'นพดล' แนะ 4 ยุทธศาสตร์ รบ.ต้องทำ 'ทันที' ลั่นอย่าให้เลือดทหารไทย แพ้แป้นพิมพ์เขมร

'นพดล' แนะ 4 ยุทธศาสตร์ รบ.ต้องทำ 'ทันที' ลั่นอย่าให้เลือดทหารไทย แพ้แป้นพิมพ์เขมร

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

'นพดล กรรณิกา' แนะ 4 ยุทธศาสตร์ รัฐบาลไทยต้องทำ 'ทันที' ลั่นอย่าให้เลือดทหารไทย แพ้แป้นพิมพ์เขมร

เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตหัวหน้าโครงการวิจัยปกป้องรักษาผลประโยชน์ชาติตามแนวชายแดน กองทัพบก ปี 2554 อดีตผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก ปี 2557 ศิษย์เก่าด้านยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารหัวหน้าเสนาธิการทหารร่วม (Joint Chiefs of Staff, JCS) เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา และศิษย์เก่าวิทยาการข้อมูล (Data Science & Methodology) มหาวิทยาลัย มิชิแกน สหรัฐอเมริกา ได้โพสต์บทความเรื่อง “อย่าให้เลือดทหารไทย แพ้แป้นพิมพ์เขมร“ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “มิสเตอร์ จิม” โดยเนื้อหา ระบุว่า “ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่อง สันติภาพ แต่ประเทศไทย มีปัญหากับการนำคำว่า ‘สันติภาพ’ มาบดบังความเสี่ยงเสียดินแดน


หลายวันที่ผ่านมา ผมนั่งดูสื่อต่าง ๆ นำคลิปข่าวเบื้องหลังชัยชนะของทหารไทยผู้กล้า เข้ายึดและสถาปนาควบคุมพื้นที่ได้กลับมาเป็นของไทย ผมตื้นตันใจไม่แตกต่างจากคนไทยทั้งประเทศ เพราะบรรพบุรุษของเรา เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิตและความลำบากยากเข็ญเข้าแลกไว้ ชาติของเรา เป็นไทยอยู่ได้ จนถึงตัวเราคนหนึ่งนี้

แต่ถ้า วันนี้ใครก็ตามที่บอกว่า “หยุดยิงและการเข้าสถาปนาดินแดนเอาไว้ได้คือชัยชนะและจุดจบของการรบ” คนนั้น ไม่เข้าใจสงครามยุคใหม่ เพราะสงครามวันนี้ ไม่ตัดสินด้วยปืนใหญ่ รถถัง F-16 หรืออาวุธสงครามร้ายแรง แต่ตัดสินด้วย เอกสาร คำแถลง และความเงียบของรัฐ ประกอบด้วย

ความจริงที่ต้องพูดตรง ๆ คือ สิ่งที่ ฮุน มาเนต ประกาศต่อโลกไม่ใช่ท่าทีของ “ผู้แพ้” แต่คือท่าทีของ คนที่กำลังล็อกเกมกฎหมายระยะยาว ด้วยว่า (1) เขาไม่ยอมรับอธิปไตยไทย (2) เขายืนยันสนธิสัญญาเดิมที่ไทยเสียเปรียบ (3) เขาดึงไทยกลับสู่กลไกที่เขาเคยชนะ

ภายใต้บริบทที่ “จีน” มีบทบาทอำนวยการเจรจาในภูมิภาคและมีช่องทางสื่อสารกับทั้งสองฝ่าย กัมพูชาเลือกจังหวะสื่อสารที่ทำให้ไทยตกอยู่ในเกมความชอบธรรมและเกมกฎหมายระยะยาว

กัมพูชาเลือกจังหวะสื่อสารและจังหวะเจรจาที่มีเจตนาซ่อนอยู่ โดยอาศัยช่วงที่การเมืองไทยมีข้อจำกัดภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 และสังคมไทยอ่อนไหวต่อความขัดแย้งภายในในช่วงการเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วประเทศ

และหากไทยยังนิ่ง ความนิ่งนั้นจะกลายเป็น ต้นทุนและข้อเสียเปรียบทางกฎหมายและการทูตในเวทีระหว่างประเทศ หลักยุทธศาสตร์เดียวที่ประเทศไทยต้องยึด คือ “ดินแดนไทยจะไม่ถูกตัดสินด้วยคำพูดฝ่ายเดียว และจะไม่ถูกแลกด้วยความเงียบของรัฐบาล”
จากนี้ ประเทศไทยต้อง “รุก” ไม่ใช่ “รอ” นี่ไม่ใช่ข้อเสนอแต่เป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ของไทย 4 ข้อ ที่ผมเห็นว่า จำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องทำ “ทันที” หากไม่ต้องการเห็นทหารไทยพลีชีพสูญเปล่าและไทยแพ้ซ้ำ

1. ออกเอกสารรัฐ “โต้แย้งทันที” ในวินาทีนี้ ไม่ใช่โพสต์ ไม่ใช่ข่าว แต่คือ หนังสือทางการ
รัฐบาลต้องออก หนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ต่อรัฐบาลกัมพูชาและแจ้งต่อประชาคมระหว่างประเทศ โดยยืนยันสาระสำคัญ 3 ประการนี้ให้ชัดเป็นลายลักษณ์อักษร คือ (1) พื้นที่ที่กองทัพไทยยึดคืนมา เป็นอธิปไตยของไทย (2) การหยุดยิง ไม่ใช่การยอมรับว่าพื้นที่เป็นพื้นที่พิพาท (3) ไทย ไม่ยอมรับแผนที่หรือสนธิสัญญาใด ๆ ที่บิดเบือนเส้นเขตแดน 

และวันนี้ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้อง ทบทวนและกำหนดท่าทีต่อกรอบ MOU อย่างแยกส่วน นั่นคือ

– กรอบเขตแดนทางบก (MOU 2543/JBC) ต้องเดินหน้าโดยไม่เปิดช่องให้ถูกตีความว่าไทยยอมรับสถานะพื้นที่พิพาทโดยปริยาย

– ส่วน กรอบ OCA ทางทะเล (MOU 2544/JTC) ต้องทบทวนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความโปร่งใสให้รัดกุม

ไม่ควรรอเวลาแม้แต่วันเดียวเพราะจะทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะความล่าช้าอาจกลายเป็นต้นทุนของชาติในอนาคต

ถ้าไม่เขียนและไม่ทำที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดวันนี้ อีก 5–10 ปีข้างหน้า เราจะถูกถามจากลูกหลานไทย ว่า “ทำไมตอนนั้นรัฐบาลไทยไม่คัดค้าน ไม่โต้แย้ง“

2. หยุดยิงได้ แต่ “ห้ามถอย” พื้นที่ต้องกลายเป็นความจริง ไม่ใช่สัญลักษณ์ กองทัพไทยต้อง อยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เปิดเผย และป้องกันตัว โดย 

2.1 ต้องมี “ฐาน” — ไม่ใช่แค่กำลัง การมีฐาน ไม่ได้หมายถึงการเตรียมรบ แต่หมายถึงการแสดงว่า รัฐไทยยังทำหน้าที่รัฐในพื้นที่นั้นอยู่
ฐาน คือ การมีตัวตนของรัฐ
ฐาน คือ การค้ำยันอธิปไตยอย่างสงบแต่มั่นคง
และ ฐาน คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “พื้นที่นี้อยู่ภายใต้การควบคุมที่มีประสิทธิภาพ (effective control)”
ในเวทีโลก ฐานคือ “พยานเงียบ” ที่มีน้ำหนักกว่าคำแถลงใด ๆ

2.2 ต้องมี “การลาดตระเวน” เพื่อยืนยันความต่อเนื่อง การลาดตระเวนไม่ใช่การยั่วยุ แต่คือการยืนยันว่า อำนาจรัฐไทยไม่ใช่ภาพนิ่ง แต่เป็นกระบวนการที่มีชีวิต 
การอยู่เฉย ๆ คือ ช่องว่าง

ช่องว่าง คือ โอกาสของฝ่ายตรงข้ามในการสร้างเรื่องเล่าใหม่ (New Narrative) ที่เอียงเข้าข้างฝ่ายตรงข้าม ตรงนี้สำคัญมากเพราะเป็นจุดได้เปรียบเสียเปรียบในการทำสงครามยุคใหม่ในเวทีโลก การลาดตระเวนอย่างเปิดเผย สม่ำเสมอ และเป็นกิจวัตร คือการบอกโลกว่า “พื้นที่นี้ไม่ได้ถูกทิ้ง ไม่ได้เป็น no man’s land และไม่ได้อยู่ในภาวะสุญญากาศอำนาจ ทั้งอำนาจการเมืองและอำนาจทางการทหาร”

2.3 ต้องมี “โครงสร้างรัฐ” ที่สั่งการชัดเจน ทั้งการเมือง การทหาร และประชาชน นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด การอยู่ในพื้นที่จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อสะท้อนโครงสร้างรัฐที่สมบูรณ์
• ทางการเมือง: อยู่ภายใต้การสั่งการของรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย
• ทางการทหาร: มีสายการบังคับบัญชาชัดเจน มีวินัย และยึดหลักป้องกันตัว
• ทางสังคม: มีการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่ยืนอยู่ข้างรัฐเดียวกัน

นี่คือการหลอมรวม อำนาจรัฐ (State Power) เข้ากับ อำนาจจากภาคประชาสังคม (Non-State Power) ให้กลายเป็น “อำนาจแห่งชาติ (National Power)” ที่เป็นหนึ่งเดียว เมื่อรัฐ ประชาชน และกองทัพ เดินไปในทิศทางเดียวกัน

ผลที่ตามมาคือ ข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้าม เรื่อง “การยึดครองโดยกำลัง” จะอ่อนแรงลงทันที เพราะภาพที่โลกเห็นคือ “รัฐที่ทำหน้าที่ตามปกติในดินแดนของตน” ยุทธศาสตร์นี้ไม่ใช่เพื่อพร้อมรบอย่างเดียว แต่เพื่อชนะในสนามรบกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่การเตรียมสงคราม แต่คือการเตรียมชัยชนะในสนามที่สำคัญกว่ากระสุน ปืนใหญ่ รถถัง หรือ F-16 ในกฎหมายระหว่างประเทศ หลักคิดง่ายมาก แต่โหดมาก คือ ประเทศใดอยู่จริง ประเทศใดดูแลจริง ประเทศใดใช้อำนาจรัฐได้โดยไม่ถูกรบกวน ประเทศนั้น “ได้เปรียบ” ไม่ใช่ในข่าว ไม่ใช่ในโซเชียล แต่ในบันทึกเอกสารอย่างเป็นทางการของโลก และเมื่อถึงวันที่ต้องพูดในเวทีระหว่างประเทศ ข้อเท็จจริงจะพูดแทนเราได้ โดยไม่ต้องโต้เถียงทะเลาะอะไรกับใคร

3. ประกาศ “เขตอธิปไตยปลอดผลประโยชน์” ตัดหัวเกมพวกขายชาติ

รัฐบาลต้องประกาศชัดต่อสาธารณะว่า ไม่มีดีล 50/50 กับใคร ไม่มีกาสิโน ไม่มีสแกมเมอร์ ไม่มีทุนสีเทา ไม่มีการเอาอธิปไตยไปแลกเงิน เพราะตราบใดที่มีผลประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้นกับแกนนำพรรคการเมือง กับเจ้าหน้าที่รัฐหรือภาคเอกชนใด อธิปไตยของชาติไทยจะกลายเป็นของต่อรองทันที
นี่ไม่ใช่เรื่องการทูต แต่นี่คือ ศีลธรรมความชอบธรรมของรัฐ

4. เปลี่ยนเกมเจรจา ไม่เดินตามกับดักเดิม ถ้ากลไกเจรจาเดิมถูกใช้เพื่อ ดึงเวลา แช่แข็งพื้นที่ และพาไทยกลับไปแพ้ในกระดาษ รัฐบาลต้อง ทบทวนกรอบทั้งหมดอย่างเปิดเผย การเจรจาที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่สันติภาพ แต่คือการยอมแพ้แบบเลื่อนเวลา

ประโยคเดียวที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ คือ “ถ้ากัมพูชาแพ้ไทยจริง ทำไมไม่ยอมรับว่าแผ่นดินนี้เป็นของไทย” ถ้ารัฐบาลไทยหรือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไทยตอบไม่ได้ แปลว่าเรื่องนี้ ยังไม่จบ ไทยยังไม่ชนะแท้จริง และรัฐบาล ยังไม่มีสิทธิ์บอกประชาชนว่า ‘ปลอดภัยแล้ว’

กล่าวโดยสรุป สิ่งที่ขอให้ทุกคนจำให้ขึ้นใจ คือ
• ทหารได้ทำหน้าที่ของตนอย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว
• รัฐบาลจึงต้องทำหน้าที่ของรัฐให้สมบูรณ์ต่อไป
• และประเทศไทยไม่มีสิทธิ์แพ้ในเวทีศาลโลกอีกครั้ง

นี่ไม่ใช่เรื่องของชาตินิยม แต่คือเรื่องของความรับผิดชอบต่อแผ่นดินไทย หากรัฐไม่ปกป้องอธิปไตยตามภารกิจที่กล่าวมาข้างต้นในวินาทีนี้ เดี๋ยวนี้ วันหนึ่งลูกหลานไทยจะเป็นผู้ตั้งคำถามกับเราและนั่นอาจเป็นคำถามที่ไม่มีใครในยุคนี้สามารถลุกขึ้นจากหลุมมารับผิดชอบและตอบพวกเขาได้อีก”
 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top