ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(จบ)  ‘ข่าวปลอม’กับทักษะพลเมืองดิจิทัล

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(จบ) ‘ข่าวปลอม’กับทักษะพลเมืองดิจิทัล

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จาก 3 ตอนที่แล้ว (ฉบับวันพุธที่ 2, จันทร์ที่ 7 และพุธที่9 ธ.ค. 2563) เป็นการไล่เลียงเรื่องราวของเทคโนโลยีดิจิทัลกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่การนำมาใช้วางระบบดูแลกลุ่มเสี่ยงอย่างครบวงจร ข้อถกเถียงระหว่างสิทธิความเป็นส่วนตัวกับการปกป้องสุขภาพส่วนรวม และความเหลื่อมล้ำของผู้ที่เข้าไม่ถึง ฉบับนี้จะเป็นตอนสุดท้ายของการจัดสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิว นอร์มอล” โดยว่าด้วยเรื่องของ “ข่าวปลอม (Fake News)” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน

ในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 มีการบัญญัติคำศัพท์ใหม่คำหนึ่งคือ“Infodemic” โดย องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่าหมายถึง“การกระจายข่าวลวงและข่าวลือที่สร้างความเข้าใจผิดแพร่เร็วกว่าการระบาดของโรค” ก่อให้เกิดผลเสียหลายประการ รวมทั้งการตีตราทางสังคมและการเลือกปฏิบัติคนที่มาจากพื้นที่ระบาด และในงานสัมมนานักคิดดิจิทัลฯ ข้างต้นพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อสมท ผู้นำเสนอหัวข้อที่ 4 “พลเมืองยุคดิจิทัลกับการรับมือโรคระบาดของข้อมูลข่าวสาร” เป็นผู้กล่าวถึงประเด็นนี้


พีรพล เริ่มต้นจากการกล่าวถึงคำว่า “พลเมือง” ซึ่งมีหลายมิติ เช่น พลเมืองโลก พลเมืองของชาติ ขณะที่ “พลเมืองดิจิทัล หมายถึงผู้ที่เข้าถึงอินเตอร์เนตแล้วสามารถใช้อินเตอร์เนตเพื่อมีส่วนร่วมในสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบ และมีความปลอดภัย” โดยการที่จะเป็นพลเมืองดิจิทัลได้ต้องมีทักษะ 8 อย่าง คือ 1.รักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเอง 2.ดูแลข้อมูลส่วนบุคคล3.คิดวิเคราะห์และมีวิจารณญาณที่ดี

4.จัดสรรเวลาหน้าจอได้ 5.รับมือกับการคุกคามบนโลกออนไลน์ 6.บริหารจัดการข้อมูลที่ผู้ใช้งานทิ้งไว้ (Digital Footprint) จะโพสต์อะไรบนโลกออนไลน์ต้องเข้าใจเสมอว่าเป็นร่องรอยทิ้งไว้
หรือต้องระมัดระวังเมื่อไปใช้คอมพิวเตอร์ที่ให้บริการในสถานที่ต่างๆ 7.รักษาความปลอดภัยทางออนไลน์ของตนเอง และ 8.ใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม ทั้งนี้ การเป็นพลเมืองดิจิทัลซึ่งเริ่มจากการใช้งานอินเตอร์เนตเปรียบได้กับการเข้าเรียนในชั้นเรียน และการมาเยือนของวิกฤติไวรัสโควิด-19 เปรียบเหมือนการสอบครั้งสำคัญ

โดยการสอบครั้งนี้อาจแบ่งได้เป็น 5 วิชา 1.การเตรียมพร้อมรับมือ เมื่อกล่าวถึงการรับมือมักมีการอ้างถึงคำกล่าวของ บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เมื่อปี 2558 ว่า “เรายังไม่พร้อมกับสถานการณ์โรคระบาด” ซึ่ง 2 ปีก่อนหน้านั้นหรือในปี 2556 มีการระบาดใหญ่ของไวรัสอีโบลา และเมื่อถึงปี 2563 ที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดนั้น สิ่งที่บิล เกตส์ กล่าวไว้ดูจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริงนัก เมื่อการรับมือของมนุษย์ยังห่างไกลจากคำว่าพร้อมอยู่พอสมควร

“ในส่วนของทักษะพลเมืองดิจิทัลทั้ง 8 แบบ ไม่รองรับการรับมือกับสถานการณ์โรคระบาด แล้วก็รวมถึง Infodemic หรือการระบาดของข่าวปลอมด้วย แล้วการไม่รองรับมันแปลว่าต้องเพิ่มเติมอะไรสักอย่างเข้าไปเพื่อทำให้ทักษะพลเมืองดิจิทัลรองรับมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน การที่เรามีทักษะพลเมืองดิจิทัลไม่ครบทั้ง 8 อย่างนั้นก็ได้สร้างผลกระทบเหมือนกัน นั่นคือการทำให้สถานการณ์โรคระบาดและโรคระบาดข่าวปลอมเลวร้ายลงไปด้วย ก็คือเราขาดอะไรบางอย่างพร้อมรับมัน แต่ในเวลาเดียวกันความไม่สมบูรณ์ของเรามันทำให้หลายอย่างเลวร้ายลง” พีรพล กล่าว

ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อสมท กล่าวต่อไปว่า 2.การรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า ยกตัวอย่างที่ประเทศจีน มีแพทย์ท่านหนึ่งที่พบความผิดปกติอันเป็นสัญญาณโรคระบาด แต่เมื่อไปแจ้งหน่วยงานของรัฐให้ช่วยเตือนประชาชนกลับถูกจับกุมและไม่ยอมให้เผยแพร่เรื่องนี้ ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างเสรีโดยเฉพาะในจีน อาจส่งผลกับสถานการณ์ในเวลาต่อมาได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังพบทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory)ที่สนับสนุนสมมุติฐานต่างๆแม้กระทั่งนำภาพข่าวจากต่างประเทศมาทำให้สถานการณ์ในประเทศที่ไม่ดีอยู่แล้วยิ่งแย่ลง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประเทศใด สิ่งที่พบเหมือนกันคือเมื่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มรุนแรงขึ้น จะพบชุดข้อมูลที่คล้ายกันเสมอ เช่น คนล้ม โดยในประเทศไทยที่สถานการณ์รุนแรงช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2563 ก็มีภาพนี้ และเมียนมาที่ระบาดหลังไทยก็เจอภาพและข้อความในทำนองเดียวกันเป็นภาษาเมียนมา

3.การรับมือข่าวปลอม แม้ความตระหนักจะเป็นเรื่องดี แต่เมื่อไปบวกกับความบกพร่องของการสื่อสาร เช่น การมีอยู่ของข่าวปลอมและการสร้างข่าวปลอมยังสร้างรายได้ให้คนปล่อยข่าวได้อยู่
ซึ่งข่าวปลอมบนโลกออนไลน์นั้นส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในโลกจริงด้วย เพราะด้วยความเป็นโรคอุบัติใหม่และแต่ละคนต้องการปกป้องตนเอง อินเตอร์เนตจึงกลายเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารสำคัญ

4.การปรับตัวเผชิญสถานการณ์ ในช่วงที่การระบาดรุนแรง เกิดนวัตกรรมเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันทั้งในโลกจริง เช่น ตู้ปันสุขและบนโลกออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ทางวิชาการในต่างประเทศบางแห่ง เปิดให้เข้าไปอ่านงานวิจัยได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และ 5.การอยู่กับสถานการณ์ เรื่องนี้ยังทำได้ไม่ดีนัก ดังจะเห็นว่าระยะหลังๆ ไม่ค่อยมีใครสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) แพลตฟอร์มไทยชนะกันแล้ว

“มีการ์ตูนที่ออกมาจากหน่วยงานที่ชื่อว่า Infodemic Management (การบริหารจัดการข่าวลวง/ข่าวลือ) ซึ่งเป็นศาสตร์ใหม่ของ WHO เขาบอกมีหมาป่ากับแกะ หมาป่าบอกว่ารู้ไหมว่าฉันเป็นหมาป่า แกะตัวหนึ่งบอกว่าหมาป่าไม่กินเด็ก ก็คือกินแต่คนแก่คนป่วยเท่านั้น ถ้าเราร่างกายแข็งแรงหมาป่าก็ไม่กัด อีกตัวหนักเลยบอกไม่มีหมาป่าอยู่จริง คือมันอาจเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ได้ แล้วผมว่าทุกวันนี้ก็เกิดปรากฏการณ์นี้กับหลายๆ เรื่อง” พีรพล ระบุ

ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์อสมท ฝากทิ้งท้ายว่า แม้ทั้ง 5 วิชานี้จะมีทั้งที่สอบผ่านและไม่ผ่าน แต่การสอบไม่ผ่านก็เป็นโอกาสในการปรับตัว และลำพังทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัลเดิม 8 ข้ออาจไม่พอ ต้องมีข้อที่ 9 คือ “เชื่อมโยงและแยกแยะโลกจริงกับโลกออนไลน์ได้ชัดเจน” บางครั้งเราให้น้ำหนักกับโลกอินเตอร์เนตแยกจากโลกจริงมากเกินไป และบางครั้งเราก็เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดในโลกดิจิทัลจะมาเกิดในชีวิตจริงได้ด้วย

เช่น ความเคยชินกับการทำอะไรผิดๆ ไปก่อนแล้วค่อยมาตามลบตามแก้ทีหลังจากการกด Undo บนคอมพิวเตอร์ ทั้งที่ชีวิตจริงไม่มีปุ่ม Undo หรือ Reset แต่บางเวลากลับนำนิสัยที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อผู้คนในโลกจริงไปใช้กับผู้คนบนโลกออนไลน์ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเพราะสุ่มเสี่ยงถูกหลอกลวงได้ ดังนั้นหากทำให้คนแยกแยะและเชื่อมโยงระหว่างโลกทั้ง 2 ได้ ยุคใหม่ของพลเมืองดิจิทัลที่โลกจริงกับโลกเสมือนประสานกันก็น่าจะไปได้ไกลขึ้น

ขณะที่ ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา กล่าวเสริมว่า สิ่งที่น่าทำการศึกษาต่อไปคือในช่วงก่อนเกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19สังคมได้เตรียมความพร้อมไว้บ้างหรือไม่อย่างไร และหลังจากนี้ควรจะเตรียมความพร้อมสังคมอย่างไร รวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับทักษะดิจิทัล ข้อ 9 เรื่องเชื่อมโยงและแยกแยะโลกจริงกับโลกออนไลน์ได้ชัดเจน จะให้คำแนะนำที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

อีกด้านหนึ่ง อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ CEO บริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ฝากประเด็นชวนคิดว่าด้วยปรากฏการณ์“ทัวร์ลง” หรือการปั่นกระแสให้มวลชนยกพวกไปโจมตีเป้าหมายบนพื้นที่ออนไลน์ ซึ่งคนบนโลกออนไลน์จำนวนไม่น้อยพร้อมจะเชื่อข้อมูลนั้นด้วยเพราะมีอารมณ์เป็นที่ตั้ง โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบเสียก่อนว่าข้อความที่มีการปั่นกระแสนั้นมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“เรื่องนี้ถือเป็นโรคระบาดอีกชนิดหนึ่งหรือไม่” เพราะหากเป็นผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี ด้านหนึ่งอาจเชื่อข่าวปั่นกระแสนั้นโดยง่าย และอีกด้านหากวันหนึ่งโดนทัวร์อาจถึงขั้นสุขภาพจิตเสียได้!!!

หมายเหตุ : การจัดสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิว นอร์มอล” เป็นความร่วมมือกันของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน)หรือ TIJ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), Centre for Humanitarian Dialogue (HD), ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย, สถาบัน Change Fusion และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top