‘รัฐสวัสดิการ-รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’  ทางออก‘แก้เหลื่อมลํ้า-เลิกหวังหวย’ไทยพร้อม?

‘รัฐสวัสดิการ-รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ ทางออก‘แก้เหลื่อมลํ้า-เลิกหวังหวย’ไทยพร้อม?

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
Tag :

“..ถามต่อไปอีกว่า ถ้าเราบอกว่าเงินทองเปลี่ยนประเทศได้ แล้วจะร่ำรวยได้อย่างไรในประเทศนี้ คำตอบคือ 76% บอกว่าต้องมีครอบครัวที่ร่ำรวย พ่อรวย เกิดมารวย 11% ตอบว่าต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 แล้วจำนวนหนึ่งบอกว่าต้องถูกติดกันหลายๆ รอบด้วยอีก 8% บอกว่าทำงานหนัก ขยันอดออม อีก 5% บอกว่ากตัญญูทำความดีทำบุญ นี่คือคำตอบของคนที่ตอบมาว่าทำอย่างไรถึงจะรวยได้..”
(ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บรรยาย “พฤติกรรมการเงินแบบไทยๆ จากมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ทั้งสนุกและได้สาระ” 24 ต.ค. 2561)

“..ผมเคยวิจารณ์งานของศูนย์การพนันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมบอกว่ามันทำหน้าที่หลายอย่างอันแรกคือความหวังที่จะเลื่อนชนชั้นโดยที่ไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงกับชีวิตตัวเอง อันที่ 2 คือ ถ้าคุณเป็นคนจน ความบันเทิงในชีวิตมีอะไรบ้าง ถ้ามีเงินก็ไปดูหนัง เพ้อฝันมีความสุขสนุกไป แต่เวลาซื้อหวย ซื้อวันที่ 5 ออกวันที่ 16 ใบละ 80 บาท ฝันว่าถูกรางวัลที่ 1 ฝันว่าจะเอาไปทำอะไรดี ฝันไป 10 วัน วันละ 8 บาท ถูกกว่าดูหนังอีก คุ้มค่าแล้ว ไม่ถูกก็คุ้มค่าแล้วเวลาที่ผ่านมา..” (ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บรรยาย “พฤติกรรมการเงินแบบไทยๆ จากมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ทั้งสนุกและได้สาระ” 24 ต.ค. 2561)


“..แรงงานเขาก็เคยถามผมนะ..อาจารย์! พวกเศรษฐีเขาเล่นไก่ตีไก่ (ไก่ชน) ทีละ 10-20 ล้าน (บาท) หรือพวกคนรวยๆ ไปแทงพนันม้า ทำไมเวลาเราเล่นพนันบอลเล่นหวย ถึงมองว่ามันร้ายแรงจังเลย?..เขาสร้างพื้นที่สาธารณะตรงนี้ขึ้นมา เพื่อทดแทนบางอย่างที่มันขาดหายไปในชีวิตส่วนตัวของเขา รายได้ก็แทบไม่พอค่าใช้จ่ายไม่มีช่องทางเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่ ก็เพราะเป็นประชากรแฝง จะไปเลือกตั้งหรือเสนอนโยบายได้อย่างไร ก็ปราศจากความช่วยเหลือจากรัฐท้องถิ่น..” (ผศ.ดร.ธนิต โตอดิเทพย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา , เสวนา “ชีวิตเสี่ยงพนัน..จะป้องกันเยาวชนอย่างไร?” 17 พ.ค. 2561)

ADVERTISEMENT

ข้างต้นเป็นทรรศนะจากข้อค้นพบของนักวิชาการที่ไปทำวิจัยประเด็น “สังคมไทยกับการพนัน” โดยเฉพาะ “หวย” (ทั้งหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งรัฐบาล) ว่า “สำหรับชนชั้นรากหญ้าหาเช้ากินค่ำแล้ว..หวยดูจะเป็นความหวังในการทำให้ชีวิตลืมตาอ้าปากในสังคมเหลื่อมล้ำ” ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ทุกๆ ช่วงบ่ายวันที่ 1 และ 16 ของเดือน สายตาแทบทุกคู่ในประเทศไทยจะจับจ้องไปที่การถ่ายทอดสดการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งในวันนี้จะมีทั้งคน “ปล่อยโฮเพราะถูกกิน..ร้องเฮเพราะถูกหวย” เป็นภาพที่คุ้นชินตามานานแสนนาน

แต่อีกด้านหนึ่ง มีผู้ที่พยายามตั้งคำถามว่า “สังคมไทยจะดีกว่านี้ได้หรือไม่?” ซึ่งหมายถึงการที่คนแต่ละคนมีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว หรือแม้กระทั่งสามารถใช้ชีวิตไล่ตามความฝันโดยไม่ต้องละทิ้งมันแล้วมาทนทำงานที่ไม่ชอบเพื่อหารายได้มาดูแลคนที่รัก นั่นหมายถึงการมี “รัฐสวัสดิการ” และไปจนถึง “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI)” ดังล่าสุดกับงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “คุยกันหลังวันหวยออก-UBI” จัดโดยเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายหลักในการเสวนาครั้งนี้ เริ่มจากการอธิบายว่า เดิมนั้นคนวัยทำงานถูกกำหนดหน้าที่จากรัฐว่าต้องมีงานทำหรือหากไม่มีก็ต้องพยายามหางานทำ เนื่องด้วยเมื่อประชาชนมีงาน-มีรายได้รัฐก็จะมีรายรับจากภาษี โดยหากประชาชนว่างงานรัฐอาจจ่ายเงินชดเชยให้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากจะขอความช่วยเหลือหลังพ้นระยะเวลานั้นต้องแสดงหลักฐานว่าได้ทุ่มเทพยายามหางานทำอย่างเต็มที่แล้ว แม้จะเป็นในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีก็ตาม

กระทั่งในช่วง 10-20 ปีล่าสุด รูปแบบการทำงานได้เริ่มเปลี่ยนไป คนไม่ได้ทำงานแบบมีนายจ้างตายตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคนเป็นผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนที่ทำงานแบบอาชีพอิสระ (Freelance) ที่ลักษณะการทำงานยืดหยุ่นมากขึ้น
จึงเป็นที่มาของคำถาม 
“คนวัยทำงาน (อายุ 18-59 ปี) ทุกคนควรมีรายได้พื้นฐานโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ หรือไม่?” ถึงกระนั้น นี่ก็เป็นคำถามที่ท้าทายมาก และทุกวันนี้ก็ยังไม่มีประเทศใดในโลกที่ใช้ UBI เต็มรูปแบบ

หลักคิดของ UBI นั้นมีอยู่ 2 แนวทางคือ 1.เสรีนิยม มองว่า UBI ควรมาแทนสวัสดิการของรัฐทุกชนิด พร้อมกับการลดขนาดขององค์กรและกลไกรัฐให้เล็กลง โดยเชื่อว่า UBI ลักษณะนี้จะทำให้กลไกตลาดทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วย กับ 2.สังคมนิยม มองว่า UBI ควรเป็นตัวเสริมจากสวัสดิการรัฐที่มีอยู่แล้ว โดยเชื่อว่าจะทำให้คนสามารถจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้นและมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

อาจารย์ษัษฐรัมย์ อธิบายต่อไปว่า ตามแนวคิดแบบทุนนิยม มนุษย์จะถูกกำหนดให้ต้องทำงานที่มีมูลค่าหรือราคา หมายถึงการทำอะไรแล้วบอกว่าเป็นงานนั่นคือต้องขายงานได้ และงานที่มีรายได้มากคืองานที่ดีหรืองานที่สูงส่ง แต่ UBI จะทำให้มนุษย์สามารถคิดถึงสิ่งอื่นที่เห็นว่าสำคัญกับชีวิตตนเองได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้สามารถวิพากษ์รัฐและทุนได้มากขึ้นด้วย

“เราสร้างสวนสาธารณะ เราบอกว่าอยากให้มีสวนสาธารณะคนจะได้มีสุขภาพดีมากขึ้น แต่นึกถึงภาพจริงๆ คนจะมีเวลาไปใช้สวนสาธารณะมากแค่ไหนถ้าเกิดเราอยู่ในสังคมที่มันเหลื่อมล้ำมากๆ คนที่จะมีเวลาไปสวนสาธารณะก็จะมีจำกัด เพราะคนก็จะไปทำมาหากิน หรือในอีกด้านคือคนไม่มีเงินไม่มีเวลา คนก็ไม่สามารถเข้าถึง Service (บริการ) ได้แบบเท่าเทียม ก็จะเข้าถึงได้เพียง Service ที่จะลากเราเข้าไปสู่ระบบทุน สมมุติเช่นรถไฟฟ้า รถเมล์อะไรอย่างนี้ ที่จะขนเราจากบ้านไปที่ทำงาน ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง” อาจารย์ษัษฐรัมย์ ยกตัวอย่าง

กลับไปที่เรื่องหวยตามหัวข้อการเสวนา อาจารย์ษัษฐรัมย์เปรียบเทียบให้เห็นภาพระหว่างเงินจากการถูกหวยกับเงินที่เป็นรายได้ประจำ (เช่น เงินเดือน) คนจะมีพฤติกรรมการใช้เงิน 2 ก้อนนี้ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ “เมื่อคนถูกหวยเงินจากหวยมักถูกรีบใช้อย่างรวดเร็ว” อาทิ ซื้ออาหารจำนวนมากแล้วชวนญาติสนิทมิตรสหายมาสังสรรค์ เพราะไม่รู้ว่าจะได้แบบนี้อีกเมื่อใด ส่วน UBI ที่เป็นรายได้ประจำ คนจะใช้อย่างวางแผนไม่ว่าเพื่อการบริโภค ใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนงาน หรือนำไปลงทุนทำธุรกิจ

แต่แนวคิดเรื่อง UBI ที่ผ่านมาก็มีข้อกังวล เช่น “คนจะเกียจคร้านไม่ทำงานหรือไม่?” ประเด็นนี้จริงๆ แล้ว UBI ก็ไม่ต่างจากสวัสดิการรัฐอื่นๆ ที่ไม่ได้ให้มากเกินไปจนทำให้คนไม่ทำงาน เช่น สมมุติทุกคนได้เงิน 5,000 บาท ต่อเดือนทุกเดือน คงไม่มากพอที่จะทำให้คนไม่อยากทำงาน แต่ก็อาจมีการเปรียบเทียบกันเองว่าบ้านหนึ่งคนออกไปทำงานแต่อีกบ้านหนึ่งคนยังไม่ออกไปทำงาน ซึ่งต้องอธิบายว่า การเลือกไม่ทำงานที่ตนเองรู้สึกไม่อยากทำ ในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจมากกว่าก็ได้

“สิ่งที่เป็นผลเสียกับระบบเศรษฐกิจอย่างหนึ่งคือเราต้องไปทำงานที่ไม่ถนัด ไม่มีความสุข แต่ต้องไปทำเพื่อประทังชีวิต แต่ผมมองกลับกัน ถ้าสมมุติมีรายได้พื้นฐาน 5,000 บาท 50% ของค่าจ้างขั้นต่ำ มันก็อาจจะทำให้รู้สึกว่าฉันน่าจะต่อรองกับนายจ้างได้มากขึ้น ฉันสามารถเอาเงินตัวนี้ไปพัฒนาทักษะของฉันในแง่อื่น แล้วฉันก็อาจเปลี่ยนงานได้

ผมคิดว่าเรื่อง UBI มันฮิตขึ้นมาเพราะว่าคนรุ่นใหม่เริ่มนิยามการทำงานที่มันต่างไป นิยามลักษณะคำว่างานที่มันเปลี่ยนไป มันมีอาชีพนักแคสต์เกม มันเป็นอาชีพที่รายได้สูงมากนะ เรานึกไม่ออกว่ามันจะมีอาชีพแบบนี้ แต่กว่าจะมาแคสต์เกมได้คุณต้องเข้าใจจิตวิทยาของคนที่มาดู
คุณต้องมีการลองผิดลองถูก คุณต้องทำอะไรหลายอย่างซึ่ง UBI นี่แหละที่มันจะสามารถทำให้คนว่างไปลองผิดลองถูกได้”
อาจารย์ษัษฐรัมย์ ระบุ

อีกคำถามสำคัญและเชื่อว่าเป็นคำถามที่ใหญ่มากคือ “จะหางบประมาณมาจากไหน?” โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย อาจารย์ษัษฐรัมย์ ชวนย้อนคิดไปถึงสวัสดิการอื่นๆ เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากมองกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนที่ระบบนี้จะถือกำเนิดขึ้น เวลานั้นไทยก็ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย และประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาระบบสวัสดิการก็เริ่มดำเนินการในช่วงที่ประเทศยังไม่ร่ำรวยเช่นกัน

ส่วนงบประมาณนั้นหากดูผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทยซึ่งอยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปีอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท หากจะทำรัฐสวัสดิการจะใช้งบประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท หรือหากจะทำ UBI เฉลี่ย 4-5 พันบาทต่อคนต่อเดือนสำหรับคนวัยทำงาน จะใช้งบประมาณ 2 ล้านล้านบาท และหากทำทั้ง 2 อย่างจะใช้งบประมาณเกือบ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีประมาณร้อยละ 30 ซึ่งไมได้เพิ่มขึ้นมากมายนักอย่างที่กังวลกัน

แต่เรื่องนี้อยู่ที่ “วิธีคิด” อาจารย์ษัษฐรัมย์ ยกตัวอย่างหลากหลายข้อกังวล เช่น 1.ประเทศไทยยังมีคนเสียภาษีน้อย
แต่อีกมุมหนึ่งหากมีระบบสวัสดิการที่ดีก็จะเพิ่มโอกาสให้คนเลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง และเมื่อทำงานดีมีรายได้ถึงเกณฑ์ก็จะสามารถจ่ายภาษีให้รัฐได้ 2.การเก็บภาษีความมั่งคั่งกับคนที่ร่ำรวยมากๆ ทำได้จริงหรือ หากเก็บสักร้อยละ 3-5 ต่อปี คงไม่ถึงขั้นทำให้คนเหล่านี้ยากจนลง และการเก็บภาษีความมั่งคั่งไม่ได้เป็นเพียงการหางบประมาณ แต่ยังสร้างความตระหนักว่าเมื่อร่ำรวยแล้วก็ควรรับผิดชอบกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย

3.คนที่เสียภาษี 2 ต่อ นอกจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วยังมีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย เนื่องจากทำงานมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ว่าเหตุใดต้องนำเงินภาษีที่ตนเสียไปช่วยเหลือคนที่ไมได้เสียภาษี คำถามนี้หากเปรียบเทียบง่ายๆ กับน้ำบรรจุขวดพลาสติกที่แต่ละคนซื้อมาบริโภค จริงอยู่ที่รู้สึกว่าน้ำขวดนี้ตนเองเป็นเจ้าของเพราะใช้เงินซื้อมา แต่อีกมุมหนึ่งกว่าจะมาเป็นน้ำบรรจุขวดก็ต้องอาศัยแรงงานมากมาย ตั้งแต่คนงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน คนขนส่งน้ำ ฯลฯ ดังนั้นทรัพย์สินที่เรามีก็ต้องตระหนักว่ามาจากส่วนประกอบที่เกิดขึ้นจากสังคมเช่นกัน

“ผมเคยทำโพลล์มาประมาณพันกว่าคน สัก 3 ปีที่แล้วสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือพอแบ่งตามรายได้ คนที่มีรายได้7 หมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งก็คือชนชั้นกลางในสังคมไทย ปรากฏว่าคนกลุ่มนี้โอเคกับรัฐสวัสดิการ ไม่ได้ต่อต้าน ทีแรกผมก็แปลกใจ คนที่มีรายได้ 7 หมื่นต้องเป็น Ignorance (เพิกเฉย) ไม่สนใจใดๆ แล้ว แต่ปรากฏว่าคนที่มีรายได้ 7 หมื่นขึ้นในสังคมไทย ส่วนมากเข้าสู่วัยกลางคน อายุ 40 ปีขึ้นไป

ภาระในชีวิตพ่อแม่เริ่มแก่ ลูกเข้ามัธยม ตัวเองเปลี่ยนงานไม่ได้ บ้านผ่อนมากลางเทอมแล้ว อีกสัก 5-10 ปี ก็คงจะหมด คือขยับอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้จริงๆ แล้วต่อให้เงินเดือน 7 หมื่น พอประเทศไม่มีสวัสดิการ 7 หมื่นไม่รู้ว่าได้ใช้เท่าไร อาจจะได้ใช้เดือนละ 5 พัน Fix Cost (รายจ่ายประจำ) เลี้ยงลูก 3 คน 7 หมื่นมันพอไหม ผมคิดว่าในยุคนี้ไม่น่าพอ สมมุติว่าแค่ค่ากินอย่างเดียวก็คนละหมื่นกว่าแล้ว ค่าเรียน ค่ารถ ค่าอุปกรณ์ ผมว่าหมด” นักวิชาการผู้นี้ เล่าถึงการสำรวจความคิดเห็นเรื่องรัฐสวัสดิการ

อาจารย์ษัษฐรัมย์ ให้ข้อสรุปว่า ชนชั้นกลางไม่ได้ต่อต้านรัฐสวัสดิการมากอย่างที่เข้าใจกัน แต่อาจจะรู้สึกไม่ไว้วางใจรัฐ เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้โดยการทำให้กลไกรัฐมีความเป็นประชาธิปไตย ตรวจสอบได้ มีการกระจายอำนาจหรือกำหนดว่าภาษีบางประเภทให้นำไปใช้ในบางเรื่องเป็นการเฉพาะ ดังเช่นปัจจุบันที่มีการกำหนดให้เงินภาษีจากยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและสื่อสาธารณะ อาทิ หากเก็บภาษีความมั่งคั่งได้ ให้นำเงินส่วนนี้ไปจัดสวัสดิการให้ทุกคนเรียนมหาวิทยาลัยฟรี หรือเก็บภาษีจากกิจการที่ก่อผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ก็จะทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น

และเมื่อเริ่มมีระบบสวัสดิการที่ดีขึ้นให้เห็นแล้ว ความไว้ใจก็จะเพิ่มขึ้นเองไปโดยปริยาย!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top