‘รัฐ’ผนึกกำลัง‘เอกชน-วิชาการ’  ต่อยอดงานวิจัยสู่สินค้านวัตกรรม

‘รัฐ’ผนึกกำลัง‘เอกชน-วิชาการ’ ต่อยอดงานวิจัยสู่สินค้านวัตกรรม

วันจันทร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
Tag :

“นวัตกรรม-เทคโนโลยี” ตัวชี้วัดสำคัญอย่างหนึ่งที่บอกว่าประเทศใดเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือไม่ เห็นได้จากบรรดาชาติมหาอำนาจต่างๆ ทั้งซีกโลกตะวันตกและตะวันออกล้วนมีสินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยีจำนวนมาก ชาติเหล่านั้นนอกจากจะลดการสูญเสียเงินตราออกจากประเทศเพราะสามารถผลิตสิ่งของจำเป็นพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังมีรายได้เพิ่มเติมจากส่งออกสินค้าไฮเทคนี้ไปอย่างประเทศอื่นๆ ด้วย

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้บรรดาประเทศพัฒนาแล้วมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องคือ “ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการและภาคเอกชน” ซึ่งประเทศไทยก็กำลังเริ่มต้นเช่นกัน ดังเมื่อช่วงต้นเดือนมี.ค. 2564 มีการเปิดตัวทั้งอาวุธปืนที่คาดหวังว่าจะได้รับการบรรจุเข้าประจำการในกองทัพหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย และชุดตรวจหาการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ถูกนำไปใช้งานแล้วในการระบาดระลอก 2


“DTI7” เป็นชื่อของอาวุธปืนเล็กยาวใช้กระสุนขนาด 5.56 มม. ผลงานการพัฒนาร่วมกันของ KHT Firearms บริษัทอาวุธปืนสัญชาติไทย และ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) สามารถยิงได้ทั้งแบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi Auto) และอัตโนมัติ (Full Auto) ความยาวปืนเมื่อพานท้ายยืดสุดอยู่ที่ 657 มม. ความยาวลำกล้อง 7.5 นิ้ว สั้นกว่าปืนเล็กยาวทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 14-20 นิ้ว น้ำหนักปืนกรณีไม่ติดตั้งซองกระสุนและอุปกรณ์เสริมใดๆ อยู่ที่ 2.86 กก.

ผลการทดสอบเบื้องต้น แรงที่ใช้เหนี่ยวไกเฉลี่ย 35.6 นิวตัน ความเร็วต้นเฉลี่ยของปืนในระยะ 5 เมตรจากปากลำกล้องอยู่ที่ 671.74 เมตรต่อวินาที แรงสะท้อนเฉลี่ย 123.07 นิวตันเมตร อัตราการยิงแบบอัตโนมัติ 866 นัด/นาที ระยะยิงหวังผลอยู่ที่ 100 เมตร เพียงพอกับการใช้งานในเขตเมือง ส่วนการทดสอบยิงจริงซึ่งสาธิตกันที่สนามยิงปืนมณฑลทหารบกที่ 14 ค่ายนวมินทราชินี อ.เมือง จ.ชลบุรี ใน 4 หัวข้อ ได้แก่ 1.ความแม่นยำระยะ 15-25 เมตร 2.การยิงกึ่งอัตโนมัติ 3.การยิงต่อเนื่อง (30 นัด) และ 4.ทดสอบเชิงยุทธวิธี ผลการทดสอบทั้งหมดเป็นไปอย่างน่าพอใจ

DTI7 ถูกพัฒนาเพื่อการใช้งานสำหรับปฏิบัติการต่อสู้ในเขตเมือง เช่น การเข้าจู่โจมอาคาร ไปจนถึงการใช้งานร่วมกับยานพาหนะ โดยหนึ่งในทีมพัฒนา ยกตัวอย่างพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส) ที่บ่อยครั้งเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองครูต้องออกปฏิบัติหน้าที่ด้วยรถกระบะบ้าง มอเตอร์ไซค์บ้างการที่ DTI7 มีขนาดกะทัดรัดกว่าปืนเล็กยาวอีกหลายยี่ห้อ จึงลดปัญหาในการใช้งานในสถานการณ์ที่มีพื้นที่จำกัดลงได้

กรณรงค์ ถึงฝั่ง รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เคเอชที ไฟร์อาร์มส์ จำกัด (KHT Firearms) เล่าถึงการเปิดตัวอาวุธปืน DTI7 เป็นคลิปวีดีโอผ่านช่องทางออนไลน์ ก่อนหน้าวันแถลงข่าวและทดสอบปืนต่อหน้าสื่อมวลชนพบว่า แม้จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างหน้าตาของปืนรุ่นนี้ในแง่ลบอยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ยังเป็นการให้กำลังใจและชื่นชมที่มีภาคเอกชนไทยสามารถผลิตอาวุธปืนได้จริง และหวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาถึงขั้นวางจำหน่ายในอนาคต

“ในเรื่องการออกแบบ เราเลือกที่จะใช้ Material (วัตถุดิบ) ที่มีความแข็งแรงทนทานมากกว่า หนึ่งในเหตุผลของเรื่องนั้นคือบ้านเราเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ มีโลหะทุกประเภทเท่าที่หาได้ Advance (ขั้นสูง) แค่ไหนก็ได้ เราก็ลองเอาโลหะที่คุณภาพสูงมาทดลองใช้ดู เลยได้ปืนที่ทนทาน ผ่านการทดสอบไม่ว่าจะจุ่มน้ำ จุ่มดิน จุ่มโคลน จุ่มทรายแม้แต่กระทั่ง Block Barrel ก็คือการเอาจารบีเหนียวไปอุดลำกล้องแล้วก็ยิงดูว่าปืนจะระเบิดไหม ปรากฏว่าไม่ระเบิด ก็ถือว่าเหนือกว่ามาตรฐาน” กรณรงค์ ระบุ

ขณะที่ พล.อ.พอพล มณีรินทร์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ซึ่งได้ร่วมทดสอบปืน DTI7 ด้วย เปิดเผยว่า DTI7 ใช้ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของปืนทั่วไป แต่ก็ยังต้องพัฒนาปรับแก้ในจุดที่ต้องแก้กันต่อ ทั้งนี้ ที่ผ่านมากองทัพไทยซื้อปืนลักษณะนี้มาใช้เป็นจำนวนมาก ในขณะที่หลายประเทศแม้กระทั่งเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีการพัฒนาปืนของตนเองเพื่อทั้งใช้เองและส่งขาย ดังนั้นหากวันหนึ่งเมื่อปืนเล็กยาวของไทยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของกองทัพแล้ว ก็น่าจะส่งออกไปยังต่างประเทศได้ด้วย

“เราก็พัฒนาไป ตอนนี้ 4 กระบอกเราทดสอบทดลองได้ เดี๋ยวเราก็จะปรับปรุงข้อดี-ข้อเสีย เสร็จแล้วเราจะทดลองผลิตสักไม่น้อยกว่า 50 กระบอกแล้วก็ส่งให้เหล่าทัพเขาใช้ เขาจะได้ดูว่าขีดความสามารถเป็นอย่างไร เป็นที่ยอมรับไหม ตรงนั้นก็เรียกว่าเป็นการทดสอบภาคสนามโดยหน่วยผู้ใช้ ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของงานวิจัยแล้วเขาก็จะมาทดสอบ” พล.อ.พอพล กล่าว

ไม่เพียงแต่เฉพาะอาวุธปืนเท่านั้น สทป. ยังทำงานสนับสนุนบริษัทเอกชนอื่นๆ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น ยานเกราะทั้งแบบ 4x4 และ 8x8 สำหรับกองทัพบกและนาวิกโยธิน รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งเป็นไปตามภารกิจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ.2562 เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างยั่งยืน ลดการสูญเสียเงินตราจากการนำเข้า และเพิ่มรายได้จากการส่งออก

อีกด้านหนึ่ง ในงาน “จิบน้ำชา...กับ บพข.#EP1 การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย:ด้านสุขภาพและ
การแพทย์” จัดโดย หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) มีการเปิดตัว “ชุดตรวจ โควิด-19 แบบ RT-PCR” ซึ่ง ศ.ดร.ศันสนีย์ ไชยโรจน์ ประธานคณะอนุกรรมการแผนงานกลุ่มสุขภาพและการแพทย์ บพข. เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนา มาจากการที่นักวิจัยของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ค้นพบวิธีตรวจหาเชื้อตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่เริ่มมีการระบาดขึ้น

จากนั้นจึงได้ร่วมมือกับ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งถือครองสิทธิบัตรเอนไซม์ที่ต้องใช้ในการตรวจหาเชื้อ พัฒนาชุดตรวจจนได้มาตรฐานของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นอกจากนั้นยังมี “ชุดตรวจโควิด-19 แบบ LAMP Test” ซึ่ง บพข. ให้ทุนสนับสนุน บริษัท เซโนสติกส์ จำกัด สตาร์ทอัพไทยที่ทำงานร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล ชุดตรวจแบบนี้แม้จะไม่ไวต่อเชื้อเท่าแบบ RT-PCR แต่ข้อดีคือราคาถูกกว่าและใช้เวลาน้อยกว่า เหมาะกับการคัดกรองคนจำนวนมาก หากตรวจแล้วพบผลบวก จึงค่อยตรวจด้วย RT-PCR เพื่อยืนยันอีกครั้ง

“เราต้องมีการนำเข้าสินค้าที่จะใช้ ครุภัณฑ์ ยาที่ใช้ในการแพทย์ ปีหนึ่งเป็นแสนๆ ล้านบาท ในเรื่องของยาเป็นแสนล้าน ในเรื่องของเครื่องมือแพทย์ 6.5 หมื่นล้านฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเราขาดดุลการค้าค่อนข้างมากสิ่งที่เราเก่งคือการที่เราเป็น Medical Service(ผู้ให้บริการทางการแพทย์) เราทำเรื่องบริการได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม เรายังขาดในเรื่องผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ในเรื่องของการแพทย์” ศ.ดร.ศันสนีย์ กล่าวถึงที่มาที่ไปของการที่ประเทศไทยต้องส่งเสริมการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์

ด้าน รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า ที่ผ่านมาการที่งานวิจัยไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพราะ
ในขณะที่ภาครัฐให้ทุนวิจัยแบบพื้นฐาน (Basic Research) แล้วก็ไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการต่อยอด ส่วนภาคเอกชนก็รอแต่จะใช้งานวิจัยที่สมบูรณ์แล้ว แต่ตรงกลางระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ยังไม่มีใครสนับสนุน ซึ่งงานวิจัยต้องมีการนำมาพัฒนาก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ และนั่นคือภารกิจของ บพข. โดยเน้นไปที่การให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยที่มีภาคเอกชนร่วมลงทุนด้วยอย่างน้อยร้อยละ 20 เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเอกชนลงทุนนั่นหมายถึงต้องการงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงๆ และเมื่อสิ้นสุดโครงการก็จะได้นวัตกรรมเพิ่มขึ้น

“ภาคเอกชนปีแรกที่ทำเขาก็ไม่อยากเข้าร่วมเท่าไร แต่ก่อนเขาเห็นรัฐบาลลงทุน 100% พอบอกให้เขาลงทุนด้วยปีแรกๆ เขาก็ลังเลพอเริ่มเห็นผลงาน ปีที่ 2 มีเอกชนมา Matching (จับคู่) ปริมาณเงินสูงขึ้น ก็ประทับใจที่เห็นเอกชนปรับแนวคิดเรื่องการวิจัยมากขึ้น” รศ.ดร.สิรี กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top