วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีแสดงความยินดีและอ่านสารอำนวยพรให้แก่คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครบรอบ 13 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2569 โดยมี นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าร่วม ณ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

โดยร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการการดัดแปรสภาพอากาศ การปฏิบัติการฝนหลวง และบูรณาการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภค บริโภค รวมถึงการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ภายในประเทศ ซึ่งได้ปฏิบัติทุกภารกิจอย่างเต็มกำลังมาจนครบปีที่ 13 ในวันนี้ โดยที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวทางพระราชดำริของพระบรมชนกนาถ ในการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้มีความอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งด้านการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การสนับสนุนภาคการเกษตร การป้องกันและบรรเทาไฟป่า รวมถึงการลดปัญหาฝุ่นละออง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของกรมฯ ควบคู่กับการปรับปรุงและทดแทนอากาศยานที่มีสภาพเก่า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
“เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 13 จึงขออำนวยพรให้แก่คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรทั่วประเทศ ประสบแต่ความสุข มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งกำลังกาย กำลังใจ และเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทยสมดังพระราชปณิธานสืบไป” รมว.ธรรมนัส กล่าว

ด้านนายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการฝนหลวงมีจุดเริ่มต้นจากโครงการพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ. 2498 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงคิดค้นและพัฒนาจนเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลจึงได้ยกระดับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง พัฒนาสู่สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร และยกฐานะเป็นกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2556 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และการบูรณาการภารกิจรองรับปัญหาภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่ง สถานีเรดาร์ฝนหลวงทั้งแบบประจำที่และแบบเคลื่อนที่ รวม 11 สถานี ครอบคลุมทุกภูมิภาค พร้อมเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง
สำหรับอากาศยานและการบินเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความพร้อมทั้งด้านจำนวนและสมรรถนะ รองรับการปฏิบัติภารกิจและการช่วยเหลือด้านภัยพิบัติของประเทศ โดยมีอาสาสมัครฝนหลวงร่วมสนับสนุนภารกิจอย่างเข้มแข็ง พร้อมกันนี้ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง และการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และวิจัยครบวงจร ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการจัดตั้งโรงผลิตสารฝนหลวงตามพระราชดำริ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและฝุ่นละอองอย่างเป็นรูปธรรม
“นับเป็นเวลา 13 ปี ที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไม่หยุดการพัฒนา ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบิดาแห่งฝนหลวง และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดจากพระบรมชนกนาถ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข และสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าว
-(016)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี