วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ตำรวจชุด ศปอส.ตร.ทลายกลุ่มสตาร์ทอัพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์เมืองไทย พบพฤติการณ์เคยทำงานในต่างแดน แอบจิ๊กโพยสคริปต์ตุ๋นเหยื่อจากบอสชาวจีน อ้างไม่อยากรับเงินแค่ 3% ทั้งที่เคยหลอกเหยื่อได้นับร้อยล้านบาทกลับมารวมหัวก่อเหตุในไทยหวังขยายกิจการ โดยทำเป็นเจ้าแรก แต่ทำได้แค่ 2 เดือนก็ถูกรวบ
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.มือปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้วิเคราะห์ข้อมูลพบแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มใหม่เกิดขึ้นในข้อมูลระบบการรับแจ้งความออนไลน์ โดยชักชวนให้ลงทุนและทำภารกิจภายใต้บริษัทปลอมที่ใช้ชื่อว่า E-SHIPING.SHOP ทาง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.ในฐานะหัวหน้าชุด ศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5 สืบสวนติดตามจนทราบว่าแก๊งดังกล่าวอยู่ในประเทศไทย ซึ่งปกติจะอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน และทราบสถานที่ตั้ง ก่อนจะนำกำลังบุกทลาย ภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านถนนแพรกษา ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
ทั้งนี้ จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบตัวนายสุพรพงษ์ น.ส.คณิณัช น.ส.สิริธร และ น.ส.ทิพวรรณ รวม 4 คน พร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์ 3 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 9 เครื่อง บัญชีธนาคาร 5 เล่ม และซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ 38 ซิม ส่วนการตรวจสอบข้อมูลทั้งในโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ ทำให้ทราบว่าทั้ง 4 ได้ร่วมกันหลอกลวงโดยมีแผนประทุษกรรม คือจะสร้างเฟซบุ๊กปลอม (อวตาร) โดยใช้ภาพโปรไฟล์เป็นสาวสวยแล้วชักชวนมาลงทุน เมื่อเหยื่อสนใจ จะเชิญเข้า “กลุ่มไลน์” โดยอ้างว่าเป็นบริษัทที่ชื่อว่า E-SHIPING.SHOP ซึ่งแท้จริงเป็นบริษัทที่ไม่มีอยู่จริง จากนั้นจะให้คุยกับ อ.กอล์ฟ ซึ่งเป็นตัวตนปลอมที่อุปโลกน์ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน หลอกเสนอขายแผนโปรแกรม หลายแบบ เช่น การท่องเที่ยว การแต่งงาน แล้วหลอกให้โอนเงินร่วมลงทุนตามแผนงานต่างๆ เหล่านั้น เหมือนเป็นการหลอกให้ทำภารกิจโดยอ้างว่าเมื่อเหยื่อโอนเงินมาแล้วทำภารกิจเสร็จจะได้เงินคืนในจำนวนมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ดี ภายในกลุ่มไลน์ดังกล่าวจะมีเหยื่ออยู่ในกลุ่มเพียงคนเดียว ที่เหลือจะเป็นหน้าม้าทั้งหมด โดยจะให้หน้าม้าแสร้งส่งภาพสลิปการโอนเงิน ทำทีว่าได้รับเงินจริง แต่แท้จริงเป็นสลิปโอนเงินปลอม ซึ่งเมื่อเหยื่อเห็นว่าคนในกลุ่มได้รับเงินโอนจริง ก็จะเกิดความโลภและยอมโอนเงินลงทุนในที่สุด และเมื่อเหยื่อโอนเงินแล้วจะทำทีแสดงข้อมูลในโปรแกรมโชว์ยอดรายได้ให้เหยื่อเห็น แต่เหยื่อต้องการถอนเงินก็จะไม่สามารถถอนได้ โดยจะอ้างว่าเหยื่อทำผิดวิธีและจะชักชวนให้ลงทุนเพิ่มไปเรื่อยๆ
จากการตรวจสอบพบว่ารูปแบบการหลอกลวงดังกล่าว หรือการวางระบบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ได้ถอดแบบมาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แต่กลุ่มนี้สามารถรวบรัดระบบต่างๆ ไว้ในห้องๆ เดียว ด้วยคอมพิวเตอร์เพียง 3 เครื่อง และใช้คนจัดการเพียง 4 คน ซึ่งมีทั้งการทำระบบหลังบ้าน ระบบการแบ่งห้องไลน์สนทนา ระบบแถว 1 ที่การชักชวนเหยื่อ การปลอมสลิป และอีกหลายขั้นตอน ซึ่งบ่งบอกถึงประสบการณ์และความเข้าใจในการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ภายหลังการตรวจค้นจับกุม ทางเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายสุพรพงษ์ ตามหมายจับศาลนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี รับไว้ดำเนินคดี ส่วนอีก 3 คน ได้คุมตัวมาสอบปากคำที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ
น.ส.คณิณัช หนึ่งในผู้ต้องหา ให้การว่า เคยเป็นพนักงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา จนมีความชำนาญ มีความรู้ระดับอาจารย์ แต่ละเดือนสามารถทำยอดเงินได้เดือนละนับ 100 ล้านบาท ยอมรับว่าตนเองคนเดียวสามารถทำงานได้เหมือนคน 6 คน ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็เกิดความรู้สึกว่า ทำไมจะต้องทำไปเพื่อรับเงินที่เป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากบอสชาวจีน แค่ 3% จึงเกิดความโลภคิดอยากจะทำเองเพื่อจะได้รับเงินเต็มๆ โดยระหว่างที่ทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา ได้แอบเก็บข้อมูล รูปแบบ สคริปต์ต่างๆ ของชาวจีน และเลือกรูปแบบที่คิดว่าสมบูรณ์แบบติดตัวไว้ ก่อนจะเดินทางกลับมายังประเทศไทยเมื่อประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมา
น.ส.คณิณัช ให้การต่อว่า จากนั้นก็ได้เริ่มทำในประเทศไทยโดยจ้างให้โปรแกรมเมอร์คนไทยที่อยู่ในประเทศกัมพูชา เขียนโปรแกรมให้ ในราคา 60,000 บาท แล้วจึงร่วมกับพวกอีก 3 คน ลงมือทำด้วยกัน โดยส่วนแบ่งรายได้ที่ได้จากการหลอกลวง ตนจะได้รับ 30% นายสุพรพงษ์ ได้รับ 30% น.ส.สิริธร จะได้ 20% และ น.ส.ทิพวรรณ จะได้ 20% โดยหวังว่าตนจะเป็นผู้ก่อตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของคนไทยเจ้าแรก และจะเป็นสตาร์ทอัพ ขยายกิจการในประเทศไทย แต่ทำได้เพียง 2 เดือนก็มาถูกจับกุมเสียก่อน
สำหรับการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัวผู้เสียหาย ก่อนจะมีการแจ้งความเพื่อเอาผิดในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนต่อไป
ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้มีความน่ากลัว เพราะทั้ง 4 ถือเป็นต้นเชื้อ เป็นระดับหัวกะทิ ที่ได้นำความรู้ความสามารถจากการเป็นพนักงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน กลับมาตั้งต้นทำในประเทศไทย ซึ่งเราจะขยายผลจนถึงที่สุด ส่วนปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการ ตัดไฟแต่ต้นลมที่เกิดมาจากการวางรากฐาน วางระบบไว้อย่างดีของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.และเป็นหัวเรือใหญ่ในการทำสงครามกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นเวลาหลายปี จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากแก๊งดังกล่าว แจ้งข้อมูลที่สายด่วน 1441 ตำรวจไซเบอร์ หรือที่ ศปอส.ตร.หมายเลขโทรศัพท์ 081-8663000 หรือผู้เสียหายสามารถแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.com และขอเตือนประชาชนที่ว่างงานอยู่และกำลังตัดสินใจไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน ขอให้ทราบว่าส่วนใหญ่จะไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเมื่อใดที่ไปร่วมแก๊งแล้ว คุณก็จะกลับประเทศมาเยี่ยงอาชญากร มิใช่เหยื่อ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี