วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ก้าวเดินต่อไป ค่ายต้นกล้าตุลาการ อบรมกฎหมายบ่มเพาะคุณธรรม มุ่งค้นพบตัวเอง พัฒนาเยาวชนสร้างรากเเก้วสู่สังคมไทย
ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณีเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ค่ายต้นกล้าตุลาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2566 รุ่นที่ 11 พร้อมทั้งให้โอวาทแก่คณะเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 126 คน โดยใช้เวลาอบรม 6 วัน ในการเรียนรู้หาคำตอบของชีวิตถึงเส้นทางในอนาคตจะมุ่งไปทางใด เหมาะกับการเป็นนักกฏหมายหรือไม่ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญสานอาชีพในสายกฎหมาย ทั้งผู้ช่วยผู้พิพากษาจนถึงระดับผู้ใหญ่เช่น นางเมทินี ชโลธร อดีตประธานศาลฎีกา นางอโนชา ชีวิตโสภณ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา อัยการ นักการสื่อสาร เเละผู้เชี่ยวชาญด้านบริหาร มาร่วมบรรยายให้ความรู้ระหว่างวันที่ 23 – 28 เม.ย. ที่ผ่านมา เเละมีนายอำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีปิดโครงการ เมื่อวันที่ 28 เม.ย.
ด้านนาย สุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลเยาวชนเเละครอบครัวจังหวัดจันทบุรี ในฐานะประธานค่ายอบรมต้นกล้าตุลาการรุ่นที่ 11 เปิดเผยว่า น้องๆทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สนใจเรียนรู้อย่างดีมากตามกำหนดการและรูปแบบที่เราวางเอาไว้ ทั้งในส่วนของวิชาการและกิจกรรม ปีนี้อาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ๆบางอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถและกระบวนการรับรู้ของน้องๆ ทางค่ายก็จะมีการพัฒนาตามน้องๆ ที่เข้าร่วมค่าย เพราะในแต่ละปี เยาวชนจะมีพัฒนา การเปลี่ยนแปลงไป น้องเยาวชนเมื่อ 10 ปีที่ แล้วพอสมควร ให้เข้ากับเยาวชนในแต่ละยุคสมัยในทุกๆปี อย่างไรดีตามรูปแบบของค่ายในส่วนของโครงสร้างจะคล้ายกับของเดิมในเรื่องของการใส่ใจ การให้ความสำคัญในทุกๆรายละเอียดเเละการให้ความจริงใจกับน้องๆสิ่งเหล่านี้จะเหมือนเดิมทุกรุ่น แต่ในเเง่เของนื้อหาวิชาการ และรูปแบบการบรรยายหรือการนำเสนอจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดตั้งเเต่รุ่น1ถึงปัจจุบัน เราอาจจะลด ในเรื่องของชั่วโมงการบรรยายที่เป็นการนั่งฟัง โดยจะเพิ่มการให้น้องๆมีส่วนร่วม เเละใช้รูปแบบการบรรยายที่มีการผสมผสานหลายรูปแบบมากขึ้น อย่างเช่นการนำรูปแบบโปรแกรมต่างๆมาใช้ในการอบรม หรือนำการถามตอบข้อกฎหมายมาเป็นตัวนำในการอธิบายข้อกฎหมาย และมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติเพื่อระดมความคิดและนำเสนอความคิดเห็น มากขึ้น รูปแบบเหล่านี้เราปรับเปลี่ยน เพราะเรารู้สึกว่าเยาวชนในปัจจุบันกล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะคิด ในเมื่อเขากล้าแล้วเราก็เปิดเวทีให้ ในขณะเดียวกัน พี่ๆก็เปิดใจรับฟังความคิดเห็นเหล่านั้นจากน้อง ๆ และอาจเสริมความคิดเพิ่มเติมไปบ้างเพื่อแลกเปลี่ยนกัน กลายเป็นพี่กับน้องต่างเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งน้องๆและพี่ๆจึงมีโอกาสเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันโดย ได้ผลตอบรับจากน้องๆผ่านตัววิทยากรที่มาบรรยาย ว่าเด็กบางคนมีคำตอบแล้วว่าจะเดินทางไหน หรือเส้นทางชีวิตจะเป็นไปในทิศทางใด เขาจะเริ่มเห็นว่าการเรียนกฎหมายมันใช่เส้นทางของเขาจริงหรือไม่ ตรงนี้มันอาจจะเป็นการตอกย้ำความคิดหรือเปลี่ยนความคิดก็ได้ เท่าที่เห็นวันนี้เขาเริ่มมีทิศทางแล้ว
รุ่นพี่ตั้งเเต่รุ่น 10 ไปตอนนี้ก็อยู่ในระดับมหาวิทยาลัยพอดี เราก็เชิญเข้ามามีส่วนร่วมมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับรุ่นน้องมาเป็นบุคลากรคอยแนะนำในการเรียน ปีนี้เราได้พี่เลี้ยงรุ่นพี่ซึ่งมาจากหลายรุ่น ส่วนใหญ่เป็นรุ่น 8-10 ซึ่งบางคนพึ่งจบพอดี หรือเรียนอยู่ระดับมหาวิทยาลัยจาก หลายสถาบัน เช่น จุฬาฯ,ธรรมศาสตร์ เกษตร แม่ฟ้าหลวง ขอนแก่น รามคำแหง ฯ พี่เลี้ยงเหล่านี้เป็นตัวเชื่อมที่ทำให้รุ่นไม่ขาดตอน ในช่วงเวลาที่ชะลอค่ายก็มีการติดต่อกันทางออนไลน์มากขึ้น อย่างเช่นน้องโพสต์ภาพของทีมสีในค่าย รุ่นพี่ก็จะเข้ามากดไลท์ กดแชร์ มีส่วนร่วมกันมากขึ้นเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์จากรุ่นสู่รุ่น และเขาก็จะมีความผูกพันกันระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องต้นกล้าตุลาการ อย่างรุ่น 11 ปีนี้ก็จะเจอรุ่นพี่ตั้งแต่รุ่น 1- 10 ที่เข้ามาหาและรุ่นพี่เหล่านี้ปัจจุบันเขาเติบโตไปสายงานวิชาชีพอื่นๆ บางคนอาจจะไม่ได้มาร่วมค่ายก็ส่งมาเป็นคลิปทักทายน้องๆเราใช้โซเชียลมากขึ้นให้ระยะห่างมันแคบลง
ในส่วนผลผลิตที่เกิดขึ้นได้เข้ามาเป็น ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เราก็มีความภาคภูมิใจ ว่าน้องๆก็เข้าสู่กระบวนการเป็นนักกฎหมายที่ดี ไม่ว่าจะไปอยู่ในวิชาชีพกฎหมายสาขาไหน เขาก็จะเป็นนักกฎหมายที่ดีขององค์กรนั้นๆ
“รุ่นที่ 11 เราก็มีเจตนารมณ์เหมือนเดิม คือให้น้องได้ค้นพบตัวเอง และเรายังยืนยันว่าไม่มีอาชีพใดดีที่สุดในโลกใบนี้ เขาต้องค้นหาด้วยตัวเอง หาอาชีพที่เขาชอบและอาชีพที่เขารัก อาชีพที่ใช่และเมื่อเจอแล้ว ถึงจะเป็นอาชีพที่ดีที่สุดในโลกของเขาเอง เรายังยืนยันเจตนารมณ์นี้เหมือนเดิม และเราก็ยืนยันว่าเราภาคภูมิใจกับอาชีพน้องๆไม่ว่าจะเป็นประกอบอาชีพที่สุจริตอะไร อันนี้ค่ายภาคภูมิใจอยู่แล้ว ส่วนน้องๆที่เข้ามาสู่ครอบครัวของศาลยุติธรรมหรือในองค์กรของศาลยุติธรรมอันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่ในองค์กรชื่นใจเหมือนกันว่าเป็นผลผลิตที่มาจากค่ายที่ก็อดไม่ได้ที่ผู้ใหญ่ในองค์กรจะมีความรู้สึกภาคภูมิใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ภูมิใจในน้องๆที่ไปเติบโตในสายอาชีพอื่นๆ”
ส่วนความต่อเนื่องของโครงการนั้นเท่าที่ได้สัมผัสและทราบจากผู้ใหญ่ในองค์กร โดยเฉพาะบอร์ดบริหาร คือกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ยังให้การสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณ และยังคงเห็นว่าค่ายนี้เป็นโครงการที่ดีของศาลยุติธรรม ที่จะทำให้ศาลยุติธรรมเข้าไปใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนมากขึ้น
ประธานค่าย ยังฝากถึงรุ่น11 ทิ้งท้ายว่า “พี่ไม่ได้คาดหวังว่าน้องๆจะต้องเติบโตและประกอบอาชีพอะไร แต่คาดหวังว่าน้องๆจะต้องเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากค่ายต้นกล้าตุลาการรุ่นที่ 11 ให้มากที่สุดและเป็นประโยชน์กับตัวเอง หวังว่าค่ายจะจุดประกายความฝันให้กับน้องๆ หรือเป็นค่ายที่ทำให้น้องๆค้นพบตัวเองได้ เป็นค่ายที่ทำให้น้องๆได้รู้จักเพื่อนๆที่ดี มีเครือข่ายที่ดีในการช่วยเหลือกันเมื่อเติบโตไปแล้วขอให้น้องๆได้มีโอกาสช่วยเหลือสังคมต่อไป นำความคิด นำอุดมการ นำเจตนารมณ์ที่ดีของต้นกล้าตุลาการไปเผยแพร่ให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆของตนเอง เพื่อที่จะได้ขยายวิธีคิดในรูปแบบของเราให้สังคมได้มีส่วนในการช่วยเหลือกันและกัน อย่างน้อยที่สุดเมื่อน้องๆเติบโตขึ้นไปก็จะไปเป็นต้นกล้าที่ดีของประเทศชาติ ไปเป็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างสวยงามและงดงามของแผ่นดินไทยต่อไป”
นายนราพงค์ พวงไทย หรือเเก๊ป ผู้ช่วยผู้พิพากษา รุ่นที่ 76 สนามใหญ่ เเละเคยอบรมต้นกล้าตุลาการรุ่นที่ 3 ได้เปิดเผยความรู้สึกหลังเข้ามาบรรยาย ว่า ตอนมัธยมปลายตนตั้งใจเรียนสายกฎหมายอยู่แล้ว เพราะว่าอยากจะรู้สิทธิและหน้าที่ของการเป็นเด็กและเยาวชนก็เลยมาอบรมค่ายนี้ สิ่งที่เราได้รับก็คือได้มาเจอกับพี่ๆผู้พิพากษาหลายคนก็มาแนะนำเรา ชี้แนะเส้นทางด้านกฎหมายทำให้เราเกิดความชอบในการประกอบอาชีพผู้พิพากษา เพราะเรารู้สึกว่าอาชีพผู้พิพากษาสามารถช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมกับผู้คนได้ และเราสามารถสอบเข้ามาทำงานในตำแหน่งได้ด้วยความสามารถของตนเอง ตั้งแต่นั้นที่อบรมต้นกล้าตุลาการรุ่นที่ 3 ก็ตั้งใจที่จะเป็นผู้พิพากษาเลยนับตั้งแต่ตอนนั้น โดยในมุมมองในฐานะรุ่น3 จนมารุ่นปัจจุบัน รู้สึกว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ให้โอกาสเด็กๆ เป็นโครงการที่เอาเด็กทุกคนทั่วประเทศไม่จำกัดฐานะ ไม่จำกัดว่าคุณจะเป็นใครที่ไหน เราให้โอกาสเด็กที่มีความสามารถเรียนรู้ สิทธิ์หน้าที่ของเด็กในกระบวนการยุติธรรมเรียนรู้ว่าเส้นทางนี้มีอะไรบ้าง ค่ายนี้ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดหรืออาชีพที่ดีที่สุดคือผู้พิพากษา แต่ค่ายนี้จะบอกให้เห็นว่าเส้นทางแต่ละทางเป็นอย่างไรมีข้อดีข้อเสียอย่างไร พูดคุยพบปะและเจอกับผู้ที่มีประสบการณ์ด้านนั้นโดยตรง
นายวงศพัทธ์ เเสงปุตตะ หรือซัน ผู้ช่วยผู้พิพากษา รุ่นที่ 76 สนามใหญ่ เเละเคยอบรมต้นกล้าตุลาการรุ่นที่ 2 เล่าว่าสมัยมาค่ายนี้อยู่ชั้น ม.5 ตอนสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาได้อายุ 26 ปี ก่อนหน้าที่จะมาค่ายนี้ตนมีความตั้งใจที่จะเรียนนิติศาสตร์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ด้วยความที่จะมีคุณพ่อเป็นอัยการ มีความสนใจทางด้านกฎหมาย เลยเลือกที่จะมาค่ายนี้ การมาค่ายนี้ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำตัวเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการเรียนกฎหมายน่าจะเหมาะกับเราที่สุดแล้ว และเราก็ชอบในด้านนี้ด้วย ทำให้เราได้เห็นถึงหลักและอาชีพของสาขานักกฏหมายไม่ว่าจะเป็นอัยการผู้พิพากษาหรือทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมาย ค่ายเเห่งนี้ทำให้ได้พบเจอกับเพื่อนในต่างจังหวัดและหลายๆพื้นที่ ทุกวันนี้ยังคุยกับเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มด้วยกันอยู่ แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำงานทั้งสายกฎหมายและไม่ได้อยู่ในสายกฎหมาย
“หลักๆ ของค่ายก็ยังคงเดิมด้วยความที่มีพี่กุ้งเป็นผู้บริหารมาตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันและส่วนรายละเอียดปีกย่อยก็มีความต่างไปจากที่ผมเคยมาโดยรวมว่าดีขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะมาก เนื้อหาทางกฎหมายมีการอัพเดทข้อมูลกฎหมายกับน้องๆอยู่ตลอด”นายวงศพัทธ์กล่าวตอนท้าย.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี