วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
“ออนไลน์” ปัจจุบันคำคำนี้ไม่ใช่เรื่องคุ้นเคยเฉพาะแต่เด็ก วัยรุ่นหรือหนุ่ม-สาวเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงทุกช่วงวัย เห็นได้จากทุกวันนี้ผู้หลักผู้ใหญ่วัยเกษียณหันมาสื่อสารกับลูกหลานผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์กันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการระบาดของ “ข่าวปลอม (Fake News)” แม้จะพบการแชร์ในกลุ่มคนทุกวัย แต่ที่น่าห่วงเป็นพิเศษคือประชากรสูงอายุ จึงมีความพยายามสร้างความตระหนักรู้เท่าทันในประชากรกลุ่มนี้
ระวีวรรณ ทรัพย์อินทร์ อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาตรี การจัดการมรดกวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (BMCI) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เฟคนิวส์กับผู้สูงอายุ รู้เท่าทันสื่ออย่างปลอดภัย” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมการใช้สื่อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเชื่อว่าผู้สูงอายุทุกคนแชร์ข้อมูลออกไปด้วยความปรารถนาดี และคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้อื่นที่ได้อ่าน
แต่ปัญหาคือก่อนแชร์ข้อมูลไม่มีการตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ เป็นข้อมูลที่มาพร้อมทัศนคติส่วนตัวมากกว่าความรู้ ซึ่งเป็นความคิดเห็นมากกว่าข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง โดยเฟคนิวส์ หรือข่าวปลอมในปัจจุบันมีความแนบเนียนและมีความน่าเชื่อถือ ข้อมูลที่ถูกนำมาแชร์ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยข้อมูลที่เป็นสถิติ ทำให้ผู้สูงอายุหลงเชื่อและตกเป็นเครื่องมือส่งต่อข้อมูล ซึ่งมีความอันตรายอย่างยิ่งในแง่ของการใช้สื่อสังคมออนไลน์
“หากต้องการให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันสื่อโซเชียล ตัวผู้สูงอายุเองก็ควรต้อง หยุด คิด ถาม ทำ ก่อนที่จะแชร์ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทั้งนี้ยังเห็นว่าสื่อหลักโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ยังมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้สูงอายุ การให้ข้อมูลของสื่อหลักจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อของผู้สูงอายุ” อาจารย์ระวีวรรณ กล่าว
ขณะที่ กฤตตฤณ พรมเสน มูลนิธิคนตัวดี เปิดเผยว่า จากการทำงานกับผู้สูงอายุได้พบว่า “ผู้สูงอายุถูกหลอกซื้อสินค้าและบริการจากสื่อโซเชียลจำนวนมาก ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ” โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ อาทิ ยาสมุนไพร และยาบำรุงกำลัง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในการตรวจสอบข้อมูล จึงตกเป็นจำเลยของสังคมว่าเป็นกลุ่มหลักที่เผยแพร่ข่าวปลอม โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและสื่อเป็นอย่างมาก
“เมื่อผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่อก็มักจะไม่กล้าบอกเล่าเรื่องราวให้คนในครอบครัว หรือเพื่อนในวัยเดียวกันรับรู้ทำให้เกิดช่องว่างให้กับกลุ่มมิจฉาชีพมาหลอกลวง จึงเห็นว่าผู้สูงอายุควรมีสติยับยั้งชั่งใจ และมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากรับสื่ออย่างไม่มีสติด้วย โดยหากผู้สูงอายุรู้เท่าทัน จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้สูงอายุ” กฤตตฤณ ระบุ
เช่นเดียวกับ ปราณี รัตนาไกรศรี อาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพฯ ตัวแทนผู้สูงอายุรู้เท่าทันสื่อ เปิดเผยว่า
ในชุมชนผู้สูงอายุ จะพบปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดจากการใช้สื่อโซเชียล คือผู้สูงอายุในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ชอบที่จะไปพบแพทย์ตามโรงพยาบาล เมื่อมีผู้มาเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ แม้จะมีราคาแพง แต่เพื่อแลกกับการไม่ต้องไปพบแพทย์ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เลือกที่จะเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ทำให้ถูกหลอกสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมากโดยเสนอให้มีหน่วยงานที่ช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุ สามารถส่งข้อมูลเพื่อตรวจสอบโดยตรงว่าข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมานั้น เป็นข่าวจริงหรือปลอม ก่อนจะแชร์ข้อมูลออกไป
ด้าน สาริสา กนกธัญรัชต์ ผู้จัดการโครงการ YoungHappy กล่าวว่า การใช้สื่อออนไลน์ในปัจจุบันเปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ แต่ก็เปรียบเหมือนดาบสองคม ซึ่งมีทั้งด้านบวกและลบ เชื่อว่าการแชร์ข้อมูลไม่ใช่ปัญหาหลักแต่ประเด็นสำคัญคือความเชื่อของผู้รับข้อมูลข่าวสาร เพราะหากบางคนมีภูมิคุ้มกันที่ดีในการรับข่าวสารจะทำให้เกิดการตรวจสอบข้อมูลนั้นๆ และยังเป็นการขยายภูมิคุ้มกันหมู่ได้อีกด้วย ซึ่งในกลุ่ม YoungHappy มีการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุได้แชร์ข้อมูลเพื่อให้มีการสื่อสาร และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน รวมทั้งช่วยกันหาข้อมูลโดยเป็นการเสริมทักษะและสร้างความรู้ให้กับผู้สูงอายุ
ปิดท้ายที่ พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้ผลิตและผู้ดำเนินรายการชัวร์ก่อนแชร์อสมท ให้ความเห็นว่า การแชร์ข้อมูลต่างๆ เกิดจากความหวังดี และยังมองว่าทุกช่วงวัยสามารถใช้สื่อโซเชียลเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษได้ ซึ่งในส่วนของผู้สูงอายุผลกระทบที่เกิดขึ้น มีทั้งในด้านสุขภาพ ที่นอกจากจะถูกหลอกให้ซื้อผลิตภัณฑ์ในการดูแลสุขภาพแล้ว ยังเสียโอกาสในการรักษาอย่างถูกต้องด้วย นอกจากนี้ยังมีภัยจากไซเบอร์ในการหลอกลวงในการกรอกข้อมูลเพื่อชิงรางวัล
“ในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 การแชร์ข้อมูลที่แม้จะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่หากเป็นข้อมูลเก่าแล้วนำมาแชร์ผิดเวลา ก็ทำให้เป็นข้อมูลเท็จได้เช่นกัน ซึ่งเมื่อผู้สูงอายุรับข้อมูลมาแล้ว ควรตั้งคำถามกับตัวเองก่อนที่จะแชร์ข้อมูลออกไป ว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เป็นข้อมูลเก่าหรือไม่ และข้อมูลเกี่ยวข้องและครบถ้วนหรือไม่รวมทั้งเป็นข้อมูลที่เขียนขึ้นมาจากอคติทางความคิดหรือเปล่า ซึ่งควรตรวจสอบข้อมูลจากสื่อหลักหลายๆ แห่งสิ่งสำคัญคืออย่าเชื่อข้อมูลง่ายต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน” พีรพล กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี