Logo วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2569
คลิกเข้าชมเว็บไซต์แนวหน้าใหม่!!
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
546.jpg
หน้าแรก / ในประเทศ
‘คาร์ซีท’มุมหมอ‘เซฟชีวิตเด็ก’สำคัญสุด พ่อแม่กลุ้ม‘ค่าใช้จ่ายเพิ่ม’อุปสรรคบังคับใช้

‘คาร์ซีท’มุมหมอ‘เซฟชีวิตเด็ก’สำคัญสุด พ่อแม่กลุ้ม‘ค่าใช้จ่ายเพิ่ม’อุปสรรคบังคับใช้

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag : คาร์ซีท
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

ย้อนไปในเดือน พ.ค. 2565 หนึ่งในประเด็นร้อนคือ “คาร์ซีท (Car Seat)” หรือที่นั่งเด็กในรถยนต์ เนื่องจากวันที่ 7 พ.ค. 2565มีการประกาศกฎหมายใหม่ คือ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งสาระสำคัญคือ “กำหนดให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ” ทำเอาประชาชนจำนวนไม่น้อยกังวลใจ เพราะยุคเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ยังจะมีกฎหมายที่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายมาอีกเรื่องหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมการแพทย์คาร์ซีทถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการช่วย “เซฟชีวิต” เด็กได้จริงหากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังที่ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายไว้ในการเสวนา “คาร์ซีท คาใจ เลือกแบบไหนเพิ่มความปลอดภัยให้ลูก” จัดโดย สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดังนี้


1.ที่นั่งนิรภัยต้องใช้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด และเด็กอายุ 2-6 ปี ควรใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเล็กที่มีที่ยึดเหนี่ยวในตัวนั่งหันหน้าไปด้านหน้า (Forward Facing Seat) มีสายรัดตัวเป็นแบบยึดเหนี่ยวร่างกายเด็กไว้ 5 จุด 2.การอุ้มเด็กนั่งตักในเบาะหน้าคือจุดที่อันตรายที่สุดในรถ 3.เด็กอายุน้อยกว่า 13 ปี ให้นั่งเบาะหลังเสมอ ความเสี่ยงต่อการตายจะลดลง 2 เท่าตัว

4.การใช้ระบบยึดเหนี่ยวในรถเป็นมาตรการลดการบาดเจ็บการตายที่สำคัญจากการกระเด็นทะลุกระจกหรือลอยจากที่นั่งตามความเร็วรถชนกระแทกโครงสร้างภายในรถหลังอุบัติเหตุรถชนหรือคว่ำ 5.เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยให้เหมาะสมตามวัยและต้องยึดเหนี่ยวให้ถูกวิธี ตามคําแนะนําของแต่ละผลิตภัณฑ์ และ 6.เด็กที่จะใช้เข็มขัดนิรภัยได้เหมาะสมปลอดภัยก็ต่อเมื่อมีอายุ 9 ปีขึ้นไป หรือความสูงตั้งแต่ 135 ซม. ขึ้นไปเท่านั้น มิฉะนั้นเข็มขัดนิรภัยอาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กอย่างรุนแรงได้

เช่นเดียวกับงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เจ็บกว่าที่คิด เมื่อลูกไม่ได้นั่งคาร์ซีท” จัดโดย แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) ซึ่ง พญ.ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากสถิติเด็กที่เสียชีวิตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากข้อมูล 3 ฐานที่ใช้กัน ได้แก่ ข้อมูลการออกใบมรณบัตร ข้อมูลจากบริษัทกลางประกันภัย และข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า

จากสถิติผู้เสียชีวิตระหว่างปี 2560-2564 มีเด็กช่วงอายุ 0-6 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 1,155 คน ในจำนวนนี้มีถึง 221 คน เกิดจากการโดยสารรถยนต์ หรือรถที่สามารถใช้เข็มขัดนิรภัยได้ หรือมีเด็กเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 44 คน และยังพบอีกว่า “เด็กไทยใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือคาร์ซีทเพียงร้อยละ 3.46 เท่านั้น” นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจจากระบบการเฝ้าระวังการบาดเจ็บInjury Surveilance กระทรวงสาธารณสุข ปี 2562-2564 ว่าด้วยสัดส่วนเด็กและเยาวชนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต มีการคาดเข็มขัดนิรภัยหรืออุปกรณ์นิรภัยมาก-น้อยเพียงใด

โดยแบ่งเป็นช่วงอายุ 0-2 ปี ใส่ร้อยละ3.23, ช่วงอายุ 3-4 ปี ใส่ร้อยละ 4.17, ช่วงอายุ 5-6 ปี ใส่ร้อยละ 2.41, ช่วงอายุ 7-8 ปีใส่ร้อยละ 3.13, ช่วงอายุ 9-10 ปี ใส่ร้อยละ 3.38, ช่วงอายุ 11-12 ปี ใส่ร้อยละ 4.10, ช่วงอายุ 13-14 ปีใส่ร้อยละ 5.46, ช่วงอายุ 15-16 ปี ใส่ร้อยละ 6.69 และช่วงอายุ 17 ปีขึ้นไป ใส่ร้อยละ 21.57 ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “เด็กมีการใส่เข็มขัดนิรภัยน้อย เนื่องจากร่างกายเด็กเล็กเกินไปทำให้ใส่ไม่ได้” และเวลาคาดเข็มขัดนิรภัยโดนจุดที่ไม่ควรโดน เช่น ช่องท้อง และช่วงคอกลับยิ่งทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุระดับการบาดเจ็บยิ่งรุนแรงขึ้น

“Global Road Safety Performance Targets หรือเป้าหมายการทำงานของ UN (องค์การสหประชาชาติ) แนวทางในการที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดอัตราการเจ็บและเสียชีวิต เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากประเทศไทยอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงมาก ซึ่งมีทั้งหมด 12 เป้าหมาย โดยเป้าหมายที่ 8 ได้พูดถึงเรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัยหรือการรัดตรึงให้ได้เกือบ 100% ซึ่งถ้าทำตามเป้าหมายเหล่านี้ จะช่วยลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนได้” พญ.ศิริรัตน์ กล่าว

พญ.ศิริรัตน์ ยังแนะนำการเลือกใช้ที่นั่งเด็กให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย “แรกเกิด-1 ปี” ควรใช้คาร์ซีทสำหรับทารก ที่เป็นที่นั่งแบบปรับให้หันหน้าไปด้านหลังรถ (Rear -facing car seat) “ช่วงอายุ 1-3 ปี” ควรคาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก ที่เป็นแบบปรับให้หันหน้าไปทางหลังรถ (Rear – facing car seat) “ช่วงอายุ 2-6 ปี” ควรใช้คาร์ซีทเป็นที่นั่งแบบหันมาด้านหน้า (Forward - facing car seat)

“ช่วงอายุ 4-12 ปี” ควรใช้ Booster Seat เป็นที่นั่งแบบหันมาด้านหน้า สำหรับเด็กโตใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยปกติ(ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและส่วนสูง) และ “อายุมากกว่า 12 ปี” ควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง และทุกตำแหน่งของที่นั่งโดยสาร ซึ่งการติดตั้งคาร์ซีท และ Booster Seat ควรติดตั้งตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ และไม่ควรติดตั้งที่เบาะหน้าข้างคนขับ เนื่องจากข้างหน้ารถจะมีถุงลมนิรภัย เวลาเกิดอุบัติเหตุจะทำให้ถุงลมนิรภัยระเบิดเข้ากับคาร์ซีท ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นไปอีก

การเสวนา (ออนไลน์) ครั้งนี้เป็นอีกเวทีหนึ่งที่ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ร่วมเป็นวิทยากรด้วย โดยได้ให้ความเห็นว่า “เรื่องของคาร์ซีทสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำด้านความปลอดภัย” เห็นได้จากกรณีดาราโพสต์รูปเด็กแรกเกิดใส่คาร์ซีทลงในสื่อออนไลน์ เมื่อไปดูจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ดาราจะคลอดลูกที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งบังคับให้มีคาร์ซีทและมีการสอนแม่หลังคลอดก่อนกลับบ้านด้วย

ทั้งนี้ การอุ้มเด็กนั่งบนตักแล้วพ่อแม่คาดเข็มขัดนิรภัย ในความเป็นจริงไม่ปลอดภัย เพราะเมื่อกิดเหตุจะมีพลังงานการเคลื่อนที่ จนทำให้อ้อมกอดของแม่ไม่สามารถรั้งลูกไว้อยู่ ทำให้เด็กกระเด็นออกนอกรถและเสียชีวิตหลายรายต่อปีจากความเข้าใจผิดดังกล่าว ยิ่งรถยนต์ที่มีถุงลมนิรภัย การอุ้มเด็กนั่งบนตักทำให้เด็กเข้าใกล้ถุงลมนิรภัยเกินไป เวลาเกิดเหตุจะมีพลังงานย้อนกลับ ทำให้อันตรายมากเช่นกัน จึงต้องเลือกใช้คาร์ซีทให้เหมาะสมกับช่วงวัย

“ผู้ปกครองควรได้รับความรู้และเด็กควรได้รับความรู้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งหลายโรงพยาบาลมีการสอนวิธีการใช้คาร์ซีทแล้ว นอกจากนี้ควรกระจายความรู้ให้ประชาชนเพื่อได้รับรู้ก่อนออกกฎหมาย และโชว์รูมรถควรแนะนำความรู้ให้ผู้ซื้อรถในเรื่องความปลอดภัยด้วย ในส่วนของกฎหมายที่บังคับใช้ยังมีเนื้ออื่นอีกด้วยนอกจากคาร์ซีท คือเรื่องของการติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ซึ่งต้องติดตั้งทุกตำแหน่งในรถที่มีคนนั่ง

โดยกฎหมายที่ออกมามีจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร เห็นได้จากที่กฎหมายบังคับให้คนขับและคนนั่งข้างรัดเข็มขัดนิรภัย แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับระบบยึดเหนี่ยวเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นในช่วงเวลา 120 วันก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ไม่ใช่เป็นเพียงเวลาที่ประชาชนต้องเตรียมตัว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมตัว ต้องมีมาตรการช่วยเหลือทั้งการให้ความรู้ สนับสนุนการซื้อ และควรมีมาตรการลดต้นทุนผู้ขาย เช่น ลดภาษีการนำเข้า และมาตรการสนับสนุนให้มีการผลิตในประเทศ” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

ก่อนหน้ากฎหมายคาร์ซีท ไทยก็มีกฎหมายอื่นที่ส่งเสริมความปลอดภัย แต่ด้วย “ข้อจำกัดของประเทศกำลังพัฒนา” ที่ประชาชนส่วนใหญ่รายได้ไม่สูงพอจะไขว่คว้าหาคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างเต็มที่ ขณะที่รัฐก็ไม่สามารถดูแลได้อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ที่ผ่านมา “กฎหมายมีไว้แต่ใช้ไม่ได้จริง” โดยในทางปฏิบัติดำเนินการกันแบบ “อนุโลม” หากไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ขับรถประมาทหวาดเสียว ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตกแต่งดัดแปลงสภาพรถในลักษณะอันตราย เป็นต้น เพื่อลดการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน

อาทิ “การห้ามนั่งท้ายรถกระบะ-ในแค็บ” ที่ถูกต่อต้านอย่างหนักในช่วงปี 2560 จนรัฐบาลขณะนั้นต้องยอมถอย เพราะในบริบทสังคมไทยที่รถส่วนบุคคลเป็นพาหนะหลัก ด้วยข้อจำกัดด้านขนส่งสาธารณะที่ไม่เพียงพอ แต่ราคารถคันหนึ่งก็ค่อนข้างสูง รถกระบะจึงถูกมองว่าใช้งานได้คุ้มค่าเพราะบรรทุกได้ทั้งคน สัตว์และสิ่งของ อีกทั้งสมบุกสมบันกว่ารถเก๋ง จึงได้รับความนิยมโดยเฉพาะสังคมชนบทหรือกึ่งชนบท แม้จะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเนื่องจากท้ายกระบะและแค็บไม่มีเข็มขัดนิรภัยหรือเครื่องกั้นไม่ให้ตกจากรถก็ตาม

หรือ “การห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์บนท้องถนน” ในประเทศไทย อายุขั้นต่ำที่สามารถทำใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้คือ 15 ปี แต่ในความเป็นจริงสามารถพบเห็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์ได้ทั่วไปโดยเฉพาะสังคมชนบทหรือกึ่งชนบท ด้วยข้อจำกัดด้านขนส่งสาธารณะเช่นเดียวกับกรณีนั่งท้ายรถกระบะ รวมถึง “การกำหนดให้ผู้ขี่และซ้อนมอเตอร์ไซค์ทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อก” แต่ในความเป็นจริง เด็กเล็กมักไม่สวมขณะที่พ่อแม่สวม เพราะเด็กเล็กโตเร็ว ศีรษะขยายขนาดเร็ว จึงต้องเปลี่ยนหมวกทุกปี แน่นอนหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งกรณีหมวกกันน็อกเด็กคล้ายกับกรณีคาร์ซีท ที่เด็กโตเร็วจนพ่อแม่อาจต้องเปลี่ยนคาร์ซีททุกปี โดย นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เคยเสนอแนะไว้ว่า ควรจัดทำระบบหมุนเวียนที่นั่งเด็กมือสอง เมื่อบุตรหลานโตขึ้นก็สามารถนำไปเทิร์นเป็นที่นั่งที่เหมาะสมกับขนาดรูปร่างที่โตขึ้นได้ ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่าการต้องซื้อที่นั่งใหม่ทุกปี

เหลือเวลาอีกเพียง 89 วัน ก็จะถึงวันที่ 5 ก.ย. 2565 อันเป็นวันที่กฎหมายคาร์ซีทมีผลบังคับใช้ ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วจะบังคับใช้ได้จริงมาก-น้อยเพียงใด?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved