คัดกรอง‘สิงห์อมควัน’เข้าข่ายติด‘นิโคติน’  มาตรฐานใหม่‘รพ.’ช่วยคนไทยเลิกสูบบุหรี่

คัดกรอง‘สิงห์อมควัน’เข้าข่ายติด‘นิโคติน’ มาตรฐานใหม่‘รพ.’ช่วยคนไทยเลิกสูบบุหรี่

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

 

 


พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน)กล่าวถึง มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 5(HA) ซึ่งประกาศเมื่อเดือน ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2565 เป็นต้นไป ว่า มาตรฐานฉบับดังกล่าวกำหนดให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์ในสถานพยาบาล ต้องมีการบันทึกประวัติการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยทุกคน

โดยผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ต้องระบุในการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคภาวะติดนิโคติน (Nicotine Dependence)หรือไม่ และต้องมีการวางแผนการรักษาการเลิกบุหรี่ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การให้ความรู้ การเข้าร่วมโครงการเลิกบุหรี่หรือการพิจารณาการใช้ยาเลิกบุหรี่ตามความเหมาะสมรวมทั้งการให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการรักษาเพื่อเลิกบุหรี่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ชี้นำสถานพยาบาลให้เห็นความสำคัญและนำสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้ ในระบบการกำหนดรหัสโรคสากล ICD-10-CM โรคภาวะติดนิโคติน (Nicotine Dependence) มีรหัสโค้ด F17.210

“การซักถามประวัติผู้ป่วย แพทย์ พยาบาลจะสร้างการเรียนรู้เรื่องการซักประวัติ การวินิจฉัย รวมถึงการวางแผนการดูแลต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคภาวะติดนิโคติน และเชื่อมโยงกับโรคสำคัญต่างๆ ในกระบวนการดูแลรักษาจากกระบวนการตามรอย ซึ่งจะทำให้ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญและกำหนดแนวทางการดูแลผู้ป่วยดังกล่าวอย่างเป็นระบบต่อไป” พญ.ปิยวรรณ กล่าว

ขณะที่ นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มาตรฐาน HA ที่กำหนดใหม่นี้ จะทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ผู้ให้บริการผู้ป่วยทุกคนมีการบันทึกประวัติการสูบบุหรี่ การวินิจฉัยโรคภาวะติดนิโคติน และการวางแผนการรักษาอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ระดับโลกของประชากรไทยปี 2554 พบว่า ในจำนวนผู้สูบบุหรี่ 13 ล้านคน มีร้อยละ34.6 หรือ 4.1 ล้านคนที่เข้ารับบริการทางการแพทย์ในหนึ่งปี

“ในจำนวนนี้ 65.3% หรือ 2.6 ล้านคนได้รับการซักประวัติการสูบบุหรี่ และ 55.8% ของคนที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือ 1.45 ล้านคน ที่ได้รับการแนะนำให้เลิกสูบ ซึ่งเท่ากับ 35% ของผู้ป่วยที่สูบบุหรี่หรือ1 ใน 3 เท่านั้น ที่มารับการรักษา ที่ได้รับการแนะนำให้เลิกสูบบุหรี่ ซึ่งมาตรฐาน HA ที่กำหนดให้ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ทุกคนได้รับการวินิจฉัยและรักษาการเลิกสูบบุหรี่ จะทำให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นแน่นอน” นพ.ชยนันท์ ระบุ

ด้าน ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพติดผลิตภัณฑ์คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กล่าวว่าการรักษาเพื่อเลิกการติดนิโคตินเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สุดที่จะลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ การกำหนดมาตรฐานให้มีการบันทึกการวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาเพื่อเลิกบุหรี่ในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ทุกคนเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก และนานาประเทศมีการดำเนินการมาก่อนแล้ว ตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งการกำหนดมาตรฐานนี้ จะทำให้ผู้ให้บริการผู้ป่วยทุกคน รวมถึงผู้ป่วยและครอบครัวตระหนักถึงความสำคัญของการให้การรักษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่

“ปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังมีผู้สูบบุหรี่ถึง 10 ล้านคนและจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 ปี 2562 มีผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตกว่า 2 ล้านคนที่ยังสูบบุหรี่ ซึ่งจะเร่งการเกิดโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยทั้ง 2 โรคนี้ ทั้งนี้ จะมีการวางแผนร่วมกับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล สมาคมวิชาชีพสุขภาพ และสถาบันการศึกษา ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้รู้ถึงมาตรฐาน HA ใหม่นี้ เพื่อจะได้มีการดำเนินการในหน่วยบริการทั่วประเทศโดยเร็ว”ศ.พญ.สมศรี กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top