วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
ชุดจู่โจมบุกชาร์จ“สารวัตรคลั่ง”โยนระเบิดควัน ยิงปะทะเสียงปืนดังสนั่น ก่อนรวบตัว นำไปส่งรพ.รักษาอาการบาดเจ็บทันทีรวมเวลาตั้งแต่ต้นจนจบ 28 ชั่วโมง ผบ.ตร.เผยพิจารณา ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ลั่น
“ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่เหมาะเป็นตำรวจ” ล่าสุดเผย”สารวัตรคลั่ง”อาการสาหัส มีเลือดออกในช่องท้อง อยู่ระหว่างรักษาห้องฉุกเฉิน ด้าน ผบก.น.2 เตรียมรวบรวมหลักฐานพิจารณาดำเนินคดี
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี พ.ต.ท.กิตติกานต์ หรือ สารวัตรกานต์ (สงวนนามสกุล) ตำแหน่ง สารวัตร สังกัดศูนย์พัฒนาด้านการข่าว บช.สันติบาล เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ยิงปืนภายในบ้านพักย่านสายไหมตั้งแต่ 09.00น.วันที่ 14 มีนาคม ที่ผ่านมาโดยในช่วงค่ำได้มีการยิงแก๊สน้ำตาและมีการเจรจากับสารวัตร แต่ก็ยังไม่เป็นผล โดยตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงปิดล้อมพื้นที่ และใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อมต่อเนื่อง สลับการร้องเพลงเพื่อให้ผู้ก่อเหตุมีอารมณ์เย็นลง
ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการจ.นราธิวาส ถึงกรณีเหตุการณ์ตำรวจคลุ้มคลั่ง ใช้อาวุธปืนยิงกราดในบริเวณบ้านพักย่านสายไหม กทม.ว่า ติดตามแล้วครับ ตำรวจก็ติดตามอยู่
ต่อมา เวลาประมาณ 10.30 น.พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ และแพทย์ได้เข้าไปเจรจา เป็นภาษาเหนือกับสารวัตรกานต์ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่เป็นผล
จากนั้น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่าจากการพูดคุยกับสารวัตร มีลักษณะอ่อนลง แต่ยังไม่ปลดอาวุธและบางช่วงพร้อมต่อสู้กลับ โดยผู้ก่อเหตุมีความเชื่อเรื่องพระเจ้าและซาตาน มีนักจิตวิทยาเข้าไปพูดคุยด้วยแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายแล้วเจ้าหน้าที่ต้องกลับออกมาประเมินสถานการณ์ ได้ปฏิบัติการเจรจาควบคู่ยุทธวิธี ขอเวลาให้ทางตำรวจทำงาน ไม่อยากให้มีการสูญเสียแต่ถ้าจำเป็นก็ต้องดำเนินการ ถือว่าตอนนี้ควบคุมพื้นที่ได้ ผู้ก่อเหตุมีความรู้ยุทธวิธี เคยผ่านการฝึกสยบไพรีพินาศมา
“เมื่อสักครู่ได้พูดคุยเหมือนจะรู้เรื่องแต่ไม่รู้เรื่อง เหมือนจะยอมแต่ไม่ยอม ดังนั้นจะทำให้เร็วที่สุด ขอโทษประชาชนที่ได้รับผลกระทบ บ้านเรือนเสียหายจะชดใช้ต่อไป ตอนนี้เริ่มคุยกันเหมือนจะรู้เรื่องแต่ไม่รู้เรื่อง แพทย์หนักใจ อาจต้องได้รับการฉีดยาถ้าจำเป็น ขอเวลาตำรวจอีกสักระยะ จะทำให้ดีที่สุด ถ้าจำเป็น ก็ต้องดำเนินการให้ดีที่สุด ผมให้กรรมการสันติบาล พิจารณาให้ออกราชการไว้ก่อน ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่เหมาะสมเป็นตำรวจ ให้ออกราชการ” ผบ.ตร.กล่าว
ต่อมาเวลาประมาณ 12.13 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตัดสินใจลงมือปฏิบัติการจู่โจม มีการโยนระเบิดควันแล้วมีเสียงปืนปะทะ ตรงบริเวณบ้านพักของสารวัตรกานต์ แล้ว ได้ยินเสียงปืนประมาณ 5-6 นัด แล้วได้ยินเสียงปืนอีก 10 นัด ก่อนตำรวจตัดสินใจบุกเข้าไปชาร์จตัวถึงในบ้านพัก ถูกจับกุมตัวได้แล้ว
จากการปฏิบัติการจู่โจมตัวครั้งนี้ มีรายงานว่าสารวัตรกานต์ได้รับบาดเจ็บและนำตัวส่งโรงพยาบาลภูมิพลแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งได้เข้าเคลียร์พื้นที่ภายในบ้าน โดยใช้เวลาปฏิบัติการสยบสารวัตรคลั่ง เกือบ 28 ชั่วโมง
ต่อมา พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) ได้เดินทางมาตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุหลังจากสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว โดยเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บ 2-3 แห่ง ขณะนี้สัญญาณชีพจรยังไม่คงที่ แพทย์ยังอยู่ระหว่างการรักษา ในห้องฉุกเฉิน ซึ่งแพทย์ประเมินอาการว่าอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากอาการสาหัส มีเลือดออกในช่องท้อง
สำหรับการตัดสินใจบุกเข้าจับกุมตัว เนื่องจากผู้บัญชาการระดับสูงและหน่วยแพทย์ได้ประเมินสถานการณ์และสภาวะจิตใจของผู้ก่อเหตุแล้ว พบว่าค่อนข้างเบี่ยงเบน ไม่ตอบสนองกับการเจรจาขอให้มอบตัว เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อบุคคลภายนอก จึงตัดสินใจควบคุมตัวโดยอาศัยจังหวะที่ผู้ก่อเหตุไม่ระวังตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้เริ่มจากการล้อมเจรจาและใช้แก๊สน้ำตาสองครั้ง ทุกครั้งผู้ก่อเหตุได้ยิงสวนกลับมา จนช่วงเช้าวันนี้มีเจ้าหน้าที่ถูกยิงเข้าที่หมวกนิรภัย เป็นหนึ่งในองค์ประกอบการตัดสินใจเข้าปฎิบัติการครั้งนี้
ส่วนการเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุนั้น เพื่อเก็บวัตถุพยาน พิสูจน์ปลอกกระสุน จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบอาวุธปืนลูกโม่หนึ่งกระบอกบริเวณชั้น 2 ของบ้าน แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นปืนของทางราชการหรือไม่ ส่วนอีกกระบอกหนึ่งนั้นยังหาไม่พบ ส่วนอุปกรณ์ยาเสพติดยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นของผู้ก่อเหตุจริงหรือไม่ ขณะเดียวกันได้กำชับพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานให้ตรวจสอบบ้านในบริเวณเดียวกันที่ได้รับความเสียหาย และอาจขอให้เป็นพยาน เพื่อไปเป็นข้อมูลสำหรับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
พล.ต.ต.อรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับถึงข้อสงสัยที่ตำรวจชั้นสัญญาบัตรสามารถเก็บเครื่องกระสุนไว้ที่บ้านพักส่วนตัวได้มากขนาดไหนนั้น โดยทั่วไปจะได้รับอนุญาตตามประเภทอาวุธปืนที่ครอบครอง แต่สำหรับกรณีของสารวัตรผู้ก่อเหตุรายนี้ยังต้องขอตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน
ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์สงบลง เวลาประมาณ 14.00 น.เจ้าหน้าที่หน่วยเก็ยกู้วัตถุระเบิดหรือ EOD ได้เข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเริ่มมีประชาชนบางส่วนทยอยเดินทางกลับเข้าพื้นที่ ขณะที่หน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ ทยอยพาประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่กลับบ้านโดยนำกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุกลับเข้ามาเป็นกลุ่มแรก ๆ ส่วนกลุ่มอื่นจะเริ่มทยอยมาในช่วงเย็นเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวได้สรุปเหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งแต่เริ่มต้นว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม เวลา 11.00 น. ตำรวจรับแจ้งเกิดเหตุ ชายคลุ้มคลั่ง ก่อเหตุกราดยิงที่บริเวณ บ้านมั่นคง แยกซอยสายไหม 46 แขวงและเขตสายไหม กทม. ซึ่งเพื่อนผู้ก่อเหตุให้ข้อมูลว่า สารวัตรกานต์ มีอาการป่วยทางจิต แล้วโทรศัพท์ให้มารับ แต่เมื่อมาถึงหน้าบ้าน เขาก็มีอาการคลุ้มคลั่ง และยิงปืนออกมาจากภายในบ้านเป็นระยะ เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมและเจรจา รวมทั้งมีการนำอดีตผู้บังคับบัญชา บุตรชายผู้ก่อเหตุเข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ยให้มอบตัว แต่ไม่เป็นผล
ปฏิบัติการครั้งนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. เดินทางมาเพื่อควบคุมสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมสั่งห้ามใช้ความรุนแรง เพราะ สารวัตรกานต์ ป่วยทางจิต ต้องบำบัด
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ใช้ความพยายามอย่างยาวนาน ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถเข้าควบคุมตัวสารวัตรกานต์เอาไว้ได้ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 28 ชั่วโมง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี