วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
เศรษฐานั่งไม่ติด
สั่งเร่งแก้ฝุ่นพิษ
ไทยอันดับ9โลก
มท.1จี้ผู้ว่าฯลุย
กทม.อ่วม PM2.5 พุ่งอันดับ 9 ของโลก ส่วนทั่วไทยฝุ่นพิษมีผลกระทบ 44 จังหวัด นายกฯ นั่งไม่ติด รุดตรวจสอบข้อมูลที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ จี้ให้บูรณาการแก้ไขปัญหา ด้าน มท.1 สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ลงพื้นที่ แก้ไข รุดลงพื้นที่เชียงราย ถกขอความร่วมมืองดเผาพื้นที่เกษตร
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, กรมควบคุมมลพิษ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกาะติดสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 แบบรายชั่วโมง ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมผ่านแอปพลิเคชั่น “เช็คฝุ่น” พบว่า 44 จังหวัดทั่วประเทศไทยมีค่าฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐานในระดับสีแดงมีผลกระทบต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจ
สำหรับ5 อันดับแรก คืออ่างทอง 188.1 ไมโครกรัม สมุทรสงคราม 148.7 ไมโครกรัม สระบุรี 128.4 ไมโครกรัม สิงห์บุรี 127.8 ไมโครกรัม และสมุทรสาคร 126.1 ไมโครกรัม และยังคงพบค่าคุณภาพอากาศที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 22 จังหวัด ส่วนกรุงเทพมหานครพบค่าฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐานกว่า 48 เขต โดยพื้นที่ซึ่งพบว่ามีคุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ อาทิ ราชเทวี ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย ดุสิต ทวีวัฒนา หนองจอก บางขุนเทียน หนองแขม คลองสามวา บางบอน เป็นต้นในส่วนเขตพื้นที่อื่นๆ ยังคงพบคุณภาพอากาศที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) และจากดาวเทียมหลายดวง เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไทยพบจุดความร้อน 1,712 จุด โดยจังหวัดที่พบจำนวนจุดความร้อนสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี 328 จุด ส่วนประเทศเพื่อนบ้านพบจุดความร้อนมากสุดที่กัมพูชา 2,591 จุด ตามด้วยเมียนมา1,844 จุด ลาว 900 จุด และเวียดนาม 185จุด ข้อมูลจาก IQAirพบว่าการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงนั้น กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย อยู่อันดับที่ 9 ของโลก โดยอันดับ 1 คือโกลกาตา ประเทศอินเดีย
ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เดินทางไปยังกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งเป็นศูนย์รายงานคุณภาพอากาศประเทศ เพื่อติดตามปัญหาฝุ่นPM2.5 หลังจากพบว่าหลายพื้นที่สถานการณ์ฝุ่นเป็นสีแดง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และ กทม.ได้ขอความร่วมมือให้ประชาชน work from home เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ รายงานสถานการณ์ เนื่องจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ อยู่ระหว่างตอบกระทู้ที่สภาฯ
เมื่อนายกฯ เดินทางมาถึงได้ตรวจดูสถานการณ์ภาพรวมทั่วประเทศจาก heat map หรือแผนภาพความร้อน และรับฟังรายงานจากเจ้าหน้าที่ โดยนายกฯ อยากให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกัน และนอกจากปัญหาในประเทศแล้วยังมีปัญหาจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งในส่วนของกัมพูชาสถานการณ์ดีขึ้น เนื่องจากหมดฤดูกาลเผา แต่ยังต้องเฝ้าระวังเพราะยังมีการทำการเกษตรอยู่แต่ที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือจากฝั่งลาวและเมียนมา ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานความร่วมมืออยู่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รายงานว่าสถานการณ์จุดความร้อนขณะนี้ที่ จ.กาญจนบุรีถือว่ามีความน่าเป็นห่วง ซึ่งสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากทิศทางลมที่พัดเข้ามาในประเทศไทยแต่หลังจากนี้อีก 2-3 วันทิศทางลมจะเปลี่ยนไป
นายกฯ ระบุว่า จะหวังพึ่งฟ้าฝนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ หากบริหารจัดการส่วนไหนได้ควรที่จะเร่งทำก่อน อย่าให้พี่น้องประชาชนฝากผีฝากไข้ไว้กับลมฟ้าอากาศ ทำได้ตรงไหนต้องทำไปก่อนเพราะสถานการณ์ไม่ดี นอกจากนี้ยังสั่งการด้วยว่า วันนี้ตัวเลขต่างๆ ออกมาเขียนได้ชัดเจน อยากให้มีการรวบรวมข้อมูล ว่าหากเกิดอะไรขึ้นกระทรวงการต่างประเทศจะต้องติดต่อกับใคร เช่น เมียนมา กัมพูชา ลาว จะต้องติดต่อใคร เช่น เหตุการณ์ที่ จ.กาญจนบุรี ผบ.มณฑลทหารบกที่ 9 ควรจะต้องติดต่อใครเพราะท่านทราบอยู่แล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และให้ความมั่นใจว่าหากเกิดปัญหาอะไรขอให้บอกจะสั่งการให้ และตนจะสั่งการไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทยให้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ส่วนระยะยาวจะต้องเร่งให้องค์ความรู้กับเกษตรกร หรือในพื้นที่กทม.ปัญหา1 ใน3 เกิดจากปัญหาควันรถยนต์ ขณะนี้การแก้ปัญหาระยะสั้น กทม.ให้ work from home ส่วนระยะยาวอาจจะต้องมีการย้ายสถานที่ โดยเฉพาะที่ซึ่งมีการปล่อยอากาศเสียออกมา
ต่อมานายกฯ ได้ประชุมร่วมกับ รมว.มหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ผบ.ทบ.เพื่อพูดคุยว่าเราจะทำอย่างไร เพราะดูจากแผนภูมิแล้วในช่วงนี้ จ.เชียงใหม่จะต้องมี PM 2.5 สูงมาก แต่กลับเป็นสีเหลือง ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี สื่อมวลชนคงจะทราบแล้ว เพราะตนลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ 3 ครั้งแล้ว ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาทบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ดีมาก ทำให้ผลออกมาดูดี เราอยากจะทำ จ.เชียงใหม่โมเดลไปในทุกจังหวัด ซึ่งในระยะสั้นทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกรุงเทพมหานคร มีการประกาศให้ work from home บางส่วน
นายเศรษฐา กล่าวว่า ระยะสั้นจะมีการลงพื้นที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ประสานฝ่ายความมั่นคง ให้ทำเรื่องนี้ให้ดี ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มีข้อมูลที่ดีถ้าตรงไหนมีจุดฮอตสปอต ต้องสั่งการชัดเจน ว่าขั้นตอนต่อไปเป็นอย่างไร และมีฮอตไลน์ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมา เพราะตรงนั้นมีตัวเลขการเผาเยอะมาก ฉะนั้นทุกฝ่าย ต้องร่วมการพูดคุยกันให้ได้ ไม่ใช่บอกว่า อีก 3 วันทิศทางลมจะดีขึ้น เราไม่ได้พูดถึงอีก 3 วันเราพูดถึงวันนี้ เพราะเราต้องอยู่กับมัน ฉะนั้นต้องแก้ไขกันไป จะมาคอยไปอีก 3-4 วัน ค่อยให้ทิศทางมันดีขึ้น และหวังว่าลมฟ้าอากาศจะมาช่วยมันไม่ใช่วิธีบริหารจัดการปัญหาที่ถูกต้อง
นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า ในระยะยาวต้องมาพูดคุยกันว่า เรื่องการจำกัดรถยนต์ที่มีไอเสีย หรือรถที่มีเครื่องยนต์ดีเซลจะทำอย่างไร มาตรการสนับสนุนเรื่องการเปลี่ยนให้ไปใช้รถอีวี ก็มีความสำคัญ ใน กทม.มีจุดความร้อนเยอะมากเราทราบดีว่าสาเหตุเกิดจากควันรถยนต์ ตรงนี้จะต้องพูดคุยกันในระยะยาว ซึ่งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เคยพูดถึงการย้ายคลองเตยออกไป เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยแก้ไขปัญหาระยะยาว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาระยะสั้นของ กทม.ที่เป็นปัญหาหนักในขณะนี้ จะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง นายกฯ กล่าวว่า ผู้ว่าฯ กทม.มีอำนาจให้ work from home (WFH) ซึ่งสำหรับหน่วยงานราชการตนก็สนับสนุนแล้วแต่กระทรวง เพราะมีอำนาจบริหารจัดการได้อย่างเต็มที่ การหยุดหรือรับงานก่อสร้างก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ตนเชื่อว่า 25% มาจากไอเสียรถยนต์ เราคอนโทรลตรงนี้ได้ แต่ความจริงแล้วเราควรไปดูที่ต้นเหตุมากกว่า คือการเผาวัชพืชในจังหวัดต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับทิศทางลม
เมื่อถามว่า จะมีการเชิญชวนประชาชนใช้รถสาธารณะมากขึ้นหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เป็นข้อคิดที่ดีคงจะมีการเชิญชวนต่อข้อถามว่าจะมีการลดค่าเดินทางของรถโดยสารสาธารณะเพื่อจูงใจหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า คงจะมีการพูดคุยกับผู้ให้บริการเพื่อให้มีการเดินทางได้อย่างสะดวกในราคาที่เข้าถึงได้
วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวว่า ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เรื่องการลงพื้นที่ให้เห็นหน้างาน ที่สำคัญคือการขอความร่วมมือชาวบ้านให้หยุดเผาวัชพืช พร้อมกันนี้ ให้บูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองทัพบก ให้จัดยานพาหนะช่วยชาวบ้านขนวัชพืช เพื่อหาทางทำพลังงานทดแทนแทนการเผา โดยจะเดินทางไป จ.เชียงราย เพื่อประชุมผู้ว่าฯ ภาคเหนือ ทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อแก้ปัยหาฝุ่นพิษ เชื่อว่าจะทำได้เช่นเดียวกับ จ.เชียงใหม่ ที่มีการบริหารจัดการที่ดี
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการแก้ปัญหาปัจจัยในประเทศต้องใช้กฎหมายเต็มที่ พร้อมกับขอความร่วมมือพี่น้องชาวไร่ที่เผาซากผลผลิตทางการเกษตร ส่วนเมืองใหญ่อย่าง กทม.อาจจะต้องใช้มาตรการให้ทำงานที่บ้าน หรือ WFH และกวดขันยานพาหนะที่ปล่อยควันดำ ซึ่งจะลดปัญหาฝุ่นควันได้
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะบังคับใช้กฎหมายเรื่อง WFH เพราะที่ผ่านมาการขอความร่วมมือเหมือนจะไม่ได้ผล นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่อง WFH อยู่ในร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาอยู่ในสภาฯและหลายหน่วยงานให้ WFH แล้ว เว้นแต่บางหน่วยงานที่ทำไม่ได้ เราเห็นจากโควิด–19 ที่การ WFH ไม่ได้ลดโอกาสหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน
“วันนี้เรารู้ที่มาของปัญหา และทราบแล้วว่าการจะอยู่กับอากาศที่ดีจะต้องทำอย่างไร แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดล็อคดาวน์เหมือนช่วงโควิด–19 แต่ต้องอาศัยความร่วมมือ และรับผิดชอบร่วมกัน คงไม่มีประเทศไหนบังคับเรื่องคุณภาพชีวิต แต่เป็นเรื่องจิตสำนึก ขอย้ำว่าการเผารัฐบาลใช้มาตรการอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านรัฐบาลก็ใช้วิธีการเจรจา” นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการประชุมที่เชียงใหม่ที่ผ่านมานายกฯ เคยพูดว่ามีทุนไทยไปทำการเกษตรในประเทศเพื่อนบ้านแล้วมีการก่อมลพิษ จะมีการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เราดำเนินการอยู่ เราอาจมีวิธีการแซงชั่นบางอย่างเรื่องการค้า
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี