ ป.3ก็จะมีจำนวนน้อยมาก เช่น ดู ป.3เพศสัมพันธ์หมายถึงอะไร มีผลอย่างไรต่อการตั้งครรภ์ คือ 31% และมีจำนวนน้อยในปีอื่นๆ ถ้า 11 ปีครึ่งในประเทศไทยหมายถึงอยู่ประมาณป.6 แต่ถ้าเอา SD (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน)ลงไปคือถึง 9 ปี ถึง 8 ปี ถึง 10 ปีมีการให้ความรู้น้อยมาก” ศ.ดร.ปังปอนด์ ระบุ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี