จาก‘สามก๊ก’ถึง‘สหรัฐฯ-จีน’  ดุลอำนาจ-ภูมิรัฐศาสตร์‘ไทย’อยู่จุดไหน?

จาก‘สามก๊ก’ถึง‘สหรัฐฯ-จีน’ ดุลอำนาจ-ภูมิรัฐศาสตร์‘ไทย’อยู่จุดไหน?

วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“สามก๊ก” เป็นวรรณกรรมจีนที่อิงประวัติศาสตร์ช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นเมื่อเกือบ 2 พันปีก่อน เริ่มตั้งแต่เกิดกบฏโจรโพกผ้าเหลืองในปี 727 ตามด้วยรัฐบาลกลางที่อ่อนแอลง ส่งผลให้บรรดาแม่ทัพนายกองหรือใครก็ตามที่มีสมัครพรรคพวกมักนิยมตั้งตนเป็นกองกำลังติดอาวุธรบพุ่งแย่งชิงดินแดนสร้างเขตปกครองของตน กระทั่งในปี 763 เหลือเพียงกองกำลัง 3 กลุ่มที่อยู่รอดจนตั้งอาณาจักรได้อย่างมั่นคงคือ “วุยก๊ก (โจโฉ)”, “จ๊กก๊ก(เล่าปี่)”, “ง่อก๊ก (ซุนกวน)” จนสุดท้ายในปี 823 สภาวะสามก๊กนี้จึงได้จบลงและแผ่นดินจีนกลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง

แม้จะเป็นเพียงนวนิยาย แต่สามก๊กได้ถูกนำไปศึกษาในเชิงกลยุทธ์หรือกลอุบายอย่างแพร่หลายทั่วโลก ทั้งในแง่การเมือง การทหารและการทำธุรกิจ ดังที่ อาร์มตั้งนิรันดร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกเล่าในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ“คนไทย 4.0 : ก้าวไกลไปกับมังกร” ทางงานประชุมเสวนาวิชาการภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 ช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา


อาจารย์อาร์ม กล่าวถึงประเด็น“ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics Disruption)” หรือการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก ซึ่งในสังคมจีนมองการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี โดยมีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสามก๊ก กล่าวคือในเหตุการณ์ที่ เล่าปี่ พยายามถึง3 ครั้ง ในการไปพบกับขงเบ้งผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นอัจฉริยะของแผ่นดินในยุคนั้น เพื่อเชิญขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษาทางการทหารของตน

และในที่สุดเมื่อเล่าปี่ได้พบกับขงเบ้ง คำแนะนำเรื่องแรกที่ขงเบ้งบอกกับเล่าปี่คือ “การนำแต่เพียงผู้เดียวของราชวงศ์ฮั่นมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว” และจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ 3 ขั้วอำนาจที่ถ่วงดุลกัน (เล่าปี่โจโฉ ซุนกวน) ขณะที่ในปัจจุบัน “การนำแต่เพียงผู้เดียวของสหรัฐอเมริกาถึงจุดจบแล้ว” เพราะหากดูขนาดเศรษฐกิจจะเห็คล้ายๆ ว่ามี 3 ขั้วคานอำนาจกัน (สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป)

(ขอบคุณภาพจาก Koei) : แผนที่ประเทศจีนยุคสามก๊ก แบ่งเป็นวุยก๊ก-โจโฉ (บน),จ๊กก๊ก-เล่าปี่ (ซ้ายล่าง), ง่อก๊ก-ซุนกวน (ขวาล่าง)

ขณะเดียวกันก็มีมุมมองเปรียบเทียบระหว่างการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน กับสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อราวร้อยปีก่อน หลังสงครามโลกครั้งที่ 1แม้มหาอำนาจเดิมอย่างอังกฤษจะตกต่ำลง แต่มหาอำนาจใหม่อย่างสหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถขึ้นมาแทนที่อังกฤษ เช่นเดียวกับปัจจุบันที่แม้สหรัฐฯจะอ่อนกำลังในการเป็นมหาอำนาจลงแต่จีนก็ยังไม่สามารถขึ้นมาแทนที่สหรัฐฯ ในการจัดระเบียบโลกได้

เรื่องที่สองที่ขงเบ้งบอกกับเล่าปี่คือ “จงมองพื้นที่หรือโอกาสที่คนอื่นไม่เคยมอง” แผ่นดินจีนยุคก่อนแบ่งเป็นสามก๊กอย่างชัดเจน บรรดาขุนศึกที่ตั้งตัวเป็นเจ้าก๊กต่างๆ เช่น ลิโป้ อ้วนเสี้ยว ฯลฯ มักทำสงครามแย่งชิงดินแดนกันอยู่แถบบริเวณภาคเหนือและภาคกลางของจีน แต่ขงเบ้งได้แนะนำเล่าปี่ให้เข้าครอบครองเสฉวน ดินแดนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเล่าปี่
ก็ทำตามจนมีฐานที่มั่นเป็นของตนเองและกลายเป็น 1 ใน 3 ขั้วอำนาจ (ขณะที่โจโฉได้ครอบครองดินแดนภาคเหนือและภาคกลาง ส่วนซุนกวนได้ครอบครองดินแดนภาคตะวันออกเฉียงใต้)

เช่นเดียวกับยุคปัจจุบัน “ยุทธศาสตร์ 1 แถบ 1 เส้นทาง(Belt & Road) คือ การที่จีนมองดินแดนที่ตะวันตกไม่มอง” ประกอบด้วย ภูมิภาคเอเชียกลาง และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งในขณะที่ชาวอเมริกันไม่คุ้นเคยกับ 2 ภูมิภาคนี้ ชาวจีนกลับมองว่า 2 ภูมิภาคดังกล่าวยังมีโอกาสเติบโตสูง และเรื่องที่สามที่ขงเบ้งบอกกับเล่าปี่คือ “มีพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจสูญเสีย” ในยุคสามก๊กหมายถึงดินแดนเกงจิ๋ว จนมีบทวิเคราะห์ในเวลาต่อมา ว่าการที่เล่าปี่ไม่สามารถรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จเพราะเสียดินแดนเกงจิ๋วให้กับซุนกวน

ส่วนในปัจจุบัน “ชาวจีนมองว่าทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจสูญเสีย”เพราะในขณะที่แผ่นดินสหรัฐฯมีทางออกทะเล 2 ฝั่ง แผ่นดินจีนมีทางออกทะเลเพียงฝั่งเดียว แถมยังเป็นทะเลที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ไต้หวันฮ่องกง ในเขตทะเลจีนตะวันออก หรือแม้แต่ลงมายังทะเลจีนใต้ ก็ยังมีปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คำถามต่อไปที่น่าสนใจ “สหรัฐฯได้ประธานาธิบดีคนใหม่คือ โจไบเดน แล้วโลกจะเปลี่ยนไปจากสมัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนก่อนหน้าหรือไม่?” เรื่องนี้ต้องมองกันเป็นระยะๆ เพราะสิ่งแรกที่ ไบเดน ประกาศว่าจะทำคือต้องฟื้นฟูสหรัฐฯเสียก่อน จาก 4 วิกฤติ คือไวรัสโควิด-19 เศรษฐกิจ โลกร้อน และสังคมในประเด็นคนผิวสี ซึ่งล้วนเป็นเรื่องภายในของสหรัฐฯ ทั้งสิ้น แต่ระยะยาว เชื่อได้ว่าไบเดนต้องให้ความสำคัญกับภูมิรัฐศาสตร์

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวแปรอื่นๆด้วย เช่น พรรคเดโมแครต ต้นสังกัดของไบเดน จะสามารถครองเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาได้หรือไม่ เพราะหากทำได้ก็จะเดินหน้ารุกทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวไบเดนจะดำเนินนโยบายต่างจากทรัมป์ เช่น “จากโดดเดี่ยวจีนสู่ปิดล้อมจีน” โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ ปธน.ไบเดน จะชวนประเทศต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ให้เข้าร่วม ซึ่งต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์สมัย ปธน.บารัค โอบามา

“จากสงครามการค้า (TradeWar) สู่สงครามเทคโนโลยี (TechWar)” แม้ไบเดนจะไม่ยกเลิกมาตรการตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนที่ทรัมป์เคยดำเนินการ แต่ก็จะไม่เพิ่มมาตรการดังกล่าวอีก อย่างไรก็ตาม ไบเดนเคยกล่าวว่าปัจจุบันสหรัฐฯ ยังไม่มีอำนาจใดๆ ไปกดดันหรือต่อรองกับจีนและอำนาจที่ไบเดนพูดถึงมี 2 ส่วน หนึ่งคือพันธมิตรของสหรัฐฯ อีกหนึ่งคือความแข็งแกร่งภายใน ดังนั้นไบเดนจึงประกาศจะลงทุนอย่างมหาศาลกับงานด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ในสหรัฐฯ และเทคโนโลยีที่ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ให้ความสำคัญคือ

1. เทคโนโลยี 4.0-5.0 เช่น อินเตอร์เนตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) กับ 2.อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หลังจากที่ก่อนหน้านี้สี จิ้น ผิง ผู้นำสูงสุดของจีน เคยกล่าวในที่ประชุมองค์การสหประชาชาติ (UN) ว่าในปี 2603 จีนจะเป็นประเทศปลอดคาร์บอน นอกจากนี้ สี จิ้น ผิง ยังติดตามแผนพัฒนาจีนระยะ 5 ปี ฉบับใหม่ด้วยตนเอง และหนึ่งในเรื่องที่บรรจุไว้ในแผนดังกล่าวคือพลังงานสะอาด โดยยกระดับขึ้นมาเป็นเป้าหมายแข็ง คือต้องทำให้สำเร็จให้ได้ จากในอดีตที่เป็นเพียงเป้าหมายอ่อน ที่จะทำได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

“อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดจะมีนัยมหาศาลกับการต่อสู้ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์โลก ถ้าสนใจ Geopolitics ก็จะทราบว่า สมัยก่อนการเมืองเรื่องน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดการแข่งขันในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นพลังของดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ผูกกับปิโตรดอลลาร์ (Petrodollar-น้ำมันมีความเชื่อมโยงกับสกุลเงินของสหรัฐฯ) ไม่ว่าจะเป็นใครขายน้ำมันให้ใครราคาเป็นอย่างไร ตอนนี้เริ่มมีนักคิดในด้านรัฐศาสตร์ ในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เริ่มมองว่าโลกที่ไม่ใช้น้ำมันหรือน้ำมันไม่มีความสำคัญแล้ว มันจะกระทบ Geopolitics อย่างไร

หลายคนบอกว่าสหรัฐฯ ตกใจเหมือนที่เจอหัวเว่ย (Huawei-บริษัทด้านโทรคมนาคมชั้นนำของจีน) ตื่นมาก็ตกใจว่าหัวเว่ยครองตลาดโลกแล้ว วันนี้เขาบอกว่าในวงการพลังงานสหรัฐฯก็คล้ายๆ กัน คือตื่นขึ้นมาก็ตกใจว่าจีนในเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จีนไปยึดวัตถุดิบแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดทั่วโลกแล้ว ในเรื่องของโซลาร์เซลล์ ในเรื่องของแบตเตอรี่ยุคใหม่ ตัววัตถุดิบที่ต้องใช้ในการผลิตสิ่งเหล่านั้นจีนไปยึดมาในหลายพื้นที่” อาจารย์อาร์ม กล่าว

อาจารย์อาร์ม ทิ้งท้ายด้วยความคิดเห็น 3 ข้อที่ขงเบ้งแนะนำเล่าปี่ในยุคสามก๊ก ซึ่งสำหรับ ประเทศไทย ยุคนี้ก็มีคำแนะนำ 3 ข้อเช่นกัน คือ 1.จุดคานดุลอำนาจ (Middle Power) ไทย รวมถึงประเทศใกล้เคียงอย่างเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ตลอดจนภูมิภาคอาเซียน เป็นพื้นที่ที่ 2 มหาอำนาจให้ความสำคัญ จึงสามารถใช้เป็นข้อเจรจาต่อรองได้ 2.กระจายความเสี่ยง (Mitigation) ไม่ควรฝากเศรษฐกิจไว้กับทางใดทางหนึ่ง เช่น เน้นพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนมาจนถึงช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด หรือผลไม้ไทยมีตลาดเดียวหรือไม่ เป็นต้น

ประเด็นนี้เป็นโจทย์ที่ต้องคิดให้มากว่า “มีพื้นที่ใดบนโลกที่กว้างใหญ่นี้ที่ไทยยังไม่เคยมอง” โดยหากนำข้อคิดจากสามก๊กมาวิเคราะห์ ขั้วหนึ่งคือสหรัฐฯ อีกขั้วหนึ่งคือจีน แต่ยังมีอีกหลายขั้วหรือหลายประเทศจำนวนมาก ทั้งภูมิภาคลาตินอเมริกา ทวีปแอฟริกา ภูมิภาคเอเชียใต้ และ 3.แผ่นดินหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Mainland Southeast Asia) แม้ประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งที่ดี เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค แต่การเจริญเติบโตค่อนข้างหยุดแล้วจากปัจจัยด้านประชากรที่เป็นสังคมสูงวัย ประกอบกับภาระหนี้สินทำให้ผู้คนไม่ค่อยอยากใช้จ่าย

ในขณะที่ “ประเทศใกล้เคียงอย่างเมียนมา ลาว กัมพูชาและเวียดนามยังเติบโต ไทยจะหาจุดเชื่อมโยงกับการเติบโตของทั้ง 4ประเทศอย่างไร” ซึ่งต้องคิดทั้ง 2 ทางคือเชื่อมออกไปและเชื่อมเข้ามา ทั้งนี้จีนคิดถึงเศรษฐกิจภายนอกในแง่ที่ว่าต้องช่วยหนุนเสริมเศรษฐกิจภายในของจีนด้วย อีกทั้งต้องคิดถึง “การรักษาสมดุลเชิงรุก” โดยเริ่มจากไทยต้องเข้าใจว่าตนเองต้องการอะไร และเข้าใจว่าความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ คืออะไร หากไม่เข้าใจ 2 เรื่องนี้ ไทยก็ไม่สามารถไปเจรจาต่อรองกับใครได้

อนึ่ง มีคำถามที่ชาวไทยชอบถามกันคือ “จะเอาสิ่งนี้หรือไม่?” เช่น นักท่องเที่ยวจีน นักศึกษาจีน ทุนจีน ในขณะที่ชาวจีนจะหลีกเลี่ยงคำถาม-คำตอบประเภทนี้ แต่จะเอาหมดแล้วปรับปรุง เช่น จีนเป็นประเทศสังคมนิยมที่เป็นแบบจีน เป็นระบบที่มีทั้งการกระจายอำนาจและรวบอำนาจ เศรษฐกิจมีทั้งหมุนเวียนภายในและหมุนเวียนภายนอก เช่นเดียวกับในทวีปยุโรปที่แม้จะกังวลเรื่องหัวเว่ยกับความปลอดภัยของข้อมูล แต่เลือกที่จะหาวิธีควบคุม (Regulate) ความเสี่ยง ด้วยการใส่ไว้ในสัญญาเจรจา ว่าหากเกิดความไม่ปลอดภัยหัวเว่ยจะชดใช้อย่างไร เป็นต้น

“การเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ผมคิดว่าพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือมันทำให้เราต้องเปลี่ยนโจทย์ เปลี่ยนคำถาม เปลี่ยน Mindset (วิธีคิด) เพื่อที่จะเป็นคนไทย 4.0 ที่พร้อมและทันเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่” อาจารย์อาร์ม กล่าวในท้ายที่สุด

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top