วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ในประเทศ
‘พัฒนาเมือง’ไม่ทิ้ง‘ฐานราก’โจทย์ใหญ่  ‘แผงลอย’อาชีพรายย่อย-ห่วงโซ่เศรษฐกิจ

‘พัฒนาเมือง’ไม่ทิ้ง‘ฐานราก’โจทย์ใหญ่ ‘แผงลอย’อาชีพรายย่อย-ห่วงโซ่เศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.52 น.
Tag : ฐานราก แผงลอย พัฒนาเมือง ห่วงโซ่เศรษฐกิจ อาชีพรายย่อย
  •  

การย้ายผู้ค้าแผงลอยออกจากถนนสีลมที่เริ่มในเดือนธันวาคม 2565 และข่าวการย้ายผู้ค้าบริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ในเดือนมิถุนายน 2566 เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นย่านสร้างสรรค์ มีกิจกรรม วิถีชีวิต และส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงนโยบายพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่เยาวราช พาหุรัด บ้านหม้อ เป็นสถานการณ์ที่ยืนยันถึงกระแสการพัฒนาด้านกายภาพของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งจะส่งผลถึงการประกอบอาชีพของผู้ค้าแผงลอย (ตามข่าวระบุว่าที่คลองผดุงฯ มี 700 คน) ไม่นับผู้ประกอบอาชีพในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกัน

การย้ายผู้ค้าเพื่อเป้าหมาย “พัฒนา” ซึ่งมักมากับ “ความทันสมัย” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ เมื่อโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผู้คนมีรสนิยมการใช้ชีวิตเพื่อความทันสมัย การใช้พื้นที่ย่อมเป็นไปเพื่อผลตอบแทนที่ให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงนันทนาการ ในนามของ “พื้นที่สร้างสรรค์” การรื้อย้ายการค้าริมทางซึ่งเป็นวิสาหกิจรายย่อย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่า (แต่ไม่ได้หมายความว่ามีคุณค่าน้อยกว่า) จึงเป็นแนวทางที่ถูกเลือกเสมอ


“การรื้อย้ายนี้คงจะไม่น่าสะพรึง หากมีการเตรียมพื้นที่ใหม่สำหรับผู้ค้า มีสาธารณูปโภครองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งเตรียมการผู้ค้าสำหรับการปรับตัวในพื้นที่ใหม่ ทั้งในด้านทุน และการประกอบการ(เราจะยังไม่กล่าวถึงผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรม โลกทัศน์ ชีวทัศน์ของผู้คน และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ จากการ “พัฒนา” พื้นที่)”

ในกรณีของสีลม ทางออกที่กรุงเทพมหานครเสนอให้ผู้ค้าคือ(1) เจรจาหาพื้นที่เอกชน (บริเวณถนนพัฒน์พงษ์) โดยเจ้าของพื้นที่ลดค่าเช่าเป็น 150 บาทต่อวันในช่วงสองเดือนแรก หลังจากนั้นคิดค่าเช่าปกติวันละ 500 บาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ (2) ให้ย้ายไปขายในพื้นที่ถนนคอนแวนต์ (ซึ่งมีผู้ค้าอยู่แล้ว) และ หน้าวัดแขกสีลม (ซึ่งมีข้อมูลว่าไม่มีคนเดิน) ผู้ค้าสีลมบางส่วนออกจากพื้นที่ไปแล้ว บางส่วนยังปักหลักขายอยู่ จำนวนที่น้อยลงของผู้ค้าและสินค้าไม่เป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน ในขณะที่บนถนนเส้นเดียวกันมีศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น

ในกระบวนการจัดการพื้นที่ในนามของการพัฒนา “จำเลย” ของสังคมคือผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ที่ถูกมองว่าเอาเปรียบสังคมมานาน ทั้งยังทำให้เมืองไม่เป็นระเบียบ ไม่ทันสมัย ที่สำคัญทางเท้าควรมีไว้เพื่อสัญจรเท่านั้น ประเด็น “การจัดการ” อันเป็นที่มาของสารพัดปัญหา ไม่ได้ถูกกล่าวถึง “ทัศนะ ต่อกรณีนี้อาจพิจารณาได้หลายมุม” โดย“มุมมองแรก” คือ ผู้ค้าได้มีโอกาสใช้พื้นที่สาธารณะมาเป็นเวลานานแล้ว

“มุมมองที่สอง” คือ เป็นอาชีพที่เขาทำมานาน ทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวหากจะขับไล่ให้เขาไปขายในพื้นที่อื่นก็ควรต้องคิดถึงความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้ในพื้นที่ใหม่ หรือหากจะให้เขาเปลี่ยนอาชีพ น่าจะต้องให้เวลาในการเตรียมการ (ลองนึกเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นดู ถามตัวเองก็ได้ ถ้าต้องเปลี่ยนอาชีพ ต้องใช้เวลาเตรียมตัว ปรับตัวนานเท่าไร)

“มุมมองที่สาม” คือ ถนนมีไว้ให้คนเดิน ไม่ใช่ค้าขาย มุมมองนี้อาจปรับได้หากมองในมิติการใช้ประโยชน์ผสมผสานซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด หากพื้นที่สามารถตอบโจทย์ได้มากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์อย่างเหมาะสม หัวใจอยู่ที่ “การจัดการ” ซึ่งเท่าที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า “สอบไม่ผ่าน” ตั้งแต่การจัดการเชิงพื้นที่ซึ่งเป็นความรับผิดชอบโดยตรง ไปจนถึงการจัดการหาบเร่แผงลอยในฐานะเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งควรต้องมี เจ้าภาพหลักมากกว่าสำนักเทศกิจ

เมื่อเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบพื้นที่ทำการค้า และมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ค้ามีความมั่นคงในอาชีพ ทำฐานข้อมูลผู้ค้าแผงลอย รวมทั้งวางแผนหาพื้นที่ของส่วนราชการหรือเอกชนที่สามารถจัดเป็นพื้นที่ขายของหรือ Hawker Center ซึ่งผู้ว่าฯ ให้ความสนใจ ในฐานะเครื่องมือ/แนวทางในการประสานประโยชน์ระหว่างประชาชนที่สามารถใช้พื้นที่ทางเท้าได้อย่างปลอดภัยและผู้ค้า

“กทม. มี Hawker Center อยู่ไม่น้อย และปลายเดือนพฤษภาคม มี “Mini Hawker Center” ด้วย เป็นการใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ใช้ทางเท้าและการค้าริมทาง Mini-Hawker Center ได้รับความร่วมมือทั้งจากผู้ค้า สำนักงานเขต และภาคธุรกิจ ต้นทุนค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับที่ ผู้ค้าพอจัดการได้ ต่างจาก Hawker Center ในพื้นที่เอกชน ซึ่ง Hawker Center เอกชนแห่งหนึ่งคิดค่าเช่าพื้นที่วันละ 350 บาทต่อล็อก จ่ายครั้งเดียวทั้งเดือนตามจำนวนวัน ค่าไฟฟ้าดวงละ10 บาทต่อวัน ค่าแรกเข้า 3,000 บาทยังมีค่าตกแต่งร้านเป็นหลักหมื่น

(สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่าเทศบาลเมืองกัลกัตตาในอินเดียได้แรงบันดาลใจจาก Hawker Center ในกรุงเทพมหานคร ถึงกับจะใช้เป็นแนวทางส่งเสริม Street Food ในเมืองของเขา) ต้นทุนในระดับนี้ผู้ค้าที่มีทุนน้อย คงไม่สามารถจัดการได้งานวิจัยเกี่ยวกับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยยืนยันว่า ผู้ค้ามีฐานะทางเศรษฐกิจหลายระดับ ตั้งแต่รายได้น้อย ไปจนถึงระดับกลางสูง กลางต่ำ และ สูงผู้ค้าเหล่านี้จึงมีโอกาสและทางเลือกไม่เท่ากัน และทางเลือกเหล่านี้มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภคและสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

เราจะทำอย่างไร ที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยเหล่านี้มีอาชีพต่อไป หากเขายังจำเป็นต้องประกอบอาชีพ ไม่ใช่เพื่อให้เขามีอาชีพมีรายได้เท่านั้น แต่ยังเพื่อรักษาไว้ซึ่งห่วงโซ่อุปทานของวัตถุดิบซึ่งเป็นวิสาหกิจขนาดย่อยและขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับการมีงานทำ รายได้ของผู้คน และมีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจระดับบนขึ้นไป (ต้องไม่ลืมว่าวิสาหกิจขนาดย่อยและขนาดเล็กมีจำนวนถึงร้อยละ 98.2 ของวิสาหกิจโดยรวมทั้งประเทศ การจ้างงานคิดเป็น
ร้อยละ 55.8 ของการจ้างงานรวม) 
รวมทั้งผลกระทบในมิติสังคม วัฒนธรรมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

มองกลับไปที่นโยบายที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอไว้ตั้งแต่ต้น คือการทำทะเบียนผู้ค้าที่ยังประกอบอาชีพอยู่ รวบรวมข้อมูล จัดกลุ่มผู้ค้า เพื่อที่จะวางแนวทางการจัดการได้อย่างเหมาะสม ทั้งการสนับสนุนด้านทุน พื้นที่ประกอบอาชีพ บทบาทต่อเมือง กระบวนการนี้แม้จะใช้เวลา แต่เป็นการจัดการที่สอดคล้องกับนโยบายของผู้ว่าฯ และน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีในการบริหารจัดการกิจกรรมในเศรษฐกิจฐานรากซึ่งถูกละเลยมานาน!!!

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกผ่านเฟซบุ๊ก Narumol Nirathron เมื่อช่วงดึกของวันที่ 24 มิ.ย. 2566

 

ศ.ดร.นฤมล นิราทร

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไฟเขียว กกต. ขอยืดเวลาชี้แจง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งออกไปอีก 7 วัน

ตูน - ก้อย โชว์ความอลังการองค์พระพิฆเนศหนึ่งเดียวในโลก ประดิษฐานในบ้านหลังงามที่ภูเก็ต

กองทัพบก สวนกลับเขมร! ปล่อยเฟคนิวส์ทหารไทยถล่มช่องอานม้า

ฟัน สิบเอก ลงโทษโหด ทบ แจ้งความทำร้ายร่างกาย ทรมานพลทหาร

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved