วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569
รอบรั้วเมืองใต้ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับนี้ ผู้เขียนขอเข้าร่ายข่าวสังคม ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม ตามวิสัยคนหนังสือพิมพ์อาชีพ ที่เห็นมาอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น...ยังไว้ใจไม่ได้ว่าการสู้รบ ระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา จะสงบราบคราบ หลังจากที่จีน ใช้ความเป็นลูกพี่ใหญ่ ทำการบีบคอ ให้กัมพูชา หยุดการรุกรานอธิปไตย ของ ชายแดนไทยใน 7 จังหวัดด้านตะวันออก เพราะจีน ยังให้ความสำคัญกับกัมพูชา มีฐานะ ที่เป็นประเทศบริวาร ที่มีภูมิรัฐศาสตร์ ที่ สำคัญต่อจีน ในการต่อต้านอิทธิพล ของสหรัฐอเมริกา และจีนไม่กล้าที่จะบีบไทย เพราะรู้ว่าไทย ถึงจุดที่ยอมไม่ได้ สำหรับการรุกราน และความเหิมเกริมของกัมพูชา แต่สันดาน ของ สองพี่ลูกตระกูลฮุน ก็ยังเชื่อไม่ได้ว่าจะยอมสยบ ให้กับจีนได้ นานเท่าไหร่ หากมีมหาอำนาจ อื่น อย่างสหรัฐอเมริกา ยื่นมือเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ผู้นำกัมพูชา อาจจะเปิดศึก กับไทย อีกครั้ง ก็เป็นได้....เพราะหลังการหยุดยิง กัมพูชา ยังมีการเคลื่อนไหวทางทหาร ในรอบชายแดนไทย รวมทั้งมีการเร่งซ่อมแซม ถนนหนทาง ที่ถูก กองทัพไทย ทำลาย เพื่อเป็นการตัดกำลัง ในการส่งกำลังบำรุง ของกัมพูชา ดังนั้น พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ยังต้องตรึงกำลังทหาร และ ตชด. ในแนวชายแดนให้มั่นคง เช่นเดียวกับกองทัพเรือ ที่ยังต้องดูแลชายแดน อย่างใกล้ชิด.....ที่ สำคัญ จะมีการเจรจาระหว่างไทยกัมพูชา ก็เจรจากันไปตามกรอบกลไก ที่มีอยู่ แต่ต้องไม่มีการ ถอนทหาร จากพื้นที่ ซึ่งไทย ยึดกลับมา ในระหว่างการเจรจาเพราะแผ่นดิน ที่ทหารไทย ยึดกลับมา เป็นแผ่นดินไทย ไม่ใช่พื้นที่อ้างสิทธิ์ เรายึดตามแผ่นที่ 1 ต่อ 50,000 ประเทศไทยจึงไม่ได้รุกราน หรือยึด ดินแดน กัมพูชา แต่อย่างใด.....อีกเรื่อง ที่ กองทัพ ต้องตัดกำลังของกัมพูชา นั้นคือเรื่องของน้ำมัน ที่เป็น พลังงาน สำคัญ ในการสู้รบ ที่มีการตั้งข้อสังเกต ว่า กัมพูชา ไม่มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไม่มีโรงกลั่น แต่มีน้ำมัน ใช้ในการสู้รบ แบบไม่ประหยัดและไม่ขาดแคลน เพราะน้ำมันส่วนใหญ่ ของกัมพูชา นำเข้าไปจากประเทศไทย และกว่า กองทัพภาคที่ 2 จะมีคำสั่ง ห้ามให้ผู้ค้าน้ำมัน ส่งน้ำมัน ให้กัมพูชา ก็สายไปหนึ่งก้าว เพราะก่อนที่จะมีการสู้รบกับไทย นั้น กัมพูชา ได้สำรอง น้ำมันเพื่อการสู้รบ กับไทย เป็นจำนวนมาก และหลังจากที่กองทัพภาคที่ 2 ห้ามผู้ค้าน้ำ ส่งน้ำมัน ให้กัมพูชา ก็ไม่ได้สร้างความเสียหาย ให้กัมพูชา เพราะกัมพูชา ซื้อน้ำมันจาก ผู้ค้าน้ำมัน ของ สปป.ลาว ที่มีชายแดน ติดกัน และยังซื้อน้ำมันเถื่อน จากกลุ่มเสี่ยโจ้ ผู้ค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ทางภาคใต้ของประเทศไทย รวมทั้งยังมีน้ำมัน จากประเทศมาเลเซียที่ กลุ่มทุน ค้าน้ำมันข้ามชาติ ขอทรานส์ซิส หรือขอผ่านประเทศไทย โดยไม่ต้องเสียภาษี ไปขายให้กับกัมพูชา อีกด้วย....เรื่องนี้ลำพังหน่วยงานความมั่นคง อย่าง สภาความมั่นคงแห่งชาติ และกองทัพ รับมือไม่ไหว กระทรวงพลังงานกรมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ,กรมศุลกากร,กรมสรรพสามิต และศรชล ของกองทัพเรือ ต้องร่วมมือ ตั้งแต่ในเรื่องข้อสังเกต ในการที่จ็อบเบอร์ ของไทยส่งน้ำมันไปให้กับ สปป.ลาว ทางด่านชายแดน ว่ามีจำนวนที่มากแบบผิดปกติ หรือไม่ ถ้าเห็นว่าผิดปกติ ต้องหาสาเหตุ เพื่อให้มีการระงับการส่งออก เพราะน้ำมันส่วนนี้ จ็อบเบอร์ ส่งไปยัง สปป.ลาว เพื่อผ่านไปยังกัมพูชา.....จริงอยู่น้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ใช่สินค้าควบคุม แต่ในการศึกสงคราม หรือในยามที่ประเทศมีการสู้รบ หรือในภาวะฉุกเฉิน น้ำมันคือยุทธปัจจัย ที่ทุกหน่วยงาน ต้องร่วมมือกัน ในการป้องกันประเทศ เพราะต่อให้กัมพูชา มีปืนใหญ่ มีจรวจหลายลำกล้อง มีกระสุนมากมาย หากขาดแคลนน้ำมัน ก็ย่อมที่จะทำการสู้รบไม่ได้ ดังนั้นเมื่อยังไม่ไว้ใจกัมพูชา สิ่งสำคัญคือต้องป้องกันไว้ก่อน อย่าให้วัวหายล้อมคอก เกิดขึ้น.....เช่นเดียวกับเรื่องการเปิดด่านพรมแดน และเรื่องแรงงานกัมพูชา รัฐบาล และ กองทัพ ต้องมีการชะลอไว้ก่อน จนกว่าจะมั่นใจได้ว่า กัมพูชา จะไม่หักหลัง หรือจนกว่า ประเทศไทย จะมีรัฐบาล ใหม่ หลังการเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมาหลายเดือนที่มีการปิดพรมแดน และไม่รับแรงงานกัมพูชา เข้ามาเป็นแรงงาน ในประเทศไทย เราก็ไม่ได้แบกรับ ความสูญเสีย จนรับไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกับกัมพูชา ต่างหากที่ ต้องสูญเสีย ทางด้านเศรษฐกิจ มากกว่าประเทศไทย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์แอบแฝง รัฐบาล ต้องอย่ายอมให้ประเทศมหาอำนาจ อย่างจีน อย่างญี่ปุ่น และหลายประเทศที่ลงทุน ใน กัมพูชา มาบีบ ให้ทำตาม.....รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคง ต้องไม่หลิ่วตา หรือทำเป็น ตาบอดตาใส ปล่อยให้ขบวนการเถื่อน ในชายแดนไทย-กัมพูชา ทำการค้าขายข้ามแดน ทั้งสินค้าจากฝั่งไทยและจากฝั่งกัมพูชา ตามช่องทางธรรมชาติ โดยมีเจ้าหน้าที่นอกคอก ร่วมมือกับกลุ่มทุน เพื่อหาผลประโยชน์ ซึ่งถือว่าเป็น อาชญากร ทางเศรษฐกิจ ที่กองทัพ ต้องคุ้มเข้ม ในแนวชายแดน ทั้ง 7 จังหวัด อย่าให้ถี่รอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็นเด็ดขาด.... เขาวังชิง อ.สะเดา จ.สงขลา ที่เมื่อก่อนมีพันธุ์ไม้ ต้นไม้ใหญ่นานาชนิดขึ้นเต็มไปหมดบนเขาดังกล่าว แต่ปัจจุบัน มีนายทุนขึ้นไปบุกรุกตัดไม้แผ้วถางป่า จนมองเห็นได้ชัดๆแต่ไกล แต่แปลก ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจป่าไม้ กับ หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น (โตนงาช้าง)จะมองเห็นหรือเปล่า....
ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี