วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
แม้ว่าเด็กไทยอายุ 3-12 ปี หากจักษุแพทย์ตรวจยืนยันมีภาวะสายตาผิดปกติควรได้รับการแก้ไข ก็จะได้รับแว่นตาฟรีทุกปีจากหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ข้อมูลจาก กสศ. ชี้ว่า เด็กยากจนด้อยโอกาสยังประสบปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการทั้งการวัดสายตา เพราะปัญหาสุขภาพสายตา เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และมีส่วนทำให้เด็กหลุดจากระบบในระยะยาวได้ กสศ. สปสช. และสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศ จึงร่วมกันจัด “โครงการ I SEE THE FUTURE แค่มองเห็นก็เปลี่ยนอนาคต” โดยร่วมมือกับ 3 จังหวัด ปัตตานี สุรินทร์ สมุทรสงคราม สร้างกลไกท้องถิ่นเป็นต้นแบบของประเทศ เพื่อเด็กทุกคนเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพทันที
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. ร่วมมือกับ กสศ. และสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย ริเริ่มโครงการออกแบบนวัตกรรมเพื่อคัดกรองสายตา I SEE THE FUTURE เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานท้องถิ่น เป็นกลไกเชื่อมโยงการทำงานของเครือข่ายทั้งด้านสาธารณสุขและการศึกษาในพื้นที่ ช่วยให้เด็กยากจน ด้อยโอกาสเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและชุดสิทธิประโยชน์ทางสุขภาพที่เหมาะสมกับช่วงวัย โดยเริ่มต้นที่ “ปัญหาสายตาบกพร่องในเด็ก” ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข จะเป็นอุปสรรคและส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพการเรียนรู้ ทำให้เด็กไม่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ มีปัญหาการเรียนในระยะยาว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลุดจากระบบการศึกษา และกระทบต่ออนาคตในที่สุด
“แม้ว่าที่ผ่านมากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดบริการทางด้านสาธารณสุขให้กับคนไทยทั่วประเทศผ่านสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรคด้วยการบริการอย่างครอบคลุมและทั่วถึง สำหรับปัญหาสายตานั้น เด็กไทยอายุ 3-12 ปี หากจักษุแพทย์ตรวจยืนยันมีภาวะสายตาผิดปกติควรได้รับการแก้ไข ก็จะได้รับแว่นตาเพื่อแก้ภาวะสายตาตามสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนตั้งแต่ปี 2564 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทุกปี แต่พบว่ายังมีประชากรบางกลุ่ม อาทิ เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส เข้าไม่ถึงบริการการคัดกรองและรักษาปัญหาสายตาผิดปกติ” เลขาฯ สปสช. ระบุ
ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่าข้อมูลจากโครงการชัดแจ๋ว ระบุว่า มีเด็กไทยระหว่างอายุ 3 ขวบ ถึง 12 ปี ถึง 4.1% มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการวัดสายตาและตัดแว่น โดยหากไม่ได้รับแว่นหรือมีการดูแลสายตาอย่างเหมาะสม สายตาของเด็กกลุ่มนี้ ก็มีโอกาสที่จะลุกลามไปสู่การมีอาการตาขี้เกียจหรือตาบอด ซึ่ง 4.1% ดังกล่าว เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กกลุ่มเป้าหมายของ กสศ. ในช่วงวัยเดียวกัน จากข้อมูลของปี 2563 พบว่าทั่วประเทศอาจจะมีเด็กยากจนหรือยากจนพิเศษ ที่ต้องได้รับการตัดแว่นเร่งด่วน ถึง 50,000 คน
อย่างไรก็ตามงานวิจัยของ กสศ. พบว่า เด็กยากจนด้อยโอกาสยังประสบปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการทั้งการวัดสายตา การส่งต่อเด็กที่มีปัญหาสายตาผิดปกติเพื่อเข้ารับการรักษา และการรับแว่นสายตาที่สถานพยาบาล เพราะต้องมีภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทางเพื่อรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด บางรายต้องมีค่าใช้จ่ายในการเหมารถเพื่อไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดซึ่งอยู่ห่างออกไปหลาย 10 กิโลเมตร มากกว่า 900 บาท
“เพื่อแก้ไขอุปสรรคเหล่านี้ โครงการดังกล่าวจึงพัฒนาต้นแบบการทำงานที่สนับสนุนให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพเชื่อมโยงความร่วมมือในพื้นที่ และทำแผนขอสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือให้เด็กและเยาวชนที่ยากจน ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองสายตาและเข้ารับการรักษา และรับแว่นตา กรณีสายตามีปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยจะนำร่องจัดกิจกรรมเพื่อคัดกรองสายตา ก่อนส่งมอบแว่นให้เด็กที่มีความผิดปกติทางสายตา พร้อมกับเก็บข้อมูลเพื่อค้นหาผลลัพธ์การเรียนรู้หลังจากได้รับแว่นสายตาแล้ว ในพื้นที่ต้นแบบ 3 จังหวัด คือ จังหวัดปัตตานี สุรินทร์และสมุทรสงคราม รวมจำนวนเด็กกว่า 15,000 คน โดยคาดว่าหลังจากดำเนินการ จะมีนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับแว่นตา ประมาณ 2,000 คนทำให้ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจากปัญหาสุขภาพซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้” ดร.ไกรยส กล่าวและว่า
โครงการนี้จะช่วยให้โรงเรียนมีแนวทางในการลดภาระเรื่องการตรวจคัดกรองและส่งมอบแว่นให้เด็กที่มีความผิดปกติทางสายตา และยังพัฒนาชุดคัดกรองปัญหาสายตาเพื่อให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุข ครู ผู้ปกครอง ในการสังเกตอาการเบื้องต้น และช่วยให้มีเครื่องมือวัดสุขภาพสายตาที่มีการอัปเดตและใช้งานง่ายขึ้น โดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลสุขภาพสายตาให้เด็กและเยาวชนในชุมชนในระยะยาว เพื่อเป็นระบบคุ้มครองทางสังคม เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่ยั่งยืนเพิ่มโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนยากจนด้อยโอกาสในทุกพื้นที่
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี