‘บพท.’จับมือ‘ซีทีพีไอ’ขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง ชี้ยกระดับท้องถิ่นคือจุดเปลี่ยนประเทศ

‘บพท.’จับมือ‘ซีทีพีไอ’ขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง ชี้ยกระดับท้องถิ่นคือจุดเปลี่ยนประเทศ

วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.55 น.
Tag :

21 ก.พ. 2565 หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ (ซีทีพีไอ-CTPI) จัดพิธีเปิด “การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองและกลไกการเติบโตใหม่ : สถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ” ณ สวนเสียงไผ่ ทาวน์อินทาวน์ แขวงพลับลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน 

ในงานนี้ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พลวัตของการพัฒนาเมืองกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประชาคมโลก” ว่า สังคมไทยคุ้นชินกับความเป็นชนบทมาช้านาน ขณะที่ความเป็นเมืองมักถูกมองในแง่ลบ แม้กระทั่งแผนพัฒนาต่างๆ ก็ยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชนบท ดังคำขวัญที่ว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” แต่ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม เมืองก็เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ จนระยะหลังๆ คนอาศัยอยู่ในเมืองมากกว่าในชนบท ดังนั้นคำขวัญดังกล่าวจึงต้องเปลี่ยนเป็น “คำตอบอยู่ที่เมืองและหมู่บ้าน” เพิ่มเมืองเข้ามาแต่ไม่ได้ทิ้งหมู่บ้าน เพราะต้องพึ่งพากัน


ทั้งนี้ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 มีการส่งเสริมการปกครองแบบเทศบาล หรือก็คือเมืองที่มีรัฐบาลระดับท้องถิ่น แต่แนวคิดนี้ยังไม่ลงหลักปักฐาน ประเทศไทยก็หันไปปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ โดยเฉพาะตั้งแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา การปกครองระดับท้องถิ่นถูกลดบทบาท เนื่องด้วยสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้กับการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทำให้แนวคิดการรวมศูนย์อำนาจนั้นได้รับการสนับสนุน

ดังนั้นนับตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เมืองจึงเติบโตได้เพราะระบบราชการส่วนกลาง ตนพูดแบบนี้อาจจะขัดใจแต่มันก็คือความจริง โดยหน่วยงานสำคัญที่สร้างเมืองคือกระทรวงคมนาคม กล่าวคือ ที่ไหนที่มีการก่อสร้างถนนไปถึงที่นั่นมักจะมีเมืองเกิดขึ้นตามมา และรองลงมาคือมหาวิทยาลัย ที่หากไปตั้ง ณ จุดใด ก็จะมีเมืองเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งมันผิดฝาผิดตัวไปหมด การวางผังเมืองแบบตั้งใจจริงนั้นไม่มี มีก็แต่การที่เมืองเกิดขึ้นแบบกระจัดกระจาย 

“เมืองไหนจะไปได้ดีต้องได้รับการจัดอันดับจากส่วนกลาง ว่าเป็นเมืองเอก เมืองศูนย์กลางของภาค เมืองอะไรต่ออะไร ถ้าเขาเปลี่ยนเมืองนั้นก็ลดลงไปเลย เช่น ลำปาง สมัยก่อนเป็นศูนย์ราชการของภาคเหนือตอนบน ใหญ่มาก ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อยู่ที่นั่น พอตอนหลังเขาเปลี่ยนกลายเป็น เชียงใหม่ เมืองลำปางก็เลยลดความสำคัญลงไป” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ระบุ 

รมว.อว. กล่าวต่อไปว่า หลักการพัฒนาเมืองที่สำคัญคือต้องพัฒนาใจก่อน นโยบายต่างๆ ทั้งเมืองอัจฉริยะ เมืองสะอาดเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ฯลฯ แม้ทำง่ายแต่จะไม่เกิดความยั่งยืนถ้าเมืองไม่มีใจที่หนักแน่น คำว่ามีใจก็หมายถึงความรักและหลงไหลในเมืองไม่ต่างจากความรักชาติ ดังนั้นนอกจากความรักชาติแล้วยังต้องมีความเป็นท้องถิ่นนิยมด้วย โดยคนคนหนึ่งสามารถเป็นได้ทั้งคนในชาติอะไร และเป็นคนในท้องถิ่นไหน เช่น ตนเป็นคนลำปาง ตนสามารถคิดทั้งเรื่องของ จ.ลำปาง และเรื่องของประเทศไทยได้ 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนเห็นว่ายังขาดคือประวัติศาสตร์ของแต่ละท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมานักวิชาการไทยติดกับดักกันมานาน ที่เมื่อจะทำโครงการพัฒนาเมืองก็มักจะไปศึกษาแบบอย่างจากต่างประเทศ ในขณะที่ความรู้เกี่ยวกับเมืองของไทยยังมีน้อย หรือแม้กระทั่งทำงานด้านภาคประชาสังคม ก็ต้องเข้าใจลักษณะของภาคประชาสังคมแบบไทยด้วย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามความเป็นจริง

ขณะที่ รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า วันนี้งานด้านการพัฒนาเมืองได้มาถึงจุดที่เรียกว่าขอบของความรู้ทางวิชาการในระดับหนึ่ง และสิ่งที่ต้องก้าวเดินต่อคือการผลักดันให้ความรู้ไปสู่การลงทุน ซึ่งปัจจุบันก็มีการพัฒนาเมืองโดยระดับท้องถิ่นเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่สิ่งที่ขาดคือกลไกที่ทำให้เกิดการลงทุนได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นแผนพัฒนาท้องถิ่นต้องเกิดขึ้น และเกิดขึ้นด้วยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน

“การรวมพลังกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมากในกลไกของภาครัฐ เราไม่ปฏิเสธว่าวิธีการลักษณะเดิมเป็นวิธีการที่ต้องหาทางเลือกใหม่ที่มากขึ้น เรามีประสบการณ์ตรงว่าในกลไกหลักแบบเดิม ถ้าเดินหน้าต่อไป ความเร่งด่วน สถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะไม่สามารถทำให้คนรุ่นต่อไปสามารถมีความหวังต่อพื้นที่ของเขาได้ เจตนารมณ์ของวันนี้จึงเป็นการเอาความรู้ที่พวกเรามีอยู่ ได้เกิดพื้นที่ของความรรู้ แล้วก็ออกแบบกลไก แล้วก็จะเดินตามด้วยกันไปต่ออย่างไร” รศ.ดร.ปุ่น กล่าว 

ด้าน นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานบริหารสถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ (ซีทีพีไอ-CTPI) เปิดเผยว่า ตนทำงานด้านการลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจมาตลอดชีวิต กระทั่งเมื่อเกษียณก็ได้รับการชักชวนให้มาทำงานด้านการพัฒนาเมือง ทั้งนี้ สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน หลายคนมีความรู้แต่ก็ตกงาน แต่เรื่องนี้ตนมองเห็นโอกาสในการสร้างอารยธรรมความเจริญให้กลับไปสู่ท้องถิ่น

โดยภารกิจของซีทีพีไอ ความตั้งใจคือการจุดประกายเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศจากภูมิภาค เริ่มต้นจาก 1.ใช้ความรู้เพื่อเปลี่ยนเมือง โดยรวมรวบความรู้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศและภูมิภาคมาร้อยเรียงกัน ทั้งจากนักวิจัย นักธุรกิจ ผู้บริหารทั้งระดับเมืองและประเทศ ไปจนถึงปราชญ์ชาวบ้าน แม้กระทั่งพระสงฆ์ที่มีแนวคิดการพัฒนาเมือง ที่ผ่านมามีการเชิญนักพัฒนาเหล่านี้มาหารือกัน รวมไปถึงหาความรู้จากเมืองในต่างประเทศ

2.พัฒนาคน นำความรู้ทั้งหมดที่ได้มาสังเคราะห์เป็นหลักสูตรสอนคนให้รู้จักวิธีปกครองและพัฒนาเมือง โดยมี 2 หลักสูตรคือนักบริหารเมืองกับนักวางแผนเมือง โดยเฉพาะนักบริหารเมืองรุ่นใหม่จะต้องไม่เหมือนเดิมเพราะมีบริบทด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และ 3.การลงทุนเพื่อเปลี่ยนเมือง ที่ผ่านมาตนหารือกับทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการ และสถาบันการเงินการคลัง เพื่อหาช่องทางให้แต่ละท้องถิ่นสามารถตั้งบริษัทเพื่อทำงานด้านการพัฒนาเมืองได้ ดังที่เกิดขึ้นใน จ.ขอนแก่น ที่มีการตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง เป็นแห่งแรกของไทย

“เราไม่ได้ทำอะไรแปลกใหม่ เราแค่ร้อยเรียงเรื่องต่างๆ มา เอาองค์ความรู้มาถอดกัน สร้างให้เกิดเป็นโครงสร้างที่ถูกต้อง การระดมทุนอยู่ที่ยุทธศาสตร์กับโครงสร้างและเครือข่าย พอยุทธศษสตร์ได้ โครงสร้างร่วมทุนภาครัฐ-ภาคเอกชนได้ ภาครัฐมีที่ดิน มีอำนาจและบางครั้งมีงบประมาณ แต่ขาดความต่อเนื่องเพราะประเทศไทยเรา 4 ปีก็ต้องเลือกตั้งใหม่ ก็ต้องตั้งองค์กรอีกแบบหนึ่ง” นายชยดิฐ กล่าว

นายชยดิฐ ยังกล่าวอีกว่า สาระสำคัญขององค์กรแบบนี้คือเป็นการร่วมทุนกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่มาผลักดันโครงการของแต่ละเมือง เช่น จ.จอนแก่น ที่พัฒนาการขนส่งระบบรางโดยทุ่มงบประมาณหลักหมื่นล้านบาท แต่ก็ยังมีโครงการขนาดเล็กอื่นๆ ที่แต่ละท้องถิ่นสามารถทำได้ เช่น โรงไฟฟ้าชุมชน โรงงานกำจัดขยะชุมชน ระบบน้ำประปาชุมชน การศึกษา ฯลฯ โดยมีภารเอกชนร่วมลงทุนอย่างเกื้อหนุนกับภาครัฐ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเมืองจะเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงประเทศ

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
 รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม
รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม
ชยดิฐ หุตานุวัชร์
ชยดิฐ หุตานุวัชร์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top