ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3)  สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3) สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
Tag :

ใน 2 ตอนแรกที่ผ่านมา (ฉบับวันพุธที่ 2 และจันทร์ที่ 7 ธ.ค.2563) นั้นกล่าวถึงความร่วมมือของเครือข่ายธุรกิจสตาร์ทอัพที่นำไปสู่การรับมือวิกฤติไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร กับข้อถกเถียงเรื่องการใช้ระบบติดตามเพื่อสืบสวนโรคว่าจะหาจุดสมดุลอย่างไรระหว่างการคุ้มครองสังคมส่วนรวมจากโรคระบาด และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นสิทธิด้านความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม “ความเหลื่อมล้ำ” ยังเป็นอีกประเด็นและเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังรุนแรง

“โควิด-19 คิดแต่ไม่ถึง กับความเหลื่อมล้ำยุคดิจิทัล” เป็นหัวข้อที่ 3 ซึ่งถูกนำเสนอในเวทีสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิว นอร์มอล” โดยผู้นำเสนอคือ สุนิตย์ เชรษฐาผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion เริ่มต้นด้วยการยกสถิติ“คนไทยกับการเข้าถึงอินเตอร์เนต”มาชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เนตจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอีกไม่น้อยที่ตกหล่นไป


“ข้อมูลล่าสุดของปี 2562ของ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) บอกว่ามีคนใช้อินเตอร์เนต 50.1 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 66.5 ล้านคน ก็คือมีคนหายไป 16 ล้านคน แต่ขณะเดียวกันในเว็บไซต์ กสทช.ก็จะเขียนมุมเล็กๆ ว่าแต่ทั้งนี้ยังไม่รวมโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐที่เข้าถึงคนอีก 20 ล้านคน

ผมก็เลยไปไล่ๆ ถามดู รายงานโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐออกมาปี 2561 เขาบอกว่ามีผู้เข้าถึงทั้งหมดจริงๆ อย่างไรไม่แน่ใจ ครอบคลุมเท่าไรไม่รู้ แต่ว่ามีผู้ใช้จริงๆ ผู้ที่บันทึก หรือเป็น Register User (ผู้ใช้ที่ลงทะเบียน) อยู่ 6 ล้านคน ไม่ว่าจะอย่างไรก็เหมือนหายไปจำนวนหนึ่ง ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2561 มีการสำรวจผู้ใช้เครื่องมือดิจิทัลที่อายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป แล้วก็ทำ Sampling (สุ่มตัวอย่าง) ให้เท่ากับทั้งประเทศได้ ก็มีคนตอบมา 40% ขอบผู้ตอบ บอกว่าไม่เคยใช้อินเตอร์เนต” สุนิตย์ ระบุ

ซึ่งการที่ผู้ใดเข้าไม่ถึงอินเตอร์เนตในยุคที่มาตรการความช่วยเหลือของรัฐเน้นลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ เท่ากับผู้นั้นต้องเสียสิทธิ์นั้นไปโดยปริยาย ดังโครงการ“เราไม่ทิ้งกัน” ที่รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย. 2563 ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ต้องตกงานขาดรายได้ (โดยผู้ลงทะเบียนต้องไม่ใช่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33) ในช่วงดังกล่าวมีรายงานว่าคนอีกไม่น้อยเข้าไม่ถึง

ขณะเดียวกัน ในช่วงปลายเดือนมี.ค. 2563 ที่รัฐบาลเริ่มตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อรับมือวิกฤติไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะโดยหนึ่งในนั้นคือภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร จุดนี้ความเหลื่อมล้ำอยู่ที่หากเป็นผู้เข้าถึงอินเตอร์เนตจะสามารถเข้าไปติดตามได้ทางเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊คซึ่งข้อมูลที่เป็นรายละเอียดมักจะเผยแพร่ใน 2 พื้นที่ดังกล่าวในขณะที่ผู้เข้าไม่ถึงอินเตอร์เนตก็ต้องรอติดตามผ่านสื่อดั้งเดิม เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ที่อาจไม่ทันท่วงที

“ช่วงนั้นมันมีความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา มันเป็นโรคอุบัติใหม่ ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ตั้งหลายเรื่อง ตั้งแต่ตกลงอาการโรคมันมีอะไรบ้าง มันเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของการพบ ซึ่งถ้าจำได้ช่วงต้นๆ ตัวเลขที่บอกว่าอาการประเภทไหนไอแห้งๆ หายใจไม่สะดวก ตัวร้อน นู่นนี่นั่น แล้วเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้ออกมาจากการวิจัยที่ใช้เวลาสั้นมากของรัฐบาลจีนร่วมกับ WHO (องค์การอนามัยโลก) คนในพื้นที่อู่ฮั่น ตอนนั้นที่แตกออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าอะไรเท่าไรอย่างไร ซึ่งข้อมูลก็มีการเปลี่ยนแปลงต่อมาเรื่อยๆ

หรือแม้แต่ข้อมูลที่เคยเป็นอย่างหนึ่งสุดท้ายเป็นอีกอย่างหนึ่งเช่น ข้อมูลองค์การอนามัยโลกเรื่องข้อแนะนำว่าควรหรือไม่ควรใส่หน้ากากอนามัย ช่วงแรกถ้าจำได้คือบอกไม่ต้องใส่ มันไม่อันตราย ไม่แพร่กระจายง่ายขนาดนั้น แต่สุดท้ายก็บอกว่าไม่ได้สุดท้ายต้องใส่เพราะข้อมูลมันเปลี่ยนไป อะไรประมาณนี้ หรือในเมืองไทยเองมีการเก็บข้อมูลเช่นว่าพบเชื้อในส่วนไหนบ้างของสารคัดหลั่งของร่างกาย ซึ่งตอนนั้นก็มีข่าวอยู่พักหนึ่งว่าไม่พบเชื้อในจุดต่างๆ ที่เป็นสารที่ออกมาจากอวัยวะเพศบ้าง อะไรบ้างคนก็พูดกันไป แต่สุดท้ายก็เจอหมด”สุนิตย์ ยกตัวอย่าง

ผอ.สถาบัน ChangeFusionยังกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำในอีกเรื่อง คือ “การขาดทักษะในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัล” ที่เห็นได้ชัดช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 คือ “การส่งต่อข่าวปลอม” แต่โชคดีที่ในประเทศไทยยังไม่มีใครเสียชีวิตจากการหลงเชื่อแล้วทำตามข้อมูลที่เป็นข่าวปลอมเหล่านั้น รวมถึง “การใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างไม่รู้เท่าทัน” แม้ด้านหนึ่งจะมีการใช้อย่างสร้างสรรค์ เช่น เปิดเพจรวมหางานในท้องถิ่น หรือสอนเทคนิคขายของออนไลน์ แต่อีกด้านหนึ่ง การขายบริการทางเพศหลากหลายรูปแบบและการชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงอินเตอร์เนตและการมีทักษะท่องโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์แล้ว ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งในช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 “รัฐยังไม่ค่อยอยากเปิดเผยข้อมูล” เช่น มีความพยายามของนักเทคโนโลยีในประเทศไทย ในการทำแอพพลิเคชั่นที่ระบุที่ตั้งร้านขายหน้ากากอนามัย แต่เพราะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐทำให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน ซึ่งต่างจาก ไต้หวัน ที่รัฐส่งเสริมอย่างเต็มที่ จนแอพฯ แบบเดียวกันสามารถระบุได้อย่างแม่นยำทั้งที่ตั้งร้านค้าและจำนวนหน้ากากที่แต่ละร้ายมี

ขณะที่ ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ที่นำไปสู่การขาดโอกาสทั้งการศึกษาและการหางานที่มั่นคง เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว กระทั่งสถานการณ์โควิด-19 เป็นเพียงตัวเร่งให้เห็นชัดขึ้น เช่น เมื่อการระบาดรุนแรงขึ้นจนรัฐบาลต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ คนจำนวนไม่น้อยต้องตกงานเพราะไม่สามารถเปลี่ยนไปทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ได้

อนึ่ง ที่ผ่านมาในส่วนของรัฐบาลเองก็ไม่ได้ให้ความจริงจังกับการปฏิรูปสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัล อันหมายถึงการออกนโยบายโดยตัดสินใจบนฐานของข้อมูลมากกว่าการเมือง และการไม่มีข้อมูลทำให้ไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบเฉพาะเจาะจงได้ เช่น มาตรการล็อกดาวน์ เมื่อไม่มีข้อมูลรัฐก็ต้องล็อกดาวน์ทั้งประเทศแทนที่จะล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่เสี่ยง หรือมาตรการช่วยเหลือคนจนที่พบว่าไม่ตรงเป้าเพราะรัฐไม่รู้ว่าคนจนอยู่ที่ไหน

อย่างไรก็ตาม ธิปไตร มองว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาส เช่น เมื่อรัฐมีข้อจำกัดในการรับมือ ท้องถิ่นกลับได้แสดงบทบาทมากขึ้นผ่านกลไก อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) หรือภาคสังคมที่ตั้งตู้ปันสุข ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมช่วยเยียวยาในช่วงวิกฤติได้อีกทางหนึ่ง และวิกฤติครั้งนี้ยังทำให้รัฐสามารถเก็บข้อมูลคนจนได้อย่างเป็นระบบ โดยหากรัฐมีธรรมาภิบาลและมีการเชื่อมฐานข้อมูลก็จะเป็นประโยชน์มากในอนาคต

ทั้งนี้ เบื้องหลังปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย มีสาเหตุ 3 ประการ ได้แก่ 1.รัฐมีกฎระเบียบที่ขาดการปรับปรุงให้ทันสมัย เช่น ในช่วงแรกๆ ที่มีการล็อกดาวน์ ชาวต่างชาติยังต้องไปต่อคิวรอรายงานตัวที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นหากมีระบบการรายงานตัวแบบออนไลน์ ดังเช่นในต่างประเทศที่การสมัครบัญชีธนาคาร กระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) ใช้วิธีการถ่ายรูปบันทึกลงเว็บไซต์กันแล้ว เป็นต้น

2.รัฐอยากลดความเหลื่อมล้ำแต่กลับสร้างความเหลื่อมล้ำเสียเอง เช่น นโยบายประเภทแบ่งอำนาจแต่ไม่ยอมกระจายอำนาจ การแบ่งอำนาจคือการให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะตัวแทนกระทรวงมหาดไทย ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายอีกหลายอย่าง อาทิ อปท. บางแห่งต้องการซื้อวัคซีนไปฉีดสุนัขในพื้นที่เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่หน่วยงานส่วนกลางไปตรวจแล้วบอกว่าอปท. ไม่สามารถใช้งบประมาณกับเรื่องดังกล่าวได้ อีกทั้งรัฐยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเน้นส่งเสริมทุนใหญ่ด้วย

3.รัฐละเลยในการสร้างสวัสดิการสังคม (Safety Net) หรือเน้นการช่วยเหลือมากกว่าการสร้างระบบรัฐสวัสดิการ เช่น กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) น่าจะเพิ่มเพดานเงินสมทบจากรัฐให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมส่งเงินสมทบมีเงินเพียงพอใช้ในวัยเกษียณไปจนถึงอายุ 80 ปี แต่ภาครัฐไม่เห็นด้วยเพราะกังวลเรื่องภาระทางการคลังที่จะเพิ่มขึ้นหลักพันล้านบาทต่อปี

ด้าน ศ.สุริชัย หวันแก้ว นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ปัญหาทั้งความเหลื่อมล้ำ ทั้งธรรมาภิบาลของรัฐบาลดิจิทัล(Governance Digital Government)อาจรุนแรงขึ้นท่ามกลางความระแวงสงสัยว่าข้อมูลที่เก็บไปเพื่อรายใหญ่หรือรายเล็ก ขณะที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบจากความล้มเหลวได้ เช่น หน่วยงานต่างๆ พากันบอกว่ามีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

นอกจากนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐยังมีลักษณะรวมศูนย์อย่างมาก และในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้านหนึ่งภาครัฐยังสามารถรวมศูนย์ผ่านสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่อีกด้านหนึ่งพลังในการปรับตัวกลับเกิดมาจากความแข็งแรงของภาคสังคม “ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมอย่างเหมาะสมเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือโควิด-19 ได้อย่างมั่นคง”ขณะเดียวกัน “ความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) ยังต้องการการถกเถียงอย่างมาก” รวมถึงรัฐมองไม่เห็นพลเมืองดิจิทัลอีกกลุ่มหนึ่งและอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อจัดการกับคนกลุ่มนี้หรือไม่

“ถ้าจะถกเถียง Digital Citizenship อาจจำเป็นต้องถกมากกว่าด้านบวกหรือด้านลบ หรือข้อมูลลวง หรือข้อมูลปลอมน่าจะจำเป็นต้องถกให้เห็นเลยว่ามันเกิดขึ้นแล้ว Digital Citizenshipนอกการ Organize (จัดตั้ง) รวมศูนย์ของกลไกที่เรียกว่ารัฐอยากจะรวมศูนย์ ซึ่งอันนี้ไม่ได้แปลว่าผมชวนให้ต่อต้านหรือไม่ต่อต้าน เราจำเป็นต้องมองเห็นว่าทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอย่างเป็นกระบวนการจากการวางแผนยุทธศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้นแต่เอาจริงๆ การ Organizeนอกสายตาของผู้ที่จัดวางพิมพ์เขียวไว้มันไปไกลมาก” ศ.สุริชัย กล่าว

ศ.สุริชัย ยังกล่าวอีกว่า บทบาทของพลเมืองดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่นอกสายตาของรัฐ น่าทำการศึกษาต่อไปที่ไม่ใช่เพียงเรื่องการต่อต้าน แต่รวมถึงการสร้างบทบาทของสังคมเพื่อกำกับดูแลทิศทางของรัฐ เรื่องธรรมาภิบาล เรื่องการดูแลความทุกข์ยากของคนในสังคมที่ไปไกลกว่าการแถลงข่าวจากส่วนกลาง การปฏิรูปของหน่วยงานต่างๆ ทั้งด้วยตนเองและด้วยการปฏิรูปร่วมกันท่ามกลางสังคมที่ตื่นตัวมากขึ้น จะทำให้เป็นวาระของสังคมได้อย่างไร

(โปรดติดตามตอนที่ 4 ในฉบับวันที่ 14 ธ.ค. 2563)

หมายเหตุ : การจัดสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุค นิว นอร์มอล” เป็นความร่วมมือกันของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , Centrefor Humanitarian Dialogue (HD),ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย,สถาบัน Change Fusion และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top