วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำข้าราชการถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
25 พฤศจิกายน 2566 เวลา 07.20 น. ที่สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 25 พฤศจิกายน 2566
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่พวกเราคนไทยขานพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2423 ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มุสิกนาม โดยทรงมีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระชนนี 7 พระองค์ ครั้นพระชนมายุย่างเข้า 9 พรรษาเมื่อ พ.ศ. 2431 ทรงรับพระราชทานสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวารวดี และต่อมา ในปี พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระองค์ให้ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร โดยทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมารเป็นพระองค์ที่ 2 ของประเทศไทย และพระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2453 ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2468 รวมพระชนมายุ 44 พรรษา ดำรงสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลา 15 ปี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการเมือง การปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ วรรณกรรม และอักษรศาสตร์ โดยทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้รวมกว่าพันเรื่อง โดยทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” อันหมายความว่า พระเจ้าแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นปราชญ์ เป็นพระราชสมัญญาที่ประชาชนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ อาทิ ทรงจัดตั้ง “คณะโขนสมัครเล่น” ซึ่งต่อมามีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “โขนบรรดาศักดิ์” เนื่องจากผู้แสดงทั้งหมดเป็นผู้ที่รับราชการและได้รับพระราชทานให้มีบรรดาศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมโขนหลวง และทรงพระราชนิพนธ์บทละครพูด และโปรดฯ ให้จัดการแสดงละครพระราชนิพนธ์และละครอื่น ๆ เพื่อเก็บเงินบำรุงสาธารณกุศลมาเป็นลำดับตราบจนสิ้นรัชสมัย ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2454 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งวงศ์ดุริยางค์ชนิดออเคสตราวงแรกของประเทศไทยและภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ และในปี พ.ศ. 2457 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “โรงเรียนทหารกระบี่หลวง” ซึ่งมุ่งเน้นฝึกหัดเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ความชำนาญในวิชานาฏดุริยางคศิลป์ เพื่อสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ามิให้เสื่อมสูญ มีนักเรียนที่มีชื่อเสียง เช่น ศาสตราจารย์มนตรี ตราโมท นายเอื้อ สุนทรสนาน และนายอาคม สายาคม เป็นต้น และจากพระราชกรณียกิจในด้านดังกล่าว ทำให้ในปี พ.ศ. 2524 องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2524 ว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก
"ในด้านการปกครอง ทรงเน้นความสำคัญของ “ชาติ” เป็นหัวใจของการปกครอง โดยในรัชสมัยของพระองค์ นอกจากจะทรงดำเนินการปกครองตามแบบแผนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มไว้แล้ว ยังได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดการปรับเปลี่ยนบางอย่างเพิ่มเติม เช่น การปรับเปลี่ยนระเบียบราชการบางส่วนในกระทรวงมหาดไทย โดยโปรดเกล้าฯ ให้รวมหัวเมืองมณฑลที่ใกล้เคียงกันจัดเป็นภาค และทรงแยกหัวเมืองในมณฑลพายัพออกเป็น 2 มณฑล คือ มณฑลพายัพ มีเขตปกครอง คือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และเชียงราย กับมณฑลมหาราษฎร์ มีเขตปกครองคือ จังหวัดแพร่ ลำปาง และน่าน แล้วโปรดให้เรียกรวมว่า “มณฑลพายัพ” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาล ขึ้นเป็นอุปราชมณฑลภาคพายัพ เป็นต้น นอกจากนี้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบันขึ้นแทนการสร้างวัดประจำรัชกาล เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในด้านการวางรากฐานระบบราชการไทย โดยทรงสถาปนา “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ซึ่งต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา "กองเสือป่า" ขึ้น โดยพระองค์เป็นผู้บัญชาการ เพื่อให้พลเรือนซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในราชสำนักได้มีโอกาสฝึกหัดระเบียบวินัย มีการบังคับบัญชาเป็นหมู่เหล่าเช่นเดียวกับทหาร เพื่อป้องกันภัยอันตรายที่จะมีแก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อีกทั้งมีพระราชดำริในด้านการสาธารณสุข โดยให้จัดสร้าง "โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล” นอกจากนี้ พระองค์ทรงเป็นพระผู้พระราชทานกำเนิด "กิจการลูกเสือในประเทศไทย" โดยทรงเห็นว่าหากเยาวชนของชาติได้รับการฝึกหัดให้มีวินัยและได้เรียนรู้วิธีสืบข่าวเสียแต่ยังเยาว์ เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นอกจากจะมีระเบียบวินัยเป็นพลเมืองดีของชาติแล้ว ยังจะสามารถนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติได้ด้วย จึงทรงยกร่าง “ข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือ” โปรดเกล้าฯ ให้ตราข้อบังคับนี้ไว้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญที่เป็นการริเริ่มวางรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยทรงโปรดให้จัดตั้ง “ดุสิตธานี” ภายในบริเวณพระราชวังดุสิตขึ้นในปี พ.ศ. 2461 เพื่อเป็นแบบทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีลักษณะเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาล ซึ่งภายในดุสิตธานี ได้มีการจำลองรูปแบบการปกครองและสิ่งอำนวยความสะดวก สถานที่ราชการ อาคารบ้านเรือน อาทิ ที่ทำการรัฐบาล บ้านเรือนราษฎร พระราชวัง ศาสนสถาน สถานที่ราชการ โรงทหาร ร้านค้า โรงพยาบาล ตลาด โรงแรม ธนาคาร สถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างครบถ้วน และทรงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระพุทธศักราช 2456 เพื่อช่วยกำหนดตัวบุคคลได้แน่นอนกว่าการเรียกชื่อเพียงอย่างเดียว เป็นต้น
“สำหรับ “สวนลุมพินี” เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของกรุงเทพมหานครอันเป็นอนุสรณ์หวนรำลึกนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานไว้ โดยมีจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2468 ในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 15 ปี ประกอบกับเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงทรงพระราชดำริให้จัดงานแสดงพิพิธภัณฑ์สรรพสินค้าและทรัพยากรธรรมชาติ เฉกเช่นประเทศตะวันตกที่ได้ทำได้ผลมาแล้ว โดยกำหนดจัดในฤดูหนาวปลายในปีดังกล่าว และทรงมีพระราชประสงค์ว่า เมื่อเลิกการจัดงานแล้วให้จัดทำเป็นสวนพฤกษชาติ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาและใช้พักผ่อน โดยพระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนประเดิมในการเตรียมสถานที่ ซึ่งภายในมีการขุดสระกว้าง สร้างเกาะลอยกลางน้ำ ตัดถนน และสร้างถาวรวัตถุ เช่น หอนาฬิกา ตึกแบบกรีก และพระราชทานชื่อว่า “สวนลุมพินี” หมายถึงสถานที่ประสูติแห่งพระพุทธเจ้า ณ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล แต่แล้วพระองค์ก็เสด็จสวรรคตก่อนกำหนดเปิดงานจึงไม่ได้จัดงานดังกล่าว จนกระทั่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้ทรงเป็นพระอนุชาธิราชเจ้า ทรงสานต่อการทำเป็นสวนสาธารณะจนแล้วเสร็จ และในปี พ.ศ. 2485 ได้มีการจัดสร้างพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้น ณ สวนลุมพินีแห่งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระผู้พระราชทานกำเนิดสวนลุมพินี” นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าว
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้นของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้ทรงมีคุณูปการอันเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศ ส่งผลให้เกิดความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยตราบจนถึงปัจจุบัน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันตั้งจิตเป็นกุศลประกอบคุณงามความดี เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 25 พฤศจิกายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี