วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ในประเทศ
บุกทลายเครือข่ายบริษัทดัง หลอกร่วมลงทุนได้กำไรงาม ทำเหยื่อพันราย สูญเงิน 1,000 ล้าน

บุกทลายเครือข่ายบริษัทดัง หลอกร่วมลงทุนได้กำไรงาม ทำเหยื่อพันราย สูญเงิน 1,000 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 11.41 น.
Tag : ทลายเครือข่ายบริษัทดัง หลอกคนลงทุน หลอกลวงนักลงทุน
  •  

วันที่ 14 พฤษภาคม 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)​ , เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ร่วมกันทลายเครือข่ายบริษัทชื่อดังหลอกลวงนักลงทุนกว่า 1,000 ราย ให้ร่วมลงทุนกับทางผู้ต้องหาโดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

สืบเนื่องมาจาก ได้มีกลุ่มผู้เสียหายเข้าเเจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ว่าถูกนายประสิทธิ์ฯ (ผู้ต้องหา) กับพวก ร่วมกันชักชวนให้ผู้เสียหายมาร่วมลงทุนในหลายรูปแบบ ซึ่งกำหนดผลตอบแทนเป็นกำไรที่สูงเกินความเป็นจริงที่บริษัทฯ จะสามารถประกอบกิจการนำเงินในส่วนของผลกำไรมาจ่ายผู้เสียหายได้ ซึ่งเป็นการจูงใจให้ผู้เสียหายหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก และต่อมาภายหลัง กลุ่มผู้ต้องหาไม่สามารถจ่ายผลตอบเเทนและเงินลงทุนคืนให้ผู้เสียหายได้ตามกำหนด ผู้เสียหายได้ติดต่อทวงถามขอเงินต้นที่ร่วมลงทุนคืน แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ผู้เสียหายจึงรวมกลุ่มกันมาเเจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” ซึ่งจากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า มีผู้เสียหายและนักลงทุนที่ถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนหลาย 1,000 ราย และพบว่ามีเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท


โดยกลุ่มผู้ต้องหามีรูปแบบการชักชวนให้ลงทุนหลายรูปแบบ ดังนี้

รูปแบบที่ 1 เป็นการชักชวนให้ผู้เสียหายนำบัตรเครดิต หรือเงินสด มาลงทุนซื้อแพ็กเกจทัวร์กับทางบริษัททัวร์ของผู้ต้องหา โดยในกรณีที่ผู้ลงทุนไม่ประสงค์จะใช้เเพ็กเกจทัวร์ดังกล่าว ผู้ลงทุนสามารถนำเงินมาลงทุนหมุนเวียนกับทางบริษัทในรูปแบบอื่นได้ และในส่วนของผลตอบแทนจะเป็นไปตามที่บริษัทฯ นำเสนอโดยมีรูปแบบการลงทุน ทั้งแบบ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 10 เดือน 

รูปแบบที่ 2 เป็นการชักชวนให้ลงทุนโดยให้โอนเงินฝากเข้าบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์การค้าธุรกิจบริการและผลิตภัณฑ์ผสมผสานของผู้ต้องหา โดยอ้างว่าผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทน 11.5 - 15 เปอร์เซ็นต์ ต่อการลงทุนในระยะเวลา 39 วัน

รูปแบบที่ 3 เป็นการชักชวนให้ลงทุนซื้อทองคำจากร้านจำหน่ายทองคำทั่วไป และให้นำทองคำพร้อมใบเสร็จมาลงทุนตามโปรโมชั่นของบริษัทฯ โดยยอดการลงทุนคำนวณจากราคาทองคำตามที่ระบุในใบเสร็จ และมีการเสนอผลกำไร 43.5 เปอร์เซ็น โดยจะแบ่งจ่ายกำไรเป็น 2 งวด พร้อมกับมีการแบ่งจ่ายคืนเงินต้นเป็นงวดๆ รวม 10 งวด

รูปแบบที่ 4 เป็นการชักชวนให้ลงทุนเงินสดหรือทองคำในระบบกองทุนส่วนตัวของนายประสิทธิ์ฯ เป็นระยะเวลา 21 วัน เสนอผลตอบแทน 9.5 เปอร์เซ็น โดยให้ผู้ลงทุนโอนเงินเข้าบัญชีนายประสิทธิ์ฯ หรือ บัญชีบริษัทของผู้ต้องหา กรณีเป็นบัตรเครดิต ผู้ลงทุนจะต้องนำบัตรเครดิตไปรูดซื้อทองคำจากร้านจำหน่ายทองคำทั่วไป พร้อมนำทองคำและใบเสร็จมาทำสัญญากับบริษัทของผู้ต้องหา

รูปแบบที่ 5 เป็นการชักชวนให้ลงทุนซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมจากร้านในเครือข่ายของผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาจะเสนอให้ผู้ซื้อปล่อยเช่ากระเป๋า โดยเสนอผลตอบแทนประมาณ 43.5 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 10 เดือน ของราคากระเป๋าที่ลงทุน โดยผลตอบแทนทางร้านค้าจะแบ่งจ่ายเป็นจำนวน 2 ครั้ง พร้อมกับมีการจ่ายเงินค่ากระเป๋า (จำนวนเงินที่ลงทุน) เป็นงวดๆ รวม 10 งวด

และเนื่องจากรูปแบบในการก่อเหตุของกลุ่มผู้ต้องหา มีความยุ่งยากสลับซับซ้อน มีลักษณะการ กระทำความผิดในรูปของขบวนการ หรือกลุ่มบุคคล และมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก จึงถือว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีความสำคัญ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก./หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ปอศ., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป. และ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ  ผบก.ปอท. จัดชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมกลุ่มผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

ซึ่งต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวน จนทราบตัวเครือข่ายหลอกลวงนักลงทุน  ดังกล่าว จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับนายประสิทธิ์ฯ กับพวก ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” รวมผู้ต้องหาตามหมายจับจำนวน 6 ราย 

โดยในวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอท. ได้ดำเนินการตรวจค้นเป้าหมายทั้งหมด 9 จุด สามารถจับกุมผู้

ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 4 ราย ดังนี้

1. น.ส.ณัฐวรรณ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 751/2564 ลงวันที่ 12พฤษภาคม 2564 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”

2. น.ส.สิริมา (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 754/2564 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”

3. นายกิตติวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 752/2564 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”

4. พ.ท.พญ.อมราภรณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 747/2564 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”

นอกจากนี้ในระหว่างการตรวจค้นจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถจับกุมนายวิมกริช (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ในความผิดตาม พรบ.อาวุธปืนฯ ได้ที่ห้องพักในโรงเเรมแห่งหนึ่ง เเขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ พร้อมกับ น.ส.ณัฐวรรณฯ (ผู้ต้องหาในคดีนี้)และสามารถตรวจยึดพยานเอกสารพร้อมพยานหลักฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเเละเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอีกจำนวนหลายรายการ หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวผู้

ต้องหาพร้อมพยานหลักฐาน นำส่งพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

ในส่วนของผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีการจับกุมอีก 2 ราย คือ

1. นายประสิทธิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 749/2564 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”

2. นายกิตติศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 750/2564 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”

เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งดำเนินการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และหากประชาชนท่านใดมีเบาะเเสเกี่ยวกับผู้ต้องหาที่ยังคงหลบหนีอยู่ ท่านสามารถเเจ้งข้อมูลเบาะเเสที่เป็นประโยชน์ เข้ามาได้ที่ บก.ป. หรือ บก.ปอศ.

ในส่วนของผู้ลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของกลุ่มผู้ต้องหา ท่านสามารถรวบรวม  พยานหลักฐาน ติดต่อเข้าเเจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. 
 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

นายกฯอนุทิน เยี่ยมให้กำลังใจพลทหารเดชศักดิ์ เหยียบทุ่นบอมบ์ ย้ำไม่ทอดทิ้ง

ปชน.ออกแถลงการณ์เหตุสู้รบในตะวันออกกลาง จี้รบ.เดินหน้า 3 เรื่อง ป้องประโยชน์ประเทศ

สมชัย ฟาดแรง! กกต.ทำลายตัวเอง ชี้เลือกตั้ง 69 ไร้มืออาชีพ-ขาดความโปร่งใส

หมู่บ้านแดง vs หมู่บ้านส้ม ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ถอดรหัส ความเหมือนที่แตกต่างในสมรภูมิความคิด

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved