วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
หมายเหตุ : เรียบเรียงจากการบรรยายของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในช่วงเสวนา หัวข้อ “อนาคตประเทศไทย Thailand Growth” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานฉลอง “ปฐมฤกษ์สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย” โดยสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย ณ ห้องประชุมชั้น 4 รร.อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ
ประเทศไทยนั้นมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ในลำดับ 20 ต้นๆ จากทั้งหมดประมาณ 200 ประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกันไทยยังเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อันเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นรองเพียง 3 ชาติอย่าง สหรัฐอเมริกา จีนและญี่ปุ่น ตามลำดับ “ปัจจุบันไทยจัดเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ไม่ใช่ประเทศยากจนล้าหลังแบบที่บางคนเข้าใจกัน” และอีก 15 ปีข้างหน้า ก็มีแนวโน้มจะขึ้นไปเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ตามแผนยุทธศาสตร์ที่หลายฝ่ายสร้างขึ้นมา
“ผมเกิดปี 2497 ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ยากจนและเป็นประเทศไทยที่ไม่มีใครรู้จัก ไปไหนบอกว่ามาจากไทยแลนด์เขาก็จะต้องถามต่อว่าไต้หวันหรือ? เขาไม่รู้จักประเทศไทยจริงๆ แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่คนรู้จักทั้งโลก National Reputation (ชื่อเสียงระดับชาติ) ประเทศไทยเรา แม้คนไทยเราจะมองประเทศไม่ค่อยขึ้น แต่ทั่วโลกเขาให้คะแนนโหวตด้วยการมาเที่ยวเมืองไทย
ผมไปอิหร่าน ไปซีเรีย ไปจอร์แดน ซึ่งล้วนแต่เป็นบริเวณที่คนไทยรู้จักน้อยมาก ไปถึงประเทศเหล่านั้น คนเหล่านั้นก็จะต้องมาถามผมทันทีว่ามาจากประเทศไทยหรือ? เขาดีใจที่มาพบคนไทย เขาเคยมาเที่ยวเมืองไทย 2 ครั้ง 3 ครั้ง รู้จักพัทยา รู้จักเชียงใหม่ รู้จักกรุงเทพฯ แน่ๆ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นสถานภาพของประเทศ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าว
ประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ร้อยละ 1.1-1.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศ และหากวันใดที่ขึ้นไปถึงร้อยละ 2 ของ GDP ก็จะเทียบเท่ากับงบด้านดังกล่าวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งหากย้อนไปประมาณ 8 ปีก่อน งบประมาณ R&D ของไทย อยู่ที่เพียงร้อยละ 0.3-0.4 ของ GDP เท่านั้น และหากยังไปในทิศทางนี้ คาดว่าอีก 8 ปีข้างหน้า คงขึ้นไปถึงร้อยละ 2 ของ GDP ได้
ความน่าสนใจคือ “สัดส่วนงบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาของไทย ส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน” โดยสัดส่วนอยู่ที่เอกชน ร้อยละ 80และภาครัฐอีกร้อยละ 20 ดังนั้นหมายความว่า “แม้ประเทศไทยยังไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ธุรกิจในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยมีลักษณะเหมือนกับธุรกิจในประเทศพัฒนาแล้ว” ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวง อว. มีความตกลงร่วมมือกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ใน 4 เรื่องประกอบด้วย 1.เนื้อสัตว์เทียม 2.อายุวัฒนะ 3.ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ และ 4.เกษตรแม่นยำ
“นักวิทยาศาสตร์เก่งจากด้าน Supply (การจัดหา) มา เก่งจากด้านวิชาการมา แต่ว่าในสมัยนี้วิทยาศาสตร์มันต้องไปเจอกับด้าน Demand (ความต้องการ) เราไม่ควรที่จะทำวิทยาศาสตร์เพื่อความเจริญของวิทยาศาสตร์เท่านั้น เราจะทำอย่างให้วิทยาศาสตร์ไปรับใช้ภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจใหญ่ กลาง เล็ก ตอนนี้ 4 เรื่องนี้ CP จะทำวิจัยร่วมกับเรา”ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ระบุ
นอกจากการสนับสนุนเศรษฐกิจที่มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานแล้ว กระทรวงอว. ยังมีอีกบทบาทหนึ่งคือ “ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งในช่วง 2 ปี ล่าสุด อว. ส่งเสริมการทำวิจัยเรื่อง “สุวรรณภูมิ” ว่าด้วยดินแดนที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศไทย มีประวัติศาสตร์อารยธรรมย้อนไปได้ 2,500-3,000 ปี โดยพบหลักฐานเป็นงานศิลปหัตถกรรมถูกส่งออกไปยังจีนและอินเดีย รวมถึงยังพบเหรียญจากอาณาจักรโรมัน
ซึ่งการวิจัยเรื่องสุวรรณภูมิอย่างต่อเนื่องจะเสริมศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ว่าด้วยประวัติศาสตร์ไทยจาก 700 ปี ให้ย้อนกลับไปได้อีกเป็นหลักพันปี เคียงคู่กับอารยธรรมเก่าแก่อื่นๆ ของโลก เช่น กรีก โรมัน เปอร์เซีย โดยคาดว่าจะได้เห็นผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ในเร็วๆ นี้ อนึ่ง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ที่ออกมา ทำให้ อว. มีเครื่องมือมากมายในการทำงาน และทำให้เกิดการปฏิรูปได้เกือบทั้งหมด
“เวลานี้ที่กระทรวง อว. มีหลักสูตรอะไร อยากทำหลักสูตรอะไรแล้วมันติดขัดกับกฎระเบียบอะไรที่เคยมี ทำเรื่องมาถึงผมผมยกเว้นให้ได้หมด เพราะฉะนั้นต่อไปนี้จะมาบ่นว่ากระทรวงเขาช้า กระทรวงไม่ให้ทำอะไร จะพูดอย่างนี้ไม่ได้แล้ว ไปคิดมาเลยหลักสูตร เรียน 2 ปีก็ได้ 3 ปีก็ได้ จะเรียน 5 ปีก็ได้ขอให้มีเหตุผล เรายินดีทำให้ทั้งนั้น นี่ก็เป็น อว. ที่ใช้เวลา 3 ปี มาจนถึงขนาดนี้ได้” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวในตอนท้าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี