วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
“ชัยนาท” 1 ใน 10 จังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย ตามข้อมูลสถานการณ์ความยากจนและเหลื่อมล้ำปี 2562 โดย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว นำไปสู่การกำหนดเป็นพื้นที่นำร่อง “โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ” ดำเนินการโดย หน่วยบริการและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เมื่อช่วงต้นเดือนก.ค. 2565 ที่ผ่านมา บพท. นำโดยผู้อำนวยการ กิตติ สัจจาวัฒนาร่วมประชุมศึกษาบทเรียนการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำในพื้นที่จังหวัดชัยนาท และลงนามความร่วมมือ (MOU) การใช้ระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนในระดับพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท และได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาอาชีพตำบลโพงาม การประกอบการปุ๋ยหมักจากมูลแพะและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
กิตติ กล่าวว่า จ.ชัยนาท มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนากระบวนการและตัวแบบการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ โดยสนับสนุนการจัดทำระบบข้อมูลความยากจน การติดตามการช่วยเหลือในการแก้ปัญหาความยากจน และการพัฒนาตัวแบบปฏิบัติการแก้จน ด้วยการออกแบบกลไก กระบวนการวิจัย และเครื่องมือในการพัฒนา โดยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research :PAR) ซึ่งจากการทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 พบว่า จ.ชัยนาท มีครัวเรือนคนจนทั้งหมด 4638 ครัวเรือน
โดย อ.สรรคบุรี มีครัวเรือนยากจนมากถึง 1,971 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 42.5 และ อ.สรรพยา มีครัวเรือนยากจน 1,296 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 27.4 แต่จากข้อมูลดังกล่าวยังมีครัวเรือนยากจนตกหล่นและรั่วไหล โดย อ.สรรคบุรี มี “ครอบครัวตกหล่น” คือมีสภาวะความเป็นอยู่ยากลำบาก แต่ไม่มีชื่อในฐานข้อมูล TPMAP จำนวน 976 ครัวเรือน และ “ครอบครัวรั่วไหล” คือครอบครัวเรือนที่มีความเป็นอยู่ดี แต่มีชื่อในฐานข้อมูล TPMAP จำนวน 494 ครัวเรือน ส่วน อ.สรรพยา มีครอบครัวตกหล่น จำนวน 938 ครัวเรือน และครอบครัวรั่วไหล จำนวน 72 ครัวเรือน
นอกจากนี้ ยังแบ่งครัวเรือนยากจนออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ 1.ครัวเรือนอยู่ลำบาก ซึ่งเป็นครัวเรือนที่ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต จำเป็นต้องนำเข้าสู่สวัสดิการของรัฐและการดูแลโดยชุมชนอย่างเร่งด่วน ส่วนใหญ่จะมีลักษณะอยู่ตัวคนเดียวและเป็นผู้สูงอายุ (อายุ60 ปีขึ้นไป) มีภาวะเจ็บป่วย พิการ และไม่มีที่อยู่เป็นของตัวเอง ถ้ามีก็จะสภาพทรุดโทรม นอกจากนี้ยังไม่มีรายได้ประจำ ไม่มีอาชีพ ไม่มีที่ทำกิน
2.ครัวเรือนอยู่ยาก ซึ่งเป็นครัวเรือนที่มีปัจจัยพื้นฐานเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในแต่ละวันแต่จำเป็นต้องยกระดับความสามารถ หรือหาปัจจัยให้สามารถพอดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนใหญ่จะมีสมาชิกในบ้านหลายคนแต่ทำงานคนเดียว สภาพที่อยู่อาศัยมั่นคง มีรายได้แต่ไม่แน่นอน และไม่พอต่อรายจ่าย จึงต้องหยิบยืมผู้อื่นทำให้เป็นหนี้สินนอกระบบ หรือมีหนี้สินมากเกินชำระได้ นอกจากนี้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลด้วย
3.ครัวเรือนอยู่ได้ ซึ่งเป็นครัวเรือนที่มีฐานทุนในการดำรงชีวิต แต่ยังไม่เพียงพอที่จะอยู่รอดจากความเสี่ยง ส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่อยู่มั่นคงแข็งแรง มีอุปกรณ์พื้นฐานในการประกอบอาชีพ มีหนี้สินเล็กน้อยไม่เกิน 30,000 บาท เป็นผู้ที่มีบุตรหลานคอยส่งเสียเลี้ยงดู มีที่ทำกินประมาณ 3 ไร่ แต่ไม่มีกำลังที่จะประกอบอาชีพเนื่องจากมีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน
และ 4.ครัวเรือนอยู่ดี ซึ่งเป็นกลุ่มครัวเรือนที่มีฐานทุนเพียงพอ มีรายได้มั่นคงและลูกหลานมีอาชีพมั่นคง ส่วนใหญ่จะไม่มีหนี้สิน แต่ถ้ามีหนี้สินมีความสามารถชำระได้ มีที่ดินทำกินอย่างน้อยประมาณ 3 ไร่ ซึ่งมีช่องทาง แรงงาน ทุนและยังสามารถเช่าที่ดินทำกินเพิ่มได้ นอกจากนี้คนกลุ่มนี้จะไม่มีโรคติดต่อเรื้อรัง ถ้ามีก็สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ ทั้งนี้ “การแบ่งครัวเรือนยากจนเป็นกลุ่มๆ การแก้ไขปัญหาความยากจนจึงเกิดจากการใช้ข้อมูลที่ได้มา” ได้แก่
1.ข้อมูลทุนศักยภาพคนจน (Sustainable livelihoods) และ 2.ข้อมูลศักยภาพชุมชนและบริบทความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ที่เอื้อต่อการพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหา นำมาสร้างการเรียนรู้ร่วมกันในเวทีวิเคราะห์โอกาส และพัฒนาแนวทางแก้จน ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมของคนจน ผู้นำชุมชน หน่วยงานในท้องถิ่น ทำให้เข้าใจสถานการณ์และพัฒนาหนทางออกจากความยากจน ที่มีนักจัดการข้อมูลชุมชนเป็นผู้สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในเวที นำไปสู่การวิเคราะห์ทางเลือกร่วมกันเพื่อออกแบบโมเดลแก้จนบนฐานทุนชุมชนและศักยภาพคนจน
ผอ.บพท. กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางของ จ.ชัยนาท ประกอบด้วย 1.นวัตกรรมแก้จน“แพะเงินล้าน” ขับเคลื่อนโดยนักจัดการข้อมูลชุมชน ทำให้เกิดการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาอาชีพโพงาม โดยชุมชนได้ใช้ศักยภาพของผู้นำชุมชน ทุนทรัพยากร และความเข้มแข็งของกลุ่มในชุมชน ซึ่งเป็นจุดแข็งมาขับเคลื่อนให้เกิดการประกอบการ ทำให้เกิดตัวแบบสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจน
2.การบริหารจัดการแปลงรวม สำหรับครัวเรือนที่ไม่มีที่ดินทำกิน และมีทักษะด้านการเกษตร ใช้พื้นที่รวมในการเพาะปลูกเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างรายได้ ภายใต้แนวคิด การเกื้อกูลจากชุมชนผ่านครัวเรือน รอการพัฒนาสู่ครัวเรือนพึ่งพิง 3.กองทุนข้าวสาร สำหรับครัวเรือนพึ่งพิง เพื่อให้มีข้าวสารเพียงพอที่จะบริโภค และสามารถนำเงินสวัสดิการไปใช้ในการดำรงชีพด้านอื่นให้เพียงพอและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น ซื้อกับข้าว ซื้อยา เป็นค่ารถไปหาหมอ
4.กองทุนแก้จน ทำหน้าที่เป็น “ไมโครไฟแนนซ์ (Microfinance)” สำหรับครัวเรือนรอการพัฒนา โดยนำผลกำไรจากการประกอบการของกลุ่มวิสาหกิจแก้จนมาบริหารจัดการร่วม ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดพัฒนาอาชีพ และ 5.เครือข่ายช่าง D Home: คลังแรงงานแก้จน สำหรับครัวเรือนประกอบการ ด้วยการจับคู่ครัวเรือนที่มีทักษะด้านช่างและได้รับการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ กับครัวเรือนที่ต้องการช่างในการซ่อมแซมบ้านรวมถึงครัวเรือนคนจนที่ได้รับงบประมาณค่าวัสดุซ่อมบ้านจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน แต่ยังขาดแรงงาน
“การพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาความยากจนบนศักยภาพและฐานทุนครัวเรือน คนจนและชุมชนจึงมุ่งเน้นไปที่การขยายพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อการกระจายโอกาสการมีงานทำ และการสร้างรายได้ของครัวเรือนคนจน และพัฒนานวัตกรรมแก้จนทั้งในด้านการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน และการประกอบการ ยกระดับทุนมนุษย์ ทุนทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ของครัวเรือนคนจนเป้าหมาย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้ มีงานทำ” กิตติ กล่าว
ด้าน เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ประธานกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เผยว่า โครงการนี้เป็นโครงการวิจัยแก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ เน้นหาข้อมูลคนยากจนให้ได้ครบถ้วน ข้อมูลที่มาจากชุมชนในพื้นที่ เพราะจะรู้ว่าคนไหนจนจริง มีตกหล่นหรือไม่ มีรายละเอียดที่ลงลึก สาเหตุของความจนว่าเกิดจากสภาพแวดล้อม หรือเกิดจากพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อจะได้กำหนดแนวทางแก้ปัญหาด้วยอะไร แล้วส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งโครงการนี้แตกต่างจากโครงการอื่นๆ คือจากที่เคยมีการจ้างคนนอกเก็บข้อมูล แต่โครงการนี้เราใช้คนในชุมชนเก็บข้อมูล การบันทึกข้อตกลง MOU ครั้งนี้เป็นการส่งต่อข้อมูลให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้งานวิจัยจะจบสิ้นลง และการดำเนินโครงการของหน่วยงานไม่จบ มั่นใจว่าหากมีความร่วมมือแบบนี้ นโยบายรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนสามารถทำได้จริง
“จากข้อมูลของสภาพัฒน์ฯพบว่าจังหวัดชัยนาทมีข้อมูลเด่นเรื่องของการมีส่วนร่วม จากการรับฟังข้อมูลในวันนี้เป็นจริงเพราะทุกภาคส่วนทั้งราชการ ท้องถิ่น เอกชน ภาคการศึกษา วัด หอการค้า เชื่อว่า จ.ชัยนาท จะสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้ และอาจเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นๆ ได้เห็นว่าการคิดการแก้ปัญหามีความซับซ้อน จะให้ราชการฝ่ายเดียวแก้ไขเชื่อว่าไม่สำเร็จ และยุทธศาสตร์ชาติจะเดินหน้าได้อย่างแท้จริงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใช้ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ส่งต่อปัญหาที่เกิดขึ้นและติดตามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” เอ็นนู กล่าว
เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่ ยายส่วนพรหมมิ อายุ 74 ปี เล่าว่า ตนเองอยู่บ้านเลี้ยงหลานไม่มีรายได้ รายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกเขยให้ แต่พอหลังหลังจากลูกเขยประสบอุบัติเหตุแขนหักจึงทำให้ขาดรายได้ จึงได้เข้าร่วมโครงการนี้ หลังจากได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาอาชีพตำบลโพงามการทำปุ๋ยหมักจากมูลแพะและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทำให้มีรายได้เอาไว้ใช้จ่ายในครอบครัวและยังทำให้สบายใจด้วย
“ถึงแม้จะไม่ใช่จำนวนเงินที่มาก แต่ก็ทำให้สบายใจ เพราะทั้งชีวิตลำบากมามากมายแล้ว” ยายส่วน กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี