533.jpg
นักวิจัย มศว วิจัย ‘ผ้าฝ้ายย้อมคราม’  แบบเกษตรอินทรีย์แท้ เพื่อเพิ่มมูลค่า

นักวิจัย มศว วิจัย ‘ผ้าฝ้ายย้อมคราม’ แบบเกษตรอินทรีย์แท้ เพื่อเพิ่มมูลค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณี กุลชัย อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ผ้าฝ้ายย้อมครามเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดสกลนคร เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน มีกระบวนการขั้นตอนที่ต้องอาศัยความชำนาญโดยเฉพาะการย้อมสีผ้าจากต้นครามกับเส้นด้ายอย่าประณีต สวยงาม ดังนั้นต้นครามจึงต้องได้รับการดูแลที่ดี หากเป็นไปตามธรรมชาติใช้สารวัตถุดิบแบบอินทรีย์ พร้อมกับการพัฒนาการตลาดไปพร้อมกัน ก็จะส่งผลดีในการช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วิสาหกิจชุมชนในรูปแบบต่างๆ ได้มากขึ้นจึงเป็นที่มาของ “โครงการการยกระดับผ้าฝ้ายย้อมครามอินทรีย์สู่ eco indigo products เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ย้อมครามธรรมชาติ” โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณีกล่าวถึงที่มาของโครงการนี้ว่า จุดเริ่มต้นมาจากงานวิจัยก่อนหน้าที่ทำงานด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดสกลนคร โดยได้สำรวจกลุ่มผู้ผลิตต้นคราม พบว่า วัตถุดิบในการทำ “ครามเปียก” ที่มาจากการหมักใบต้นครามตามภูมิปัญญาชาวบ้าน มีราคาขายส่งเพียงกิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งกว่าจะได้ครามเปียกแต่ละ1 กิโลกรัมนั้นก็ต้องใช้วัตถุดิบที่เยอะมาก ในฐานะนักวิจัยก็มีความคิดว่า จะให้วัตถุดิบนั้นมีราคาที่สูงขึ้น ต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงในการปลูก มีการดูแลอย่างเข้มข้น และช่วยลดต้นทุนสำหรับวิสาหกิจชุมชนได้อีกด้วย จึงได้เริ่มศึกษาวิจัยใน 2 พื้นที่คือที่บ้านอูนดง และบ้านเชิงดอย ซึ่งทั้งสองพื้นที่มีรูปแบบดินที่แตกต่างกัน เพื่อดูว่าวิธีการผลิตจะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรระหว่างพื้นที่นากับพื้นที่ดอน พร้อมกันนี้ ยังได้ปลูกฝ้ายในระบบอินทรีย์ทั้งสองพื้นที่ ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังชุมชน ให้รู้จักการปลูกครามและฝ้ายแบบอินทรีย์ให้มากขึ้น


ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณีกล่าวต่อไปว่าจากการลงพื้นที่สำรวจดินในพื้นที่บ้านเชิงดอยพบความเสียหายจากการปลูกพืชซ้ำๆ และใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลให้เกิดค่าความเค็มในดิน มีกรดสูง ค่าสารอินทรีย์ในดินมีน้อย และค่า NPK ต่ำ ทำให้ต้องเริ่มการบำรุงดินด้วยการปลูกต้นปอเทืองก่อนเพื่อเพิ่มไนโตรเจน และนำปุ๋ยจากมูลวัวในชุมชนมาใส่ในแปลงดิน จากนั้นทำการไถกลบแล้วปลูกคราม ซึ่งในรอบแรกสามารถเก็บผลผลิตต้นครามได้ 530 กิโลกรัม ผลิตครามเปียกได้ 70 กิโลกรัม เก็บฝ้ายได้ประมาณ 20 กิโลกรัมส่วนพื้นที่บ้านอูนดงซึ่งเป็นพื้นที่นา ได้ผลผลิตครามเปียก50 กิโลกรัม แต่ใช้พื้นที่น้อยกว่า

ทั้งนี้ ได้กำหนดการปลูกตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่เป็นการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS ที่ทำให้ผู้ตรวจสอบได้รับการอบรม เป็นผู้ผลิตคราม และรับรองด้วยกันเอง เมื่อผ่านมาตรฐานแล้ว ก็จะได้รับการรับรองว่า ผ้าฝ้ายย้อมครามของวิสาหกิจที่เข้าร่วมโครงการนี้ผ่านรูปแบบการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์จริง นอกจากนี้ยังได้ส่งไปยังสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อตรวจค่าโลหะหนัก ความเป็นกรด-ด่าง เพื่อให้รับรองตามฉลากสิ่งแวดล้อม หรือ ECO-LABELLING อีกด้วย ซึ่งในอนาคตหากได้รับการรับรองจากทั้งสองรูปแบบแล้ว ก็จะนำมาให้ผู้บริโภคได้ทดสอบสวมใส่ต่อไป ซึ่งเป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องในปีที่สอง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณีอธิบายด้วยว่าเหตุผลที่เลือกพื้นที่เหล่านี้ เนื่องจากบ้านเชิงดอย ประชาชนมีอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก แต่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แม้จะมีการปลูกครามเป็นจำนวนมาก แต่กลับขายไม่ได้ราคาที่สูงนัก ส่วนหนึ่งมาจากการถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา จึงเห็นว่าหากเกษตรกรได้รับการพัฒนาวิธีการปลูก หรือได้รับการรับรองECO-LABELLING ก็จะช่วยให้วิสาหกิจชุมชนของหมู่บ้านแห่งนี้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนการเลือกพื้นที่หมู่บ้านอูนดงนั้น เพราะเป็นกลุ่มวิสาหกิจขนาดใหญ่ ยอมรับวิธีการทำผ้าฝ้ายย้อมครามที่หลากหลาย หากทำให้มีผ้าฝ้ายย้อมครามจากการปลูกแบบอินทรีย์ได้ก็จะเพิ่มช่องทางการขายได้มากขึ้น เพราะวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ ส่งสินค้าไปทั่วจังหวัดสกลนคร และเชื่อมต่อไปยังร้าน “ครามสกล” เพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่มาจากการปลูกแบบอินทรีย์ส่งไปขายต่างประเทศ พร้อมกันนี้ ยังได้ออกแบบลายผ้าย้อมครามให้มีความทันสมัยมากขึ้นจากนั้นให้วิสาหกิจชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกลายผ้า เพื่อผลิตผ้าฝ้ายย้อมครามอินทรีย์ต้นแบบ

“มองว่าโครงการนี้จะมีประโยชน์ต่อเกษตรกรทั้งด้านของสุขภาพ ที่ลดการใช้ยาฆ่าแมลง งดการใช้สารเคมีในการผลิต รวมถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะมีผลดีในระยะยาว เพราะสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ เป็นกระบวนการที่ให้วิสาหกิจชุมชนอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ได้มาเรียนรู้กระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ได้ สิ่งที่สำคัญคือช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ได้จากการปลูกแบบอินทรีย์” ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณี กล่าวทิ้งท้าย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top