537.jpg
เตรียมประเมินผลหลัง31ส.ค.  ผ่อนคลายล็อกดาวน์ คาดโควิดถึงจุดสูงสุดไปแล้ว

เตรียมประเมินผลหลัง31ส.ค. ผ่อนคลายล็อกดาวน์ คาดโควิดถึงจุดสูงสุดไปแล้ว

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เตรียมประเมินผลหลัง31ส.ค.

ผ่อนคลายล็อกดาวน์

คาดโควิดถึงจุดสูงสุดไปแล้ว

คกก.โรคติดต่อชงเรื่องศบค.

เสนอเปิดประเทศบางพื้นที่

โควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่น

ป่วยรายวัน17,491ตาย242

คณะกรรมการโรคติดต่อฯเห็นชอบมาตรการเปิดประเทศอย่างปลอดภัย ภายใต้มาตรการควบคุมโรคแนวใหม่ ที่ต้องเรียนรู้ใช้ชีวิตอยู่กับเชื้อโรคให้เป็นโรคประจำถิ่น พร้อมออกมาตรการรองรับ เตรียมเสนอ ศบค.พิจารณา ขณะเดียวกันเตรียมเสนอผลประเมินมาตรการหลังสิ้นสุดล็อกดาวน์ 31 สิงหาคม ว่าพร้อมเปิดประเทศหรือไม่ ย้ำเป้าหมายใน 120 วัน โดยเปิดเป็นพื้นที่ไม่ทั้งหมด เช่น ภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ ต้องพิจารณาสถานการณ์ระบาดอีกครั้ง ส่วนโควิด-19 ไทยติดเชื้อคงตัววันเดียว 17,491 ราย หายป่วย 22,134 คน ตาย 242 ราย อยู่ในกทม.มากที่สุด “นายกฯ”เผยข่าวดีแอสตร้าฯยันเร่งส่งวัคชีนครบ 61 ล้านโดสสิ้นปี สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ฟื้นเศรษฐกิจเร็วขึ้น เตรียมสั่งซื้อวัคชีนสูตรใหม่ปี 65 รับมือไวรัสกลายพันธุ์

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โควิด-19 (ศบค.) แถลงสถานการณ์ภาพรวมการระบาดของไวรัส โควิด-19 ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เริ่มทรงตัว


ติดเชื้อเริ่มทรงตัว17,491-หายป่วย22,134

โดยไทยพบผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้น 17,491 ราย ติดเชื้อในประเทศ 17,086 ราย มาจากฝ้าระวังและระบบบริการ 15 ,014 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 2,072 ราย จากเรือนจำและสถานที่ต้องขัง 398 ราย เป็นผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ 7 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 1,066,786 ราย มีผู้หายป่วยเพิ่ม 22,134 ราย ผู้หายป่วยสะสม 861,770 ราย อยู่ระหว่างรักษา 195,454 ราย อาการหนัก 5,290 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,094 ราย

ตายอีก242-กทม.มากสุด72คน

เสียชีวิตเพิ่ม 242 ราย เป็นชาย 134 ราย หญิง 108 ราย พบเสียชีวิตมากที่สุดอยู่ในกรุงเทพฯ 72 ราย จำนวนนี้เป็นหญิงตั้งครรภ์ 2 รายที่จ.นครปฐม และชลบุรี เสียชีวิตที่บ้านและระหว่างนำส่งโรงพยาบาล 6 ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 9,562ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มีผู้ติดเชื้อสะสม 212,587,416 ราย เสียชีวิตสะสม 4,444,470 ราย อย่างไรก็ตาม ผลตรวจ ATK เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พบเชื้อ 901 ราย แต่มีบางเพจนำข้อมูลดังกล่าวไปรวมกับยอดติดเชื้อรายวัน กรมควบคุมโรคชี้แจงว่า ผู้ตรวจ ATK บางคนไปตรวจแบบ RT-PCR ซ้ำทำให้คนเดียวกันมีผลบวกสองจุด เราพยายามสรุปข้อมูลเหล่านี้ และ ยึดตัวเลขที่ศบค.แถลงเป็นหลัก

กทม.สูงอายุฉีด90%-อิสานยังไม่เข้าเป้า

นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า การฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ฉีดเพิ่มเติม 206,820 โดส ทำให้ยอดรวมฉีดไปแล้ว 27,038,999 โดส จำนวนนี้เป็นเข็มแรก 20,430,028 โดส ซึ่งการฉีดวัคซีน เข็มแรกจะลดอัตราป่วยหนักและเสียชีวิตลงได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนสูงอายุและมีโรคประจำตัว ซึ่งในกรุงเทพฯ มีผู้สูงอายุฉีดวัคซีนไปแล้ว ร้อยละ 80-90 แต่ภาคอีสาน พบปัญหาที่คนสูงอายุแล้วว่า ไม่เดินทางไปไหน ไม่อยากได้รับการรักษา รวมถึงการฉีดวัคซีน อีกทั้ง ยังพบบางชุดข้อมูลทำให้คนกลุ่มนี้กลัวการฉีดวัคซีน กระทรวงสาธารณสุขพยายามเปลี่ยนความคิดให้คนกลุ่มนี้เข้ามาได้รับวัคซีน เพื่อลดการเสียชีวิตและป่วยอาการหนักให้คนอีสานรับฟังข้อมูลตรงนี้ ขณะนี้วัคซีนกระจายไปต่างจังหวัดเป็นล้านโดส ถ้าได้ฉีดซิโนแวคเข็มแรก และ ได้เข็มสองใน3 สัปดาห์ จึงขอสร้างความมั่นใจให้ประชาชนภาคอีสานเข้ามาฉีดวัคซีนโดยเร็ว ติดเชื้อภาพรวมปท.กราฟชันลดลง

“ถ้าดูกราฟภาพรวมของประเทศ จะเห็นความชันลดลง จึงตั้งคำถามว่า กราฟดังกล่าวคือภาพจริงหรือไม่ หากไปดูตัวเลขคาดการณ์ ภาพรวมผู้ติดเชื้อของทั้งประเทศพบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อปัจจุบัน อยู่ในเส้นเดียวกับฉากทัศน์ ผลจากมาตรฐานล็อกดาวน์ ทำงานที่บ้าน ปิดสถานที่เสี่ยงที่ประชาชนให้ความร่วมมือร้อยละ 25 ต้องขอบคุณประชาชนให้ความร่วมมืออย่างดี แต่ถ้าไปดูตัวเลขคาดการณ์เสียชีวิตพบว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ฉากทัศน์ ผลจากมาตรการล็อกดาวน์ทำงานที่บ้าน และ ปิดสถานที่เสี่ยงและประชาชนให้ความร่วมมือร้อยละ 20 อยู่ จึงต้องขอให้ผู้สูงอายุและกลุ่ม 7 โรคเสี่ยงและหญิงตั้งครรภ์ เข้ามาฉีดวัคซีน”นพ.ทวีศิลป์กล่าว

แคมป์คนงานกลับมาระบาดอีกรอบ

และว่า ถ้าเราไปดูสถานการณ์ระบาดรายวันจำแนกตามประเภท ในกทม.รอบ 14 วัน พบว่าช่วงวันที่ 10 สิงหาคม ไม่พบติดเชื้อในแคมป์คนงาน แต่ตอนนี้เริ่มเห็นการกลับมาติดเชื้อในสถานที่ดังกล่าว สร้างความกังวลและห่วงใย เราต้องเรียนรู้จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ว่าจะควบคุมระบาดในแคมป์อย่างไร โดยกทม. ต้องปรับแผนและตรวจเชิงรุกให้มากขึ้น ขณะที่การนำตัวผู้ป่วยในกรุงเทพฯและปริมณฑล กลับไปรักษาตัวในต่างจังหวัด ตั้งแต่1 กรกฎาคม มีทั้งสิ้น 173,599 ราย แต่วันเดียวกันนี้ ตัวเลขดังกล่าวลดจากวันก่อนๆเหลือเพียง 2,974 ราย และ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน

ศปม.จับฝ่าฝืนพ.ร.ก.กว่า6พันคน

นพ.ทวีศิลป์แถลงด้วยว่า ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.)รายงานในรอบ24ชั่วโมงมีผู้ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯประมาณ 6,399 รวม แบ่งเป็นการทำผิดในด่าน 6,327 ราย โดยผู้ฝ่าฝืนอ้างเหตุความจำเป็น 6,309 ราย และออกนอกเคหสถาน 10 ราย ดื่มสุรา1 ราย เสพยา6 ราย และนอกด่าน 72 ราย เสพยา 32 ราย ออกเคหสถาน 22 ราย เล่นการพนัน8ราย รวมฝ่าฝืนสะสม 239,253 ราย ทั้งนี้ มีการตั้งด่าน 346 ด่านเป็นจุดตรวจรอยต่อจังหวัดสีแดงเข้ม 147 จุด รอยต่อจังหวัดสีแดงเข้มกับแดง 60 จุด โดยเฉพาะในกทม.มีฝ่าฝืน 375 ราย ทั้งออกนอกเคหสถาน เสพยาเสพติด ดื่มสุรา ส่วนใหญ่อ่างเหตุจำเป็นแต่ยังมั่วสุม ดื่มสุรา ขอให้ประชาชนที่มีเบาะแสช่วยเแจ้งข้อมูลที่สายด่วนศปม. 1138 หรือศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิดกองทัพบก ศูนย์ประสานต้านภัยโควิดกองทัพเรือ และกองทัพอากาศได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ไฟเขียวจัด“ฟุตซอล-วอลเลย์ฯชิงแชมป์เอเชีย

นพ.ทวีศิลป์เผยอีกว่า ที่ประชุม ศปก.ศบค.เห็นชอบ ตามที่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอจัดแข่งขันฟุตซอลนานาชาติ SAT internation futsal Championship ระหว่างวันที่ 2-7 กันยายน ที่โชว์ ดีซี กทม.มีทีมจากต่างประเทศเข้าร่วมคือ ชิลี โอมาน บราซิล รายการที่2 AFF FUTSAL CUP 2021ระหว่างวันที่ 12 -18 กันยายนที่เทอร์มินอล 21 ฮอล์ โคราช จ.นครราชสีมา และการแข่งขันวอลเล่ย์บอลสโมสรชิงแชมป์เอเชีย 2 รายการ คือ women’s club volleyball championchip ระหว่างวันที่ 27 กันยายน-8 ตุลาคม ที่เทอร์มินอล 21 ฮอล์ จ.นครราชสีมา มีชาวต่างประเทศ 108 คน จาก7ทีม 4 ประเทศ เข้าร่วม ได้แก่ ฟิลิปปินส์ไทย อิหร่าน และคาซัคสถาน และการแข่งขันรายการ men’s club volleyball championchip ระหว่างวัน ที่4-16 ตุลาคม ที่เทอร์มินอล 21 ฮอล์ จ.นครราชสีมา มีชาวต่างประเทศ 172 คน จาก10 ทีมจาก9ประเทศ เข้าร่วมได้แก่ กาตาร์ ไทย คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน อิรัก อิหร่าน ฟิลิปปินส์ คูเวต และศรีลังกา

ชำระเงินจองไฟเซอร์เป็นเฟกนิวส์

นพ.ทวีศิลป์ยังชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวเปิดจองวัคซีนไฟเซอร์แบบจ่ายเงินว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องวัคซีน แจ้งว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเฟกนิวส์ ขออย่าแชร์บางคนนำสลิปการจ่ายเงินมาแสดง ต้องบอกว่าตอนนี้กำลังถูกแก๊งค์หรือคนที่ไม่ประสงค์ดีหลอกลวง เนื่องจากไฟเซอร์เป็นหนึ่งในวัคซีนที่รัฐจัดหาให้ การฉีดไม่มีค่าใช้จ่าย ขอให้ประชาชนฟังข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐเท่านั้น

สธ.ประเมินติดเชื้อคงตัวเริ่มลด

เวลา 12.00 น.ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) แถลงผลประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ผ่านระบบออนไลน์ว่า ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์ระบาดโควิด -19 ในไทย โดยเฉพาะช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา แนวโน้มยังมีผู้ป่วยสูงแต่คงตัว แนวโน้มเริ่มลดลง จากจุดสูงสุด 23,000 ราย เหลือ 17,000 ราย และรักษาหายมากกว่า 22,000 ราย เนื่องจากมาตรการต่างๆ ทั้งรัฐบาล สธ.ร่วมกับหน่วยงาน ทั้งมาตรการล็อกดาวน์พื้นที่แดงเข้ม รวมถึงค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกด้วยชุดตรวจ ATK และรักษาที่บ้าน รวมทั้งฉีดวัคซีนป้องกันโควิดในกลุ่มเสี่ยง ขณะนี้มีการฉีดวัคซีนเฉลี่ยวันละ 5-6 แสนโดส ขณะนี้ฉีดแล้ว 27 ล้านโดส และผู้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มคิดเป็นร้อยละ 28

หนุนเปิดปท.ปลอดภัยควบคุมโรคแนวใหม่

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า คณะกรรมการโรคติดต่อฯหารือประเด็นสำคัญ 4 เรื่อง ซึ่งมติที่ออกมาจะนำเสนอ ศปก.ศบค. และมติใดสำคัญเชิงนโยบายต้องแจ้งต่อ ศบค.ต่อไป ประเด็นแรกคือ เรื่องมาตรการเปิดประเทศอย่างปลอดภัยภายใต้มาตรการควบคุมโรคแนวใหม่ ที่เรียกว่า Smart Control and Living with Covid-19 เป็นการเตรียมเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านจากภาวะวิกฤต ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก เป้าหมายเพื่อควบคุมการระบาดของโรคให้มีผู้ป่วยไม่เกินศักยภาพของระบบสาธารณสุขจะรองรับ พูดง่ายๆคือ ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับเชื้อโควิดต่อไป จากเดิมมีระบาดทั่วโลกจากนี้ จะเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น หลายประเทศมีมาตรการรองรับเพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตเป็นปกติที่สุด กลยุทธ์สำคัญที่จะให้เราเรียนรู้ว่า โควิดจะเป็นโรคประจำ ถิ่น กลยุทธ์สำคัญดังนี้ 1.ฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง รวมถึงพัฒนาการหาวัคซีนใหม่อย่างครบวงจรในประเทศไทย

ส่งทีมCCRTตรวจเชิงรุกพื้นที่เสี่ยง

2. Universal Prevention คือ การป้องกันโรคทุกกรณี แนวคิดว่า ทุกคนมีโอกาสเป็นผู้ติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ จึงต้องมีมาตรการเฝ้าระวังรับและแพร่เชื้อ ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรการเดิมที่เราใช้คือ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ วัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้างาน เช็กอินผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” 3.ทำงานเชิงรุกด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการเยี่ยมบ้าน ที่เรียกว่า CCRT ลงพื้นที่กทม.ปริมณฑลและพื้นที่ระบาดอื่น เพื่อคัดกรองเชิงรุก ตรวจโควิดเบื้องต้น ATK และฉีดวัคซีนโควิดกับกลุ่มเสี่ยง ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางเปิดประเทศอย่างปลอดภัยภายใต้การควบคุมโรคแนวใหม่ และให้ดำเนินการในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเสนอ ศบค.เห็นชอบต่อไป

ไฟเขียวบับเบิลแอนด์ซีลรง.คุมโรค

นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า เรื่องที่สองเห็นชอบมาตรการ ‘บับเบิลแอนด์ซีล’ (Bubble & Seal) ในโรงงาน และสถานประกอบกิจการต้องมีมาตรการเข้มงวด อย่างการเปิดประเทศอย่างปลอดภัย ประการแรกเรื่องวัคซีน เรื่องที่สอง ประชาชนต้องมีส่วนร่วมป้องกันโรคทุกกรณี และอีกอย่างคือ การระบาดโควิดที่จะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มรวดเร็ว เป็นกลุ่มก้อนในโรงงาน สถานประกอบการ ดังนั้น สถานประกอบกิจการต่างๆต้องมีมาตรการเข้มงวด ร่วมกับมาตรการอื่น ซึ่งดำเนินการไปหลายพื้นที่ ต้นแบบ คือ จ.สมุทรสาคร รวมทั้งขณะนี้มีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งเริ่มดำเนินการ ซึ่งสามารถควบคุมโรคได้ โดยไม่ต้องปิดโรงงาน

“เดิม ศบค. เห็นชอบไปแล้ว แต่วันนี้เพิ่มกลไกสื่อสารให้เข้าใจ มีคู่มือ แนวปฏิบัติชัดเจน มีระบบพี่เลี้ยง ติดตามประเมินผล รวมถึงให้บูรณาการหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” นพ.โอภาส กล่าว และว่า เรื่องที่สาม เห็นชอบร่างกฎกระทรวงเรื่อง แจ้งกำหนดวันเวลา สถานที่ที่พาหนะจะเข้ามาถึงด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ และเรื่องยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับพาหนะที่จะเข้ามาในประเทศไทยทั้งทางบก อากาศ ด่านเรือ ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558”นพ.โอภาสกล่าว

ฉีดสปุตนิกVเข้าภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ได้

สำหรับเรื่องที่ 4 นั้น นพ.โอภาสเผยว่า ที่ประชุมมีมติสนับสนุนให้มีผู้แทนสมัชชาสุขภาพระดับจังหวัดร่วมอยู่ในคณะกรรมการโรคติดต่อระดับจังหวัด ตามมติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 3/2564 เนื่องจากการควบคุมโควิดได้ดี สิ่งสำคัญต้องมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย โดยตัวแทนประชาชนในพื้นที่จะร่วมกันทำงานในพื้นที่ ที่ผ่านมาคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาตินำร่องในจ.นครปฐม ดังนั้น คณะกรรมการโรคติดต่อจึงเห็นชอบเรื่องนี้ และเรื่องที่ห้า คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติรับทราบมติคณะกรรมการด้านวิชาการ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เห็นชอบให้ผู้เดินทางที่จะเข้าภูเก็ตแซนด์ บ็อกซ์ ที่ได้รับวัคซีนตามองค์การอนามัยโลกกำหนด และวันนี้เห็นชอบเพิ่มเติมกรณีผู้รับวัคซีน สปุตนิก ไฟว์ ให้ได้เข้าโครงการภูเก็ตแซนด์ บ็อกซ์ได้

เปิดปท.ต้องดูสถานการณ์/แผนคุมโรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากมาตรการต่างๆ แสดงว่าไทยพร้อมเปิดประเทศแล้วใช่หรือไม่ นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรคกล่าวว่า การเปิดประเทศและควบคุมโรคต้องอิงสถานการณ์ ซึ่งวันนี้จะมีมาตรการควบคุม เพื่อนำไปสู่การเปิดประเทศอย่างปลอดภัยและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้เราเตรียมการวางแผน ทั้งหมดต้องดำเนินการภายใต้การควบคุมโรคที่เสนอต่อเนื่อง จึงจะเปิดประเทศได้ตามแผนกำหนด ถ้าทำได้ตามมาตรการควบคุมโรคก็ผ่อนคลาย ฟื้นฟูประเทศได้

รอประเมินหลังสิ้นสุดล็อกดาวน์31ส.ค.

ขณะที่ นพโอภาส กล่าวว่า ล็อกดาวน์จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ส.ค. 2564 คำถามว่าหลังล็อกดาวน์จะเป็นอย่างไร ซึ่งวันนี้ นพ.ทวีทรัพย์ ได้รายงานที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ หลังจากนี้ ตั้งแต่ เดือนกันยายนจนถึงปลายปี และปี 2565 หากจะเปิดให้ประชาชนคลายล็อกกิจกรรมต่างๆ ต้องมีอะไรบ้าง หลักๆ คือ 1. ฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนตามแผน 2. ตรวจคัดกรองตามจุดเสี่ยงต่างๆอย่างเข้มงวด และใช้ชุดตรวจโควิดอย่างง่าย คือ ATK 3. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมทำมาตรการต่างๆ อย่างที่เรียกว่า Universal Prevention ต้องทำอย่างไร ซึ่งจะขยายความประเด็นนี้อีกครั้ง หลักๆก็มี D-M-H-T-T และมาตรการบับเบิลแอนด์ซีล รวมทั้งการประเมินมาตรการสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ป่วยว่า ต้องมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ระบบสาธารณสุขจะรองรับได้ จะต้องเป็นอย่างไร เป็นต้น ซึ่งต้องใช้กลยุทธ์และมาตรการหลายส่วนประกอบกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าหลังวันที่ 31 สิงหาคมจะประเมินอีกครั้งว่าจะผ่อนคลายหรือเปิดประเทศอย่างไร นพ.โอภาสกล่าวว่า สธ.ประเมินเป็นระยะ ทั้งเรื่องสถานการณ์และมาตรการต่างๆ ทุกเรื่องต้องเสนอ ศปก.ศบค.ให้เห็นชอบต่อไป สำหรับรายละเอียดมาตรการข้อกำหนดต่างๆ เป็นอย่างไรขอให้นำเข้าศปก.ศบค.ทราบก่อน แต่จะมีแนวกำหนดไว้ ทั้งฉีดวัคซีนปริมาณเท่าไหร่อย่างไร

ย้ำเปิดปท.เป็นบางพื้นที่ใน120วัน

ถามต่อว่าการเปิดประเทศไม่ได้หมายความว่า เปิดทั้งประเทศใช่หรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า กรณีเปิดประเทศเป็นไปตามนโยบายเปิดประเทศ 120 วัน ไม่ได้หมายถึงการเปิดทั้งประเทศ แต่จะเป็นพื้นที่ ยกตัวอย่าง ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ดังนั้น เป้าหมาย 120 วัน สธ.ยังรับนโยบายนายกฯ แต่ก็ต้องพิจารณา เพราะยังมีตัวแปรที่ต้องพิจารณาอีกมาก เช่น ช่วงประกาศนโยบายเปิดประเทศ 120 วัน ยังไม่มีเดลตามาระบาด ซึ่งหลายประเทศเมื่อเจอสายพันธุ์นี้ก็มีติดเชื้อใหม่ แต่ทุกอย่างยังอยู่ในการประเมินสถานการณ์ต่อเนื่อง ทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนที่กำหนด

แอสตร้าฯยันส่งมอบได้สิ้นปี-รวม120ล.โดส

วันเดียวกัน นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กล่โหม ประชุมทางไกลร่วมกับนายปาสคาล โซริออต (Mr.Pascal Claude Roland Soriot) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด หารือกรอบความร่วมมือด้านสาธารณสุขป้องกันโควิด-19 ในภาวะที่มีระบาดจากไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว โดย บริษัท แอสตร้าฯประสานความร่วมมือกับ สธ. ยืนยันจะเร่งส่งมอบวัคซีนที่เหลือให้ครบ 61 ล้านโดส ภายในเดือนธันวาคมนี้แน่นอน และจะช่วยให้จำนวนจัดหาวัคซีนทุกประเภทสิ้นปีนี้ รวมกันเกินกว่า 120 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรกว่า 60 ล้านคน เร็วกว่าแผนเดิมที่ตั้งเป้าจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดส สำหรับประชากร 50 ล้านคน

เล็งสั่งซื้อเพิ่ม60ล.โดสใช้ปี65

“ถือเป็นข่าวดีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วขึ้น ลดภาระระบบสาธารณสุขไทย ช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นอีกด้วย” นายอนุชากล่าว และเผยอีกว่า นายกฯและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ยังหารือเตรียมป้องกันโควิดปี 2565 ที่อาจกลายพันธุ์เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัท แอสตร้าฯอยู่ระหว่างพัฒนาวัคชีนโควิดสูตรใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ ให้ป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้ดียิ่งขึ้น โดยไทยยังมีสิทธิ์เลือกวัคชีนสูตรใหม่ เพื่อรับมือวิวัฒนาการของไวรัสได้ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีแผนสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าฯเพิ่มอีก 60 ล้านโดสสำหรับปี 2565 คาดว่าข้อตกลงดังกล่าวจะสรุปได้เดือนกันยายนนี้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top