Logo วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569
คลิกเข้าชมเว็บไซต์แนวหน้าใหม่!!
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
546.jpg
หน้าแรก / ในประเทศ
‘อิ่มท้องเพื่ออิ่มปัญญา’  สำรวจความหิวโหยของเด็กไทย และแนวทางเพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

‘อิ่มท้องเพื่ออิ่มปัญญา’ สำรวจความหิวโหยของเด็กไทย และแนวทางเพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.00 น.
Tag : บทความพิเศษ
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

733 ล้านคน คือ จำนวนผู้คนที่เผชิญสภาวะ“ความหิวโหย” ขณะที่อีกกว่า 2.33 พันล้านคนต้องเผชิญกับ “ภาวะขาดแคลนทางอาหาร”

ตัวเลขดังกล่าวปรากฏอย่างน่าหดหู่ใจในรายงานสถานะความมั่นคงทางอาหาร และโภชนาการของโลกประจำปี 2567 ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)


นอกจากนี้รายงานของกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) หัวข้อ “ChildFood Poverty: Nutrition Deprivation inEarly Childhood” หรือ “ความขาดแคลนอาหาร
ในเด็ก ภาวะขาดสารอาหารในช่วงปฐมวัย” ระบุว่า1 ใน 4 ของเด็กทั่วโลกเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง จำนวนนี้มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีมากเกือบ 200 ล้านคน

ในประเทศไทย รายงานดังกล่าวระบุว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี 1 ใน 10 คนเผชิญความขาดแคลนทางอาหารขั้นรุนแรง พวกเขาไม่ได้รับสารอาหารมากไปกว่า 2 หมู่ต่อวัน โดยนางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการกองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติประเทศไทย เป็นห่วงว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลโดยตรงไม่เพียงพอต่อสุขภาพกาย ทว่า ยังรวมถึงสุขภาพจิตของเด็กอย่างไม่มีวันหวนคืน

นอกจากนี้ ยังมีการอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่ระบุว่า มีทารกเพียงร้อยละ 29 เท่านั้นที่ได้กินนมแม่เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีมีภาวะเตี้ยแคระแกร็นถึงร้อยละ 13 และมีภาวะผอมแห้งถึงร้อยละ 7

ผมเชื่อว่าข้อเท็จจริงนี้กระตุกการรับรู้เป็นแรงกระเพื่อมต่อคนไทยยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็น “ครัวอาหารของโลก”เป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ลูกหลานเราต้องเผชิญความเหลื่อมล้ำที่เริ่มจากมื้อแรกของวัน

“เมื่อปากท้องถูกลืม ปัญญาก็ถูกทิ้ง”

ประเทศไทยได้ลงนามรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 (พ.ศ.2573) (SDGs) ในปี 2558 ร่วมกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติอีก 192 ประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเอาชนะความท้าทาย เพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมร่วมกันผ่าน 17 เป้าหมาย โดยเป้าหมายที่ 2 Zero Hunger หรือ ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการและส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน (End hunger, achieve food security and improved nutrition and promote sustainable agriculture) ภายในปี 2573

เพื่อตอบสนองกับเป้าหมาย และข้อเท็จจริงข้างต้น ผมขอชวนผู้อ่านพิจารณาความเป็นไปได้ของสาเหตุที่เกิดขึ้น เพื่อเป็น “การตั้งหลัก”อันนำไปสู่การดำเนินการแก้ไขร่วมกัน

‘อิ่มท้อง จึงจะอิ่มปัญญา’ จึงเป็นข้อเตือนใจให้ผมลองขบคิดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ในฐานะภาคเอกชน ที่อยากเห็นประเทศไทย ปักธงชัยชนะขจัดความหิวโหยเพื่อลูกหลานเราได้

1.ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสวัสดิการการเข้าถึงอาหาร

แม้ไทยจะมีเศรษฐกิจในระดับปานกลางค่อนข้างสูง แต่ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนยังคงรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวยากจน เด็กจำนวนมากต้องเติบโตกับอาหาร
ราคาถูก ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ทั้งในด้านร่างกายและสติปัญญา ครอบครัวในกลุ่มเปราะบางไม่สามารถเข้าถึงอาหารคุณภาพดีส่งผลให้เด็กหลายคน “อิ่มแค่แป้ง” แต่ขาดสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุใจกลางของปัญหานี้อาจเป็นไปได้ว่า ไทยเรายังไม่มีระบบสวัสดิการพื้นฐานที่ครอบคลุมสิทธิของพลเมืองเพื่อการเข้าถึงอาหารอย่างแท้จริง

2.ระบบอาหารที่ไม่สมดุล และนโยบายโภชนาการที่ยังไม่ทั่วถึง

แม้ไทยจะผลิตอาหารได้หลากหลายและมีมูลค่าการส่งออกสูง แต่ระบบอาหารภายในกลับยังมี “ช่องว่างเชิงโภชนาการ” ที่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเด็กทุกกลุ่มได้อย่างเท่าเทียมเด็กในพื้นที่ห่างไกลหรือในระบบการศึกษาที่มีทรัพยากรจำกัด ยังคงได้รับอาหารกลางวันที่มีคุณภาพต่ำ ไม่หลากหลาย และไม่สอดคล้องกับหลักโภชนาการพื้นฐาน ขณะเดียวกัน การบริโภคอาหารแปรรูปที่มีไขมันและน้ำตาลสูงในกลุ่มเด็กเมือง ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของปัญหา “ทุพโภชนาการ” ที่เริ่มกลายเป็นโรคระบาดเงาในเด็กไทย การไม่มีระบบติดตามประเมินโภชนาการที่ชัดเจนทั่วประเทศ ทำให้ปัญหานี้มักถูกมองข้ามและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

3.ขาดการลงทุนในช่วง “1,000 วันแรกของชีวิต”

1,000 วันแรกของชีวิต นับเป็นห้วงเวลาที่สำคัญที่สุด โดยนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า ช่วงเวลาครรภ์จนถึงเด็ก 2 ขวบ เป็นช่วงโอกาส และวิกฤตของการเติบโตด้านสมอง และร่างกาย ทว่าอย่างที่ผมได้อ้างอิงสถิติไปข้างต้น ไทยเรามีทารกเพียงร้อยละ 29 เท่านั้นที่ได้กินนมแม่

เป็นไปได้หรือไม่ที่ปัญหานี้อาจจำต้องมองถึงโครงสร้างสาธารณสุขในระดับปฐมภูมิที่ไม่ทั่วถึง กอปรกับปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท และพื้นที่ชายขอบ ตลอดจนงบประมาณเพื่อโภชนาการของแม่ และเด็กยังมีข้อจำกัด

“อิ่มท้อง จึงจะอิ่มปัญญา” จึงเป็นข้อเตือนใจให้ผมลองขบคิดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ในฐานะภาคเอกชน ที่อยากเห็นประเทศไทย ปักธงชัยชนะ ขจัดความหิวโหยเพื่อลูกหลานเราได้ ดังนี้

1.อาหารต้องได้รับการเข้าถึง

รัฐบาลควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอาหารชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มเปราะบาง เช่น การจัดตั้ง “ธนาคารอาหาร” (foodbank) ศูนย์กระจายอาหารสดในระดับตำบล หรือระบบจัดซื้อจัดจ้างอาหารกลางวันที่ใช้ผลผลิตท้องถิ่นอย่างมีมาตรฐาน ภาคธุรกิจสามารถร่วมพัฒนา “ระบบอาหารในโรงเรียน” ที่มีความมั่นคง สะอาด และสอดคล้องกับหลักโภชนาการ ทั้งยังช่วยสร้างตลาดให้เกษตรกรในพื้นที่

2.1,000 วันแรกแห่งชีวิต กับวาระแห่งชาติ

เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจำเป็นต้องมี “นโยบายระดับชาติ” ที่บูรณาการโภชนาการเด็กในช่วง 1,000 วันแรกอย่างจริงจัง เช่น เพิ่มงบประมาณสนับสนุนศูนย์เด็กเล็กและศูนย์โภชนาการในชุมชน สนับสนุนอาหารเสริมให้เด็กกลุ่มเปาะบาง ใช้ระบบติดตามภาวะโภชนาการอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกสุขภาพชุมชนและดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการเชื่อมฐานข้อมูลจากโรงเรียน หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

3.ลงทุนมากกว่าช่วยเหลือ : ปฏิรูปเกษตรกรรมเพื่อโภชนาการ

ในฐานะภาคเอกชน ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเกษตร อีกทั้งประเทศไทยยังมีพื้นฐานด้านเกษตรกรรมเป็นหลัก ผมเชื่อมั่นว่า ภาคการเกษตรสามารถเข้ามามีบทบาทโดยตรง เพื่อทุเลา หรือขจัดปัญหาด้านความหิวโหย และส่งเสริมโภชนาการของอาหาร สร้างโอกาสการ “เข้าถึง” และเชื่อมต่อ “คุณภาพ” ได้

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ไทยอาจจัดระบบสหกรณ์การเกษตร หรือกลุ่มเกษตรรายย่อยให้เชื่อมต่อกับศูนย์เด็กเล็กปฐมวัยในระดับพื้นที่ชุมชน หรือหมู่บ้าน โดยภาครัฐอาจเป็นเจ้าภาพเพื่อพัฒนากลไกนี้ให้เกิดขึ้น ผ่านกรอบแนวคิด ลงทุนมากกว่าช่วยเหลือ สร้างระบบรับประกันการเข้าถึงอาหารของเด็ก อาทิ จัดระบบจัดซื้ออาหารสดจากกลุ่มเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อป้อนเข้าสู่ศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่ ส่งเสริมการปลูกพืชผักพื้นบ้าน พืชท้องถิ่น และพืชหลากหลายชนิด(diversified crops) ที่เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งสารอาหารสำคัญสำหรับเด็ก และยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าหรืออาหารแปรรูปที่อาจไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเพียงพอ เป็นต้น

ในฐานะภาคเอกชน ผมขอยกตัวอย่างความร่วมมือที่ “เห็นผลจริง” กับการทำงานกันระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และชุมชน ผ่านโครงการ “ไข่ไก่เพื่ออาหารกลางวัน” ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (ซีพีเอฟ) ที่สนับสนุนโรงเรือนมาตรฐานเลี้ยงแม่ไก่ให้กับโรงเรียน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้การเลี้ยงไก่ไข่ และการบริหารเพื่อให้เกิด “กองทุนโครงการเลี้ยงไข่ไก่เพื่ออาหารกลางวัน” เป็นทุนสะสมทางโภชนาการให้กับโรงเรียนอีกด้วย

โครงข่ายของโครงการนี้เริ่มจากเมื่อแม่ไก่ฟักไข่ บรรดาไข่ไก่จะถูกส่งเข้าโรงครัว เพื่อเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารให้กับนักเรียน รับประกันว่าเด็กจะได้รับประทานไข่ 5 วันต่อสัปดาห์ อีกส่วนจะได้รับการจำหน่ายให้กับร้านค้าในชุมชน และคนทั่วไป รายรับจะได้รับการจัดเก็บในกองทุน โครงการนี้ดำเนินมาเป็นปีที่ 37 มีโรงเรียนเข้าร่วม1,018 โรงเรียน มีนักเรียนได้รับประโยชน์กว่า 2.2 แสนคน ที่สำคัญตัวเลขการบริโภคไข่ไก่ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญเพิ่มขึ้นร้อยละ 77 หรือจากเดิม 156 ฟองต่อคนต่อปี กลายเป็น 276 ฟองต่อคนต่อปี ภายหลังเข้าร่วมโครงการ

จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ว ปัญหาทั้งหมดนี้จึงมิใช่แค่เพียงเด็กหิว หรือขาดอาหารเท่านั้นแต่คือ ความมั่นคงทางด้านอาหารที่ต้องได้รับการแก้ไข และไม่ใช่เรื่องของใครคนหนึ่งหรือ
หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่คือภารกิจร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อน เชื่อมโยงกลไกระหว่างเกษตรกร ชุมชน และโรงเรียน

ณ วันนี้เราอาจต้องใช้ความคิดที่ว่า การแก้ไขคือการลงทุน หาใช่ความช่วยเหลือ เราต้องแก้ไข เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะกับลูกหลานเพราะเมื่อ

“มื้ออาหารไม่ขาด ปัญญาจึงไม่พรากจากอนาคต”

อ้างอิง

https://www.sdgmove.com/2024/
08/09/fao-food-security-and-nutrition-report/

https://www.sdgmove.com/
2024/06/07/child-food-poverty-unicef/

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ

ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved