Logo วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569
คลิกเข้าชมเว็บไซต์แนวหน้าใหม่!!
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
546.jpg
หน้าแรก / ในประเทศ
‘ศิรดล ศิริธร’มอง2มุม‘ปฏิรูปรถเมล์’  สมดุล‘คนโดยสาร-ผู้ให้บริการเดินรถ’

‘ศิรดล ศิริธร’มอง2มุม‘ปฏิรูปรถเมล์’ สมดุล‘คนโดยสาร-ผู้ให้บริการเดินรถ’

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag : ปฏิรูปรถเมล์
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

“ปฏิรูป” ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ปรับปรุงให้สมควร” ขณะที่ศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีความหมายแบบเดียวกันคือ “Reform” ตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ด (Oxford English Dictionary) ให้ความหมายว่า “การเปลี่ยนแปลงระบบสังคม องค์กร ฯลฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงหรือแก้ไข (change that is made to a social system, an organization, etc. in order to improve or correct it)”ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า “การทำให้ดีขึ้น” เป็นความหมายของทั้งปฏิรูปในภาษาไทย และ Reform ในภาษาอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม “การปฏิรูปรถเมล์”ถูกตั้งคำถามจากประชาชนอย่างต่อเนื่องว่า “ทำแล้วดีขึ้นจริงหรือ?” โดยเฉพาะนโยบาย “1 เส้นทาง 1 ผู้ประกอบการ”ที่ให้แต่ละเส้นทางมีผู้ประกอบการรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือเอกชนก็ตาม เช่น “จ่ายแพงขึ้น” เนื่องจากมีข้อกำหนดให้เอกชนที่จะมาเดินรถตามแผนปฏิรูปต้องใช้รถปรับอากาศซึ่งเก็บค่าโดยสารแพงกว่ารถร้อน “ความสะดวกลดลง” เช่น สายเดิมที่ ขสมก. เคยวิ่งจนเวลา 4-5 ทุ่ม หรือวิ่ง24 ชั่วโมง แต่เมื่อเอกชนมาวิ่งแทนก็เลิกวิ่งไวขึ้น กระทบต่อคนเลิกงานดึก เป็นต้น


เปลี่ยนเลขสายรถเมล์พางง! : 18 มิ.ย. 2565 เฟซบุ๊คแฟนเพจ “รถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai” ที่ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเส้นทางรถเมล์ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล โพสต์ภาพการเปลี่ยนเลขสายรถเมล์ ซึ่งในเวลาต่อมามีเสียงสะท้อนของประชาชนผู้ใช้บริการจำนวนมาก ระบุว่าสับสนกว่าเลขสายแบบเดิม

ผศ.ดร.ศิรดล ศิริธร อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งนอกจากจะสนใจเรื่องในเชิงเทคนิคแล้ว ยังรวมถึงการบริหารระบบขนส่งสาธารณะด้วย กล่าวว่า ที่ผ่านมาขสมก. มีบทบาทเป็นทั้งผู้ให้บริการเดินรถเส้นทางกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และเป็นผู้กำกับดูแลการเดินรถในเส้นทางดังกล่าวไปพร้อมกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการเอกชนที่มาเดินรถจึงถูกเรียกว่า “รถเอกชนร่วมบริการ” หมายถึงแต่เดิม ขสมก.ได้สิทธิ์ในทุกเส้นทาง แล้ว ขสมก. ค่อยมาจัดสรรเส้นทางให้เอกชนที่สนใจเข้ามาร่วมวิ่งด้วย

แต่ปัญหาที่พบคือ “ที่ผ่านมาผู้ประกอบการเอกชนที่มาเดินรถมักเป็นรายเล็ก” หมายถึงมีรถในสังกัดเพียงไม่กี่คัน ดังจะเห็นว่าบางเส้นทางมีเอกชนหลายเจ้าวิ่งในเส้นทางเดียวกัน ทำให้การปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทำได้ยากเมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่ๆ “กระทั่งในเวลาต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายโดยให้กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้กำกับดูแล ส่วน ขสมก. เป็นเพียงผู้ให้บริการเดินรถเจ้าหนึ่งเท่านั้นไม่ต่างจากผู้ประกอบการเอกชน” นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ พบเห็นในช่วงไม่กี่ปีมานี้

แผนที่เขตเดินรถเมล์แบบใหม่ : 21 มิ.ย. 2565 กรมการขนส่งทางบก เผยเพร่แผนที่แบ่งเขตการเดินรถประจำทางในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งจะสอดคล้องกับการเปลี่ยนเลขสายรถเมล์ กล่าวคือแบ่งเป็น 4 โซน ใช้หลักการแบ่งพื้นที่การเดินรถของจุดต้นทางตามทิศของกรุงเทพมหานคร คือเลขแรกเป็นเลขโซน และตัวเลขหลังเป็นเลขสาย ซึ่งจะแตกต่างจากหมายเลขสายรถเดิมที่มีการเรียงตัวเลขสายไปเรื่อยๆ เมื่อมีเส้นทางใหม่จะเพิ่มตัวเลขเข้าไป

“กรมการขนส่งทางบกเขาทำรวดเดียวไม่ได้ ก็ค่อยๆ ทยอยทำไป เพราะใบอนุญาตเดินรถมีอายุ 7 ปี ฉะนั้นใบอนุญาตก็จะค่อยๆ หมดไป อันไหนยังไม่หมดไปแตะเขาไม่ได้ ก็ต้องเอาให้มันหมดไปเรื่อยๆ เรื่องของเรื่องก็เป็นอย่างนี้ แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือ รถร่วมบริการเองในปัจจุบันต้องบอกว่าเขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่มีความสุขกับการประกอบธุรกิจเท่าไร มันมีหลายปัจจัย

อย่างแน่นอนคือค่าโดยสารก็ถูกจำกัดไว้ แล้วเขาก็ต้องมาดูแลเรื่องรถ มันใช้ได้เท่านั้นเท่านี้ปีต้องเปลี่ยน ซึ่งเลิกคิดไปเลยเพราะว่าเขารอเหมือนตอนนี้สภาพแค่ว่าใครจะมาเอาสัมปทาน มาซื้อรถ หรือมาซื้อกิจการเขาในราคาที่โอเค แค่นั้นเอง ถ้าพูดตรงๆ นะ มันอาจจะมีอยู่บ้างที่ยังพอไหว แต่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในสภาพประมาณนี้” อาจารย์ศิรดล กล่าว

ด้วยปัจจัยดั้งเดิมที่มีระบบขนส่งอื่นอย่างรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินซึ่งสะดวกกว่า รวมถึงผู้คนที่มีกำลังทรัพย์มากพอจะซื้อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคลมาขับขี่เอง ส่งผลให้ปริมาณผู้ใช้รถเมล์ลดลง ประกอบกับปัจจัยใหม่อย่างการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีช่วงล็อกดาวน์ จำกัดการเดินทางเพื่อควบคุมโรคเป็นระยะๆ ก็ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการที่แบกรับภาระมานานตัดสินใจง่ายขึ้น “หลายสายถือโอกาสช่วงโควิดไปแล้วไปลับ..ไม่กลับมาอีกแม้จะเลิกล็อกดาวน์แล้วก็ตาม” เพราะหากยังฝืนวิ่งก็มีแต่เจ็บเข้าเนื้อ ไม่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไป

ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจ่ายเพิ่ม : 28 ก.พ. 2565 วัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ชี้ผลกระทบของการยกเลิกการให้บริการรถเมล์ของ ขสมก. ในเส้นทางสาย 7 (คลองขวาง-หัวลำโพง) เหลือเพียงรถเมล์ของเอกชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย เนื่องจาก ขสมก. ใช้รถร้อน ค่าโดยสาร 8.50 บาท ส่วนเอกชนใช้รถปรับอากาศ ค่าโดยสารตั้งแต่15-25 บาท

อาจารย์ศิรดล กล่าวต่อไปว่า“ต่อให้รถเอกชนเลิกวิ่งไปดื้อๆ ขสมก.ก็ทำอะไรไม่ได้ และการยกเลิกใบอนุญาตผู้ประกอบการก็อยากยกเลิกอยู่แล้วสุดท้ายผลกระทบย่อมตกอยู่กับประชาชน” ซึ่งก็เช่นเดียวกับเรื่องของ “คุณภาพการให้บริการ” การควบคุมผู้ประกอบการแบบเดิมไม่สามารถทำได้มากนัก เพราะหากผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นภาระมากเข้าสุดท้ายก็พร้อมจะเลิกวิ่ง

อีกด้านหนึ่ง “ต้นทุนการเดินรถก็เป็นปัญหาทั้งเอกชนและ ขสมก.”ในขณะที่เอกชนไม่มีภาครัฐอุดหนุน จึงยากที่จะควบคุมคุณภาพได้ ขสมก. ที่มีภาครัฐอุดหนุนในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่ต้องบริการประชาชน แต่การอุดหนุนสะสมมากๆ เข้าก็ถูกมองเป็นภาระ เช่นกัน นอกจากนี้ แม้ ขสมก. จะมีภาครัฐอุดหนุน แต่ก็มีข้อจำกัดในการรับพนักงานใหม่แม้จะรู้ว่าปัจจุบันขาดแคลนทั้งพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร (กระเป๋ารถเมล์) ก็ตาม

ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบัน “กรณีมีผู้ประกอบการเอกชนรายใหญ่ได้สิทธิ์เดินรถในเส้นทางต่างๆ จำนวนมาก มองว่าอาจไม่ทำกำไรระยะสั้น แต่น่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว” ทั้งต้นทุนการเดินรถที่ประหยัดกว่าและการปรับปรุงคุณภาพทำได้ง่ายกว่าบริษัทเล็กๆ เพราะ “สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้กับทุกสายที่ตนเองได้สิทธิ์เดินรถ” ซึ่งในหลายเมืองทั่วโลก ระบบรถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์นิยมใช้ผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่กี่เจ้า เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง มี 2 เจ้าวิ่ง ส่วนกรุงลอนดอนของอังกฤษมี TfL เจ้าเดียว

“ผมเชื่อว่ามันก็มีบางสายที่ยังคงไว้ (รถร้อน) คือค่าโดยสารขั้นต่ำ 15 บาท (รถปรับอากาศ) ไม่ใช่ทุกคนจะสู้ไหว แต่ว่าก็น่าจะเป็นเรื่องหนึ่งที่สุดท้ายเราก็คงจะต้องมีการกำหนดบางเส้นทางที่คงต้องมีเส้นที่ราคาถูกบ้าง หรือเส้นที่มันอุดหนุนวิธีใดวิธีหนึ่ง ในอีกแง่หนึ่ง ถ้ากำหนดแบบนี้ขึ้นมามันก็เป็นการกันบริษัทเล็กๆ ออกไป

ฟังดูมันอาจจะไม่แฟร์นะ แต่เรื่องของคุณภาพบริการ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขาอาจจะพยายามพัฒนาขึ้นมา แต่ใช่!..ปัญหาในเรื่องความสามารถในการจ่ายค่าโดยสาร อันนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก” ผศ.ดร.ศิรดล ให้ความเห็นใน 2 มุม ว่าด้วยข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการเดินรถต้องใช้รถปรับอากาศระหว่างคุณภาพที่ดีขึ้น กับความสามารถในการจ่ายของประชาชน

อาจารย์ศิรดล ยังกล่าวอีกในประเด็นการเดินรถ กรณีฝั่งผู้โดยสารมองว่าบางช่วงผู้ให้บริการปล่อยรถวิ่งน้อยลงจนไม่สะดวก แต่ฝั่งผู้ประกอบการก็ไม่อยากวิ่งในช่วงผู้โดยสารน้อยเพราะไม่คุ้มต้นทุนโดยเฉพาะเมื่อต้องใช้รถปรับอากาศ ว่า ในมุมของผู้ใช้บริการ การเดินทางจากจุด A ไปจุด B และจุด B ไปจุด C ในช่วง A ถึง B มีผู้ใช้บริการมาก แต่ B ถึง C มีผู้โดยสารน้อย

ดังนั้นด้านหนึ่งผู้ที่ใช้บริการในจุด B ไป C ก็ต้องยอมรับว่าปริมาณรถมีน้อยและรอนาน ทั้งนี้ หากเส้นทางวิ่งดังกล่าวเป็นช่วงกลางคืน ก็สามารถกำหนดเวลาเดินรถได้ แต่ในมุมของผู้ให้บริการ จริงอยู่หากเป็นเส้นทางที่วิ่งยาวย่อมมีโอกาสขาดทุน แต่ก็ยังมีเส้นทางที่วิ่งสั้นๆ ซึ่งได้กำไร ดังนั้น ก็ต้องมาถัวเถลี่ยกัน เพราะเมื่อได้รับใบอนุญาตจากรัฐแล้วก็ต้องมี 2 หน้าที่ จะหวังแต่กำไรสูงสุดอย่างเดียวคงไม่ได้

อนึ่ง ในช่วง 1 เดือนล่าสุด นับตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2565 เป็นต้นมา มีประเด็น “การเปลี่ยนเลขและชื่อสายรถเมล์” ที่ประชาชนจำนวนมากคัดค้านเพราะสร้างความสับสน ในขณะที่เจ้าภาพอย่าง กรมการขนส่งทางบก มองว่าสายรถแบบใหม่จะอำนวยความสะดวกมากขึ้นดังที่ จิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ชี้แจงเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2565 ว่า ความแตกต่างระหว่างหมายเลขสายรถเดิม คือสายรถเดิมมีการเรียงตัวเลขสายไปเรื่อยๆ เมื่อมี
เส้นทางใหม่จะเพิ่มตัวเลขเข้าไป ขณะที่สายรถเมล์ใหม่นี้จะมีเลขโซนอยู่ด้านหน้า

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ทราบว่ารถเมล์สายนี้มีต้นทาง อยู่ในพื้นที่ใดถนนสายใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ทุกกลุ่ม แม้แต่ผู้ที่ไม่ค่อยได้ใช้บริการรถเมล์และนักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถทราบข้อมูลการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ต้องขึ้นรถเมล์ในโซนใดหรือสายใด เช่นเดียวกับ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ให้ความเห็นในวันเดียวกัน ว่า เรื่องนี้ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบให้มากขึ้น เพราะรถที่ใช้อยู่ขณะนี้คณะกรรมการขนส่งทางบกได้พิจารณาดูที่จะทำให้การวิ่งรถมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เพราะที่ผ่านมาการวิ่งมีการทับซ้อนกันหลายเส้นทาง และประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาด้านการจราจร, PM2.5 และต้นทุนในการดำเนินการ ซึ่งการเปลี่ยนจะพยายามเกิดการทับซ้อนให้น้อยมากที่สุด โดยนายศักดิ์สยาม ย้ำว่ากำลังเร่งประชาสัมพันธ์อยู่ ก็ขอให้ประชาชนที่ยังสับสนขอให้ดูป้ายบอกเส้นทางข้างรถว่าไปที่ใด วิ่งจากที่ใดไปที่ใด

ประเด็นนี้ อาจารย์ศิรดล ให้ความเห็นว่า “อาจเป็นการให้ข้อมูลที่ผู้ใช้บริการไม่อยากได้ หรือเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในองค์กร” เช่น รถเมล์คันนี้เดินรถจากเขตนั้น-อยู่โซนนี้ แต่ตนก็ไม่มั่นใจ เพราะหากใช้ไปจริงๆ อาจจะคุ้นเคยก็ได้ เหมือนสมัยก่อนที่มีสาย ปอ.1ปอ.2 แล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นสาย 501 502 ซึ่งแม้จะไม่มีคำว่า ปอ. แล้ว แต่เห็นเลข 5 ผู้โดยสารก็รู้ได้ว่าเป็น ปอ.

ดังนั้นโดนส่วนตัวเรื่องนี้ไม่ค่อยมีความเห็น เพราะอาจออกหัวหรือก้อยก็ได้เพียงแต่ในปัจจุบัน คนที่เดินทางเขาคุ้นชินกับเลขสายแบบเดิมอยู่ ส่วนเหตุผลที่บอกว่าคนอื่นๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน พอมานั่งรถสายนี้ก็จะรู้ว่าไปจบฝั่งนั้น ต้องบอกว่า เขาไม่ได้อยากได้ข้อมูลเพียงเขตกว้างๆ การรู้ว่าไปจบใน 4 เขต ก็ไม่รู้ว่าจะรู้ไปเพื่ออะไร ส่วนคนที่ต้องการรู้เขาก็เปิดแอปพลิเคชั่นดู เพราะถ้าแอปฯ ทำออกมาดี จะใช้ชื่อสายแบบใดก็ไม่เป็นปัญหา ดังนั้น ชื่อเรียกไม่สำคัญเท่ากับการสื่อสารกับผู้ใช้บริการ

“อย่างฮ่องกง เขามีสาย 1 2 3 4 5 รันไปเรื่อยๆ แต่ก็จะมีสายที่เป็น 100 พอสาย 100 คนก็จะรู้ว่าสาย 100 มันจะวิ่งข้ามระหว่างฮ่องกง-เกาลูน เหตุผลที่ต้องตั้งชื่ออย่างนี้เพราะคนเห็นปุ๊บเขารู้ว่าเขาจะต้องเตรียมจ่ายสตางค์เพิ่ม เพราะตรงนั้นมันข้ามอ่าวหรือช่องทะเล เขามีเหตุผลของเขาว่าทำไมต้องกำหนดแบบนี้ คือเขากำหนดชื่อสายเขาคิดถึงคนเดินทางเป็นหลัก คนเดินทางมองเห็นปุ๊บเขาต้องการรู้อะไร พอมีตัว X คนเดินทางเข้าใจแล้วขึ้นไปเขาต้องจ่ายสตางค์เพิ่ม หรือตัวนี้เป็น N คือมันวิ่งไปถึงตอนกลางคืน” อาจารย์ศิรดล ยกตัวอย่าง

ผศ.ดร.ศิรดล กล่าวต่อไปว่า หากเป็นการใส่เครื่องหมายพิเศษแบบเดิม เช่น สายรถเมล์ที่มีตัวอักษา “ก” ต่อท้ายหรือป้ายรถเสริมที่ระบุเส้นทางที่ตัดระยะหรือขึ้นทางด่วน แบบนั้นเป็นการมองเห็นที่ชัดเจนว่ารถเมล์จะวิ่งไปจบที่ใด ส่วนสายรถเมล์แบบใหม่ที่มีเลขตามด้วยขีดขวางและเลขอีกชุดหนึ่ง แม้จะไม่มีปัญหาอะไรแต่ก็มองไม่เห็นความจำเป็นว่าจะทำไปเพื่ออะไร เช่น รถเมล์วิ่งเส้นทางหนึ่งใช้สาย 8 ต่อมาจะเปลี่ยนเลขสายก็อาจเปลี่ยนเป็น 46 เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องบอกว่าสาย 46 ไปจบที่ 2

“ผมว่ามันไม่ได้เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์เท่าไร จริงๆ มันเป็นแค่4 เขต เราเห็นมันเป็น 4 เขต ถามว่าผมเห็นแล้วเป็นเขต 1 ผมก็จะจบอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่งตั้งแต่รังสิตไปยันพญาไท แล้วตกลงผมจบที่ไหน ไม่รู้เหมือนกัน มันอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรผมเท่าไร อาจจะมีบางกรณีที่มันช่วยแต่ผมยังนึกไม่ออก ถ้า 4 เท่ากับผมจบที่ไหนก็ได้ในฝั่งธน ก็คือหน้าตาแบบนี้มันเป็นรถเมล์ฝั่งธน แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรผมเยอะเท่าไร” อาจารย์ศิรดล กล่าวย้ำ

สุดท้ายคือเรื่องของ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งเป็นสวัสดิการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้น้อย ที่ผ่านมาพบปัญหารถเมล์ ขสมก. รับบัตรแต่รถเอกชนไม่รับ ทำให้เมื่อมีนโยบาย 1 เส้นทาง 1 ผู้ประกอบการ ย่อมส่งผลกระทบกับผู้ที่เคยใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐขึ้นรถเมล์ของ ขสมก. เพราะเมื่อ ขสมก. ไม่ได้วิ่งเส้นทางนั้นแล้วก็ไม่สามารถใช้ได้อีก แต่ประเด็นนี้ ก็ต้องมองใน 2 มุมด้วยเช่นกัน เพราะการใช้สิทธิ์ของผู้ใช้บริการเพื่อจ่ายน้อยลง อีกด้านก็ส่งผลกระทบกับผู้ให้บริการ

“รัฐต้องมีความชัดเจน มีกลไกที่ชัดเจนในการอุดหนุน บริการมันถึงจะไปได้ ไม่ใช่ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ใช้บริการมีความสุข แต่ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ให้บริการมีความสุขด้วย ถ้า
ผู้ให้บริการไม่มีความสุข รัฐไม่สามารถลงมาบริการเองได้ทั้งหมด ณ ปัจจุบันโครงสร้างทุกอย่างรัฐก็ให้เอกชนช่วยบริการ เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่งรัฐก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของเอกชน มันก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าเอกชนมีความสุข ผู้ใช้บริการก็มีความสุขด้วย” อาจารย์ศิรดล ฝากทิ้งท้าย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved