ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.
Tag :

หลังจากรอกันนานกว่า 3 เดือนตั้งแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 14 พ.ค. 2566 ประเทศไทยก็มีรัฐบาลชุดใหม่ นำโดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมของรัฐสภา เมื่อวันที่22 ส.ค. 2566 จากนั้นราชกิจจานุเบกษาประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2566 และในวันที่ 11-12 ก.ย. 2566 คณะรัฐมนตรี (ครม.) “เศรษฐา 1” จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

แน่นอนว่า รัฐบาลถือเป็นความหวังของประชาชนในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก เห็นได้ภาพหนึ่งที่คุ้นชินเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใดหรือมีที่มาอย่างไร คือในแต่ละวันจะมีมวลชนกลุ่มต่างๆ รวมตัวกันมายื่นหนังสือเรียกร้องที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2566 มีการประชุม ครม. (นัดพิเศษ) อันเป็นการประชุมครั้งแรกของ ครม. เศรษฐา 1ตั้งแต่ช่วงเช้าก็มีมวลชน เดินทางมายื่นข้อเรียกร้อง


อาทิ “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)” องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่ขับเคลื่อนประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน สิทธิชุมชนและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีข้อเรียกร้อง 9 ด้าน 1.ด้านสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย 2.ด้านการกระจายอำนาจ 3.นโยบายการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 4.นโยบายที่ดินและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม 5.นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 6.นโยบายด้านการป้องกันภัยพิบัติ 7.นโยบายการคุ้มครองชาติพันธุ์และสิทธิความเป็นมนุษย์ 8.นโยบายสิทธิของคนไร้สถานะ และ 9.ด้านนโยบายรัฐสวัสดิการ ซึ่งในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิชุมชน ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ

1.เร่งออกกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมแก่ราษฎรซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ซึ่งรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ทางกระทรวงยุติธรรมได้ทำการศึกษาและนำเสนอต่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ในฐานะประธานกรรมการแก้ไขปัญหาของกลุ่มพีมูฟ ลงวันที่ 16 มี.ค. 2566 โดยระหว่างรอการออกกฎหมายดังกล่าว ขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วยการชะลอการดำเนินคดีหรือบังคับคดี เพื่อดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายเกี่ยวกับคดีที่ดิน-ป่าไม้

นอกจากนั้น ขอให้ใช้ระบบไต่สวนและลูกขุนในการพิจารณาคดีแทนระบบกล่าวหา ในคดืที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและคดีที่เกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการพิจารณาคดีประเภทนี้ไม่อาจใช้เฉพาะหลักฐานทางราชการ แต่ต้องวิเคราะห์หลักฐานด้านสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ชาติพันธุ์วิทยา รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ.2558 และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของคนจนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุด เป็นต้น

2.ยุตินโยบายที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่า เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่าแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 มติ ครม. 26 พ.ย. 2561 เรื่อง มาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภท รวมถึงมติ ครม. อื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน อาทิ มติ ครม.ว่าด้วยการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ปี 2528และ 2532

3.เร่งกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ผลักดัน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ซึ่งเก็บภาษีตามมูลค่าและขนาดการถือครองอย่างแท้จริงพ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อป้องกันมิให้ที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างผิดประเภททบทวนแนวทางและมาตรการในโครงการจัดที่ดินชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เนื่องจากไม่สอดคล้องกับหลักการของสิทธิชุมชน

โดยให้ผลักดัน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร (โฉนดชุมชน) ปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ดิน เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบ และที่ดินรกร้างว่างเปล่า กระจายที่ดินให้ชุมชนไร้ที่ดิน รวมถึงศึกษาแนวทางจำกัดการถือครองที่ดิน ปรับปรุงแก้ไขกระบวนการการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ที่ดินทิ้งร้าง สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับคนจนเมือง โดยรัฐต้องมีนโยบายนำที่ดินของรัฐประเภทต่างๆมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยรับรองคนจนเมืองในรุปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมกันของชุมชน

4.การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องคุ้มครองวิถีชีวิตและระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น และต้องส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงประโยชน์ของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจนั้นอย่างเท่าเทียม ไม่กระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดิน ตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รัฐต้องมีนโยบายช่วยเหลือด้านงบประมาณในการจัดที่อยู่อาศัยและพัฒนาสาธารณูปโภคกับผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ

และ 5.การแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์และคนไร้สถานะทางทะเบียน เร่งรัดดำเนินการตามมติ ครม. 2 มิ.ย. และ 3 ส.ค. 2553 เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวเลและชาวกะเหรี่ยงจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ตามมติ ครม. ดังกล่าวซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการต้องมีองค์ประกอบของภาคประชาสังคมและชุมชนมากกว่ากึ่งหนึ่ง มีหน้าที่ร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหา นโยบายต่อคณะกรรมการระดับชาติในการติดตามการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์

ผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. ... ที่ภาคประชาชนได้ร่วมกันเข้าชื่อไว้จำนวน 16,559 รายชื่อ โดยขอให้นายกรัฐมนตรีลงนามเพื่อส่งต่อให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 70 เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อให้สัญชาติและสิทธิสถานะแก่กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อดำเนินการตามมติ ครม. 2 มิ.ย. และ 3 ส.ค. 2553

ขยายมติ ครม. 18 ม.ค. 2548 เพื่อสำรวจคนตกหล่น ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ครอบคลุม ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิสถานะเป็นกรรมการกลางที่มีผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีประสบการณ์ทำงานกับกลุ่มคนไร้สถานะ และอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มอย่างเร่งด่วน สั่งการให้เกิดการปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยการสร้างการมีส่วนร่วม ติดตามตรวจสอบและประเมินผลงาน ให้นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง รวมถึงจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนที่รอการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน

รวมถึง “เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ” กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะไปเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉี่ยวชนบุคคลอื่นจนหลายคนต้องกลายเป็นผู้พิการ เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่เอาจริงเอาจังกับการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุบนท้องถนน เนื่องจากเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตคนไทยหลักหมื่นศพต่อปี ไม่รวมผู้บาดเจ็บและผู้พิการอีกจำนวนมาก กระทั่งก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลก WHO) ยังเคยจัดอันดับให้ถนนประเทศไทยอันตรายติด 1 ใน 10ของโลก

โดยเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับมีข้อเสนอแนะ 1.แก้กฎหมายให้ผู้แจ้งเบาะแสคนทำผิดกฎจราจรได้ส่วนแบ่งค่าปรับร้อยละ 50 สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยจัดการผู้ไม่เคารพกฎจราจรเพราะเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนและก่อให้เกิดความสูญเสียบนท้องถนนจากอุบัติเหตุ 2.แก้กฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้งบประมาณจัดหาหมวกกันน็อกสำหรับเด็ก ซึ่งปัจจุบันมีเด็กเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์เพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่สวม หากทำได้นอกจากจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยแล้ว ยังปลูกฝังการเคารพกฎจราจรตั้งแต่เยาว์วัยด้วย

3.แก้กฎหมายให้สถานประกอบการหรือบุคคลที่สนับสนุนให้ผู้มีอายุต่ำกว่า20 ปี ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากไปเกิดอุบัติเหตุต้องร่วมรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา เพื่อป้องปรามผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หาผลประโยชน์จากเด็กและเยาวชน และ 4.ควรสนับสนุนให้ผู้ผลิตรถยนต์ติดกล้องหน้ารถจากโรงงานในรถใหม่ทุกคันเพื่อเป็นการใช้เทคโนโลยีสอดส่องคนทำผิดกฎจรจาจร!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top