วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ในประเทศ
‘คาร์ซีท’มุมหมอ‘เซฟชีวิตเด็ก’สำคัญสุด พ่อแม่กลุ้ม‘ค่าใช้จ่ายเพิ่ม’อุปสรรคบังคับใช้

‘คาร์ซีท’มุมหมอ‘เซฟชีวิตเด็ก’สำคัญสุด พ่อแม่กลุ้ม‘ค่าใช้จ่ายเพิ่ม’อุปสรรคบังคับใช้

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag : คาร์ซีท
  •  

ย้อนไปในเดือน พ.ค. 2565 หนึ่งในประเด็นร้อนคือ “คาร์ซีท (Car Seat)” หรือที่นั่งเด็กในรถยนต์ เนื่องจากวันที่ 7 พ.ค. 2565มีการประกาศกฎหมายใหม่ คือ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งสาระสำคัญคือ “กำหนดให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ” ทำเอาประชาชนจำนวนไม่น้อยกังวลใจ เพราะยุคเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ยังจะมีกฎหมายที่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายมาอีกเรื่องหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมการแพทย์คาร์ซีทถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการช่วย “เซฟชีวิต” เด็กได้จริงหากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังที่ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายไว้ในการเสวนา “คาร์ซีท คาใจ เลือกแบบไหนเพิ่มความปลอดภัยให้ลูก” จัดโดย สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดังนี้


1.ที่นั่งนิรภัยต้องใช้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด และเด็กอายุ 2-6 ปี ควรใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเล็กที่มีที่ยึดเหนี่ยวในตัวนั่งหันหน้าไปด้านหน้า (Forward Facing Seat) มีสายรัดตัวเป็นแบบยึดเหนี่ยวร่างกายเด็กไว้ 5 จุด 2.การอุ้มเด็กนั่งตักในเบาะหน้าคือจุดที่อันตรายที่สุดในรถ 3.เด็กอายุน้อยกว่า 13 ปี ให้นั่งเบาะหลังเสมอ ความเสี่ยงต่อการตายจะลดลง 2 เท่าตัว

4.การใช้ระบบยึดเหนี่ยวในรถเป็นมาตรการลดการบาดเจ็บการตายที่สำคัญจากการกระเด็นทะลุกระจกหรือลอยจากที่นั่งตามความเร็วรถชนกระแทกโครงสร้างภายในรถหลังอุบัติเหตุรถชนหรือคว่ำ 5.เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยให้เหมาะสมตามวัยและต้องยึดเหนี่ยวให้ถูกวิธี ตามคําแนะนําของแต่ละผลิตภัณฑ์ และ 6.เด็กที่จะใช้เข็มขัดนิรภัยได้เหมาะสมปลอดภัยก็ต่อเมื่อมีอายุ 9 ปีขึ้นไป หรือความสูงตั้งแต่ 135 ซม. ขึ้นไปเท่านั้น มิฉะนั้นเข็มขัดนิรภัยอาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กอย่างรุนแรงได้

เช่นเดียวกับงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เจ็บกว่าที่คิด เมื่อลูกไม่ได้นั่งคาร์ซีท” จัดโดย แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) ซึ่ง พญ.ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากสถิติเด็กที่เสียชีวิตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากข้อมูล 3 ฐานที่ใช้กัน ได้แก่ ข้อมูลการออกใบมรณบัตร ข้อมูลจากบริษัทกลางประกันภัย และข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า

จากสถิติผู้เสียชีวิตระหว่างปี 2560-2564 มีเด็กช่วงอายุ 0-6 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 1,155 คน ในจำนวนนี้มีถึง 221 คน เกิดจากการโดยสารรถยนต์ หรือรถที่สามารถใช้เข็มขัดนิรภัยได้ หรือมีเด็กเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 44 คน และยังพบอีกว่า “เด็กไทยใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือคาร์ซีทเพียงร้อยละ 3.46 เท่านั้น” นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจจากระบบการเฝ้าระวังการบาดเจ็บInjury Surveilance กระทรวงสาธารณสุข ปี 2562-2564 ว่าด้วยสัดส่วนเด็กและเยาวชนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต มีการคาดเข็มขัดนิรภัยหรืออุปกรณ์นิรภัยมาก-น้อยเพียงใด

โดยแบ่งเป็นช่วงอายุ 0-2 ปี ใส่ร้อยละ3.23, ช่วงอายุ 3-4 ปี ใส่ร้อยละ 4.17, ช่วงอายุ 5-6 ปี ใส่ร้อยละ 2.41, ช่วงอายุ 7-8 ปีใส่ร้อยละ 3.13, ช่วงอายุ 9-10 ปี ใส่ร้อยละ 3.38, ช่วงอายุ 11-12 ปี ใส่ร้อยละ 4.10, ช่วงอายุ 13-14 ปีใส่ร้อยละ 5.46, ช่วงอายุ 15-16 ปี ใส่ร้อยละ 6.69 และช่วงอายุ 17 ปีขึ้นไป ใส่ร้อยละ 21.57 ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “เด็กมีการใส่เข็มขัดนิรภัยน้อย เนื่องจากร่างกายเด็กเล็กเกินไปทำให้ใส่ไม่ได้” และเวลาคาดเข็มขัดนิรภัยโดนจุดที่ไม่ควรโดน เช่น ช่องท้อง และช่วงคอกลับยิ่งทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุระดับการบาดเจ็บยิ่งรุนแรงขึ้น

“Global Road Safety Performance Targets หรือเป้าหมายการทำงานของ UN (องค์การสหประชาชาติ) แนวทางในการที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดอัตราการเจ็บและเสียชีวิต เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากประเทศไทยอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงมาก ซึ่งมีทั้งหมด 12 เป้าหมาย โดยเป้าหมายที่ 8 ได้พูดถึงเรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัยหรือการรัดตรึงให้ได้เกือบ 100% ซึ่งถ้าทำตามเป้าหมายเหล่านี้ จะช่วยลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนได้” พญ.ศิริรัตน์ กล่าว

พญ.ศิริรัตน์ ยังแนะนำการเลือกใช้ที่นั่งเด็กให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย “แรกเกิด-1 ปี” ควรใช้คาร์ซีทสำหรับทารก ที่เป็นที่นั่งแบบปรับให้หันหน้าไปด้านหลังรถ (Rear -facing car seat) “ช่วงอายุ 1-3 ปี” ควรคาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก ที่เป็นแบบปรับให้หันหน้าไปทางหลังรถ (Rear – facing car seat) “ช่วงอายุ 2-6 ปี” ควรใช้คาร์ซีทเป็นที่นั่งแบบหันมาด้านหน้า (Forward - facing car seat)

“ช่วงอายุ 4-12 ปี” ควรใช้ Booster Seat เป็นที่นั่งแบบหันมาด้านหน้า สำหรับเด็กโตใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยปกติ(ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและส่วนสูง) และ “อายุมากกว่า 12 ปี” ควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง และทุกตำแหน่งของที่นั่งโดยสาร ซึ่งการติดตั้งคาร์ซีท และ Booster Seat ควรติดตั้งตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ และไม่ควรติดตั้งที่เบาะหน้าข้างคนขับ เนื่องจากข้างหน้ารถจะมีถุงลมนิรภัย เวลาเกิดอุบัติเหตุจะทำให้ถุงลมนิรภัยระเบิดเข้ากับคาร์ซีท ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นไปอีก

การเสวนา (ออนไลน์) ครั้งนี้เป็นอีกเวทีหนึ่งที่ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ร่วมเป็นวิทยากรด้วย โดยได้ให้ความเห็นว่า “เรื่องของคาร์ซีทสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำด้านความปลอดภัย” เห็นได้จากกรณีดาราโพสต์รูปเด็กแรกเกิดใส่คาร์ซีทลงในสื่อออนไลน์ เมื่อไปดูจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ดาราจะคลอดลูกที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งบังคับให้มีคาร์ซีทและมีการสอนแม่หลังคลอดก่อนกลับบ้านด้วย

ทั้งนี้ การอุ้มเด็กนั่งบนตักแล้วพ่อแม่คาดเข็มขัดนิรภัย ในความเป็นจริงไม่ปลอดภัย เพราะเมื่อกิดเหตุจะมีพลังงานการเคลื่อนที่ จนทำให้อ้อมกอดของแม่ไม่สามารถรั้งลูกไว้อยู่ ทำให้เด็กกระเด็นออกนอกรถและเสียชีวิตหลายรายต่อปีจากความเข้าใจผิดดังกล่าว ยิ่งรถยนต์ที่มีถุงลมนิรภัย การอุ้มเด็กนั่งบนตักทำให้เด็กเข้าใกล้ถุงลมนิรภัยเกินไป เวลาเกิดเหตุจะมีพลังงานย้อนกลับ ทำให้อันตรายมากเช่นกัน จึงต้องเลือกใช้คาร์ซีทให้เหมาะสมกับช่วงวัย

“ผู้ปกครองควรได้รับความรู้และเด็กควรได้รับความรู้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งหลายโรงพยาบาลมีการสอนวิธีการใช้คาร์ซีทแล้ว นอกจากนี้ควรกระจายความรู้ให้ประชาชนเพื่อได้รับรู้ก่อนออกกฎหมาย และโชว์รูมรถควรแนะนำความรู้ให้ผู้ซื้อรถในเรื่องความปลอดภัยด้วย ในส่วนของกฎหมายที่บังคับใช้ยังมีเนื้ออื่นอีกด้วยนอกจากคาร์ซีท คือเรื่องของการติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ซึ่งต้องติดตั้งทุกตำแหน่งในรถที่มีคนนั่ง

โดยกฎหมายที่ออกมามีจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร เห็นได้จากที่กฎหมายบังคับให้คนขับและคนนั่งข้างรัดเข็มขัดนิรภัย แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับระบบยึดเหนี่ยวเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นในช่วงเวลา 120 วันก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ไม่ใช่เป็นเพียงเวลาที่ประชาชนต้องเตรียมตัว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมตัว ต้องมีมาตรการช่วยเหลือทั้งการให้ความรู้ สนับสนุนการซื้อ และควรมีมาตรการลดต้นทุนผู้ขาย เช่น ลดภาษีการนำเข้า และมาตรการสนับสนุนให้มีการผลิตในประเทศ” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

ก่อนหน้ากฎหมายคาร์ซีท ไทยก็มีกฎหมายอื่นที่ส่งเสริมความปลอดภัย แต่ด้วย “ข้อจำกัดของประเทศกำลังพัฒนา” ที่ประชาชนส่วนใหญ่รายได้ไม่สูงพอจะไขว่คว้าหาคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างเต็มที่ ขณะที่รัฐก็ไม่สามารถดูแลได้อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ที่ผ่านมา “กฎหมายมีไว้แต่ใช้ไม่ได้จริง” โดยในทางปฏิบัติดำเนินการกันแบบ “อนุโลม” หากไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ขับรถประมาทหวาดเสียว ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตกแต่งดัดแปลงสภาพรถในลักษณะอันตราย เป็นต้น เพื่อลดการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน

อาทิ “การห้ามนั่งท้ายรถกระบะ-ในแค็บ” ที่ถูกต่อต้านอย่างหนักในช่วงปี 2560 จนรัฐบาลขณะนั้นต้องยอมถอย เพราะในบริบทสังคมไทยที่รถส่วนบุคคลเป็นพาหนะหลัก ด้วยข้อจำกัดด้านขนส่งสาธารณะที่ไม่เพียงพอ แต่ราคารถคันหนึ่งก็ค่อนข้างสูง รถกระบะจึงถูกมองว่าใช้งานได้คุ้มค่าเพราะบรรทุกได้ทั้งคน สัตว์และสิ่งของ อีกทั้งสมบุกสมบันกว่ารถเก๋ง จึงได้รับความนิยมโดยเฉพาะสังคมชนบทหรือกึ่งชนบท แม้จะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเนื่องจากท้ายกระบะและแค็บไม่มีเข็มขัดนิรภัยหรือเครื่องกั้นไม่ให้ตกจากรถก็ตาม

หรือ “การห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์บนท้องถนน” ในประเทศไทย อายุขั้นต่ำที่สามารถทำใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้คือ 15 ปี แต่ในความเป็นจริงสามารถพบเห็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์ได้ทั่วไปโดยเฉพาะสังคมชนบทหรือกึ่งชนบท ด้วยข้อจำกัดด้านขนส่งสาธารณะเช่นเดียวกับกรณีนั่งท้ายรถกระบะ รวมถึง “การกำหนดให้ผู้ขี่และซ้อนมอเตอร์ไซค์ทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อก” แต่ในความเป็นจริง เด็กเล็กมักไม่สวมขณะที่พ่อแม่สวม เพราะเด็กเล็กโตเร็ว ศีรษะขยายขนาดเร็ว จึงต้องเปลี่ยนหมวกทุกปี แน่นอนหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งกรณีหมวกกันน็อกเด็กคล้ายกับกรณีคาร์ซีท ที่เด็กโตเร็วจนพ่อแม่อาจต้องเปลี่ยนคาร์ซีททุกปี โดย นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เคยเสนอแนะไว้ว่า ควรจัดทำระบบหมุนเวียนที่นั่งเด็กมือสอง เมื่อบุตรหลานโตขึ้นก็สามารถนำไปเทิร์นเป็นที่นั่งที่เหมาะสมกับขนาดรูปร่างที่โตขึ้นได้ ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่าการต้องซื้อที่นั่งใหม่ทุกปี

เหลือเวลาอีกเพียง 89 วัน ก็จะถึงวันที่ 5 ก.ย. 2565 อันเป็นวันที่กฎหมายคาร์ซีทมีผลบังคับใช้ ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วจะบังคับใช้ได้จริงมาก-น้อยเพียงใด?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

คุณแหน : 27 มกราคม 2569

ยศชนัน ปิดทริปอีสาน ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33

วิมล ย้อนวาทกรรม ส้ม มือคุณไม่เปื้อนเลือด แต่ผลักเด็กสู่คุกและความตาย

ผบ.ทบ.กำชับทหาร วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รับเลือกตั้ง-ลงประชามติ รธน.

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved