วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569
‘สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง’คุมเข้ม
สกัดเชื้อ‘นิปาห์’
คัดกรองผู้โดยสารจากอินเดีย
นายกฯยันไทยไม่พบผู้ติดเชื้อ
สั่งสธ.แถลงเรียกความเชื่อมั่น
ก.สาธารณสุขตื่นตัว โดยกรมควบคุมโรคตั้งด่านตรวจเข้มผู้ที่เดินทางกลับจากอินเดีย ที่สนามบิน “สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-ภูเก็ต” ยกระดับคัดกรองผู้เดินทางจากเวสต์เบงกอล อินเดีย คุมเข้มเฝ้าระวังสกัดไวรัสนิปาห์ เข้าไทย ด้านกรมวิทย์-กรมการแพทย์ เตรียมพร้อมสถานพยาบาล-ห้องแล็บ-ยา-ห้องกักตัว รับมือการระบาดไวรัสนิปาห์ ซึ่งกรมวิทย์พร้อมตรวจ RT-PCR หาเชื้อ รู้ผลภายใน 8 ชม. ชี้ติดเชื้อจากคนสู่คนได้ ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งนายกฯยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ ขอให้ยึดโมเดลโควิดเฝ้าระวัง คัดกรอง นทท.จากประเทศเสี่ยง แนะเลี่ยงสัมผัสมือ กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ สั่งสธ. แถลงหวั่นปชช.วิตก ชี้ติดต่อจากสารคัดหลั่งไม่ฟุ้งในอากาศ
หลังสำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวรัฐบาลอินเดียเร่งสกัดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ อย่างเข้มงวด หลังตรวจพบผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 5 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก นอกจากนี้ ยังมีการกักตัวประชาชนประมาณ 100 คน เนื่องจากมีประวัติสัมผัสและใกล้ชิดผู้ป่วย เพื่อเฝ้าสังเกตอาการใกล้ชิด เนื่องจากกังวลเรื่องการระบาดลุกลามออกนอกประเทศ
เมื่อวันที่ 25 มกราคม ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เกิดจากการสัมผัสมูลสัตว์หรือสารคัดหลั่งของพาหะนำโรค ได้แก่ ค้างคาวกินผลไม้ โดยเฉพาะค้างคาวแม่ไก่ รวมถึงสัตว์ที่รับเชื้อจากค้างคาว เช่น สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ
ติดเชื้อจากคนสู่คนผ่านสัมผัสสารคัดหลั่ง
นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือดหรือน้ำลาย โรคดังกล่าวเคยระบาดครั้งแรกในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรที่หมู่บ้านนิปาห์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 2541จึงเป็นที่มาของชื่อไวรัส และปัจจุบันมีรายงานพบผู้ติดเชื้อในอินเดีย ขณะที่ประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ
ดร.นพ.สราวุฒิกล่าวถึงอาการผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ซึ่งมีระยะฟักตัวประมาณ 4–14 วัน หรืออาจนานถึง 1 เดือน ระยะแรกมีอาการคล้ายไข้หวัด ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือมีภาวะสมองอักเสบ และอาการระบบประสาท เช่น วิงเวียนศีรษะ เดินโซเซ ซึม สับสน ชัก ลูกตาเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือแขนขากระตุก อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
กรมวิทย์ฯพร้อมตรวจRT-PCRรู้ผลใน8ชม.
ดร.นพ.สราวุฒิกล่าวอีกว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข เป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านชันสูตรโรคของประเทศ พร้อมตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม Real-time RT-PCR มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจจากตัวอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลือด สารคัดหลั่งจากคอและโพรงจมูก น้ำไขสันหลังและปัสสาวะ โดยจะเก็บอย่างน้อย 2 ชนิดตัวอย่างขึ้นไป และสามารถรายงานผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง
ไม่มียารักษา-วัคซีนป้องกัน-รักษาตามอาการ
ทั้งนี้ ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รักษาตามอาการ จึงขอแนะนำประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรคและสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้งและล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ
ดร.นพ.สราวุฒิกล่าวว่า โรงพยาบาลสามารถส่งตัวอย่างผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ซึ่งมีอาการไข้สูงร่วมกับประวัติสัมผัสสัตว์หรือรับประทานผลไม้ต้องสงสัย หรือผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่มีการระบาด ส่งตรวจและสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์รวมบริการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์ประสานงานตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.นนทบุรี โทรศัพท์ 0 2951 1485, 0 2951 0000 ต่อ 98340
สธ.ตรวจคัดกรองเข้มคนกลับจากอินเดีย
วันเดียวกัน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เผยแพร่ภาพผ่านเพจเฟซบุ๊ก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พร้อมระบุว่า ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ ท่าอากาศยานดอนเมือง เจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคเริ่มดำเนินการคัดกรองผู้เดินทางจากเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ตามมาตรการควบคุมโรค ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้โดยสารที่ผ่านช่องทางการตรวจคนเข้าเมือง การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค ยังเผยแพร่คำแนะนำด้านสุขภาพ สำหรับผู้เดินทางจากเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย เป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยว่า ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทย โปรดเก็บรักษาบัตรฉบับนี้ไว้กับท่าน หากท่านเดินทางมาจากประเทศอินเดีย(เวสต์เบงกอล) ภายในช่วง 21 วันที่ผ่านมา ซึ่งมีการรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และมีอาการใดอาการหนึ่งต่อไปนี้ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก ซึม สับสน หรือชัก โปรดรีบไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินทางรวมทั้งวันที่เริ่มมีอาการ หากท่านรู้สึกไม่สบาย โปรดติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือสแกน QR Code ด้านล่างเพื่อรายงานอาการ
ยกระดับคัดกรอง3สนามบินหลัก
ส่วน มาตรการรับมือ สถานการณ์ไวรัสนิปาห์ กรมควบคุมโรค ระบุดังนี้ 1) เสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง 1.1. ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ: คงและยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง โดยผู้ป่วยส่งต่อข้ามประเทศจากอินเดีย/บังกลาเทศ ตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ก่อนเข้าประเทศ ผู้เดินทางจากรัฐ West Bengal กรอกเอกสารสถานะสุขภาพตามพ.ร.บ.โรคติดต่อฯ คัดกรอง ณ จุดเข้าเมืองหลัก คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต ด้วยการวัดอุณหภูมิและประเมินอาการ พบผู้ป่วยสงสัย แยกกักและส่งต่อ รพ.รัฐที่กำหนด / พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กักกันในสถานกักกันรัฐ สื่อสารคำแนะนำผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงผ่านสื่อ ณ ด่านฯ และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
เตรียมพร้อมสถานพยาบาล-ห้องแล็ป
1.2. สถานพยาบาล: เพิ่มความไวการเฝ้าระวัง ปรับแนวทางให้ชัดเจน ครอบคลุมการรักษา การเฝ้าระวัง–สอบสวนโรค และแจ้งเตือนแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยง 1.3. ชุมชน: เสริมระบบแจ้งเตือนผ่าน อสม./อสส. เพื่อรายงานเหตุผิดปกติในพื้นที่
2) เตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วย/ผู้ป่วยสงสัย ห้องปฏิบัติการ: ยกระดับความพร้อมการตรวจระดับ BSL-3 และกำหนดแนวทางกลาง โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตาม พ.ร.บ.เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ฯ สถานพยาบาล: เตรียมห้องแยกควบคุมการติดเชื้อและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล: แยกกักผู้ป่วยต้องสงสัย ใช้ PPE ตามความเสี่ยง และจัดระบบส่งต่อ–เก็บสิ่งส่งตรวจอย่างปลอดภัย3) สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก สื่อสารแจ้งแนวทางป้องกันโรคแก่ประชาชนทั่วไป ให้คำแนะนำผู้เดินทางไป–กลับอินเดียอย่างต่อเนื่อง ประสานภาคการท่องเที่ยวและโรงพยาบาลเอกชน เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและสร้างความเชื่อมั่น และ4) บูรณาการ One Health ประสานกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมปศุสัตว์ และสถาบันวิชาการ เฝ้าระวังค้างคาวแม่ไก่/สัตว์เลี้ยง และเตรียมแผนตอบโต้เมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย
กรมการแพทย์สั่ง3รพ.ในสังกัดทำแผนรับมือ
ขณะที่นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า กรมการแพทย์ประชุมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ ติดตามสถานการณ์การระบาดของไวรัสนิปาห์ในอินเดีย นอกจากนี้ ยังมอบหมายสถานพยาบาลในสังกัด ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเลิดสิน และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยต้องสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อ โดยเตรียมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ห้องแยกโรค ยาและเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้พร้อม รวมทั้งเตรียมความพร้อม โรงพยาบาลและสถาบันเฉพาะทาง หากผู้ป่วยมีอาการผลแทรกซ้อนที่ยุ่งยากซับซ้อน อาทิ สถาบันประสาทวิทยา สถาบันโรคทรวงอก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นต้น โดยทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ปลอดภัยที่สุด
นิปาห์โรคติดต่ออันตรายอันดับ7ของไทย
นอกจากนี้ กรมการแพทย์ยังระดมผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่างๆ จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่สงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อนิปาห์ เพื่อให้บุคลากรในสถานพยาบาลทั่วประเทศใช้เป็นแนวทางรับมือผู้ป่วยติดเชื้อ และเตรียมการจัดอบรมถ่ายทอดความรู้กับบุคคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคนิปาห์และการดูแลผู้ป่วยจากเนื้อหาในคู่มือดังกล่าวอีกด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus disease) เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 7 ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า ยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย ทั้งในมนุษย์และในสัตว์ จึงมีการเฝ้าระวังด้วยระบบศูนย์ประสานงานสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ ศูนย์ One Health กลไกความร่วมมือระดับประเทศ และระหว่างประเทศ เฝ้าระวังควบคุมโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ
สนามบินภูเก็ตคัดกรองอินเดีย6สายการบิน
นายมนต์ชัย ตะโหนดผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานภูเก็ต ร่วมกับ ด่านควบคุมโรค ท่าอากาศยานภูเก็ต เตรียมพร้อมกักกันและคัดกรองสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดีย เบื้องต้นระบุหลุมจอดเที่ยวบินเป้าหมาย และคัดกรองก่อนเข้าสู่อาคารหลัก เที่ยวบินจากอินเดียสู่ท่าอากาศยานภูเก็ตมีเที่ยวบินตรงจากอินเดียเฉลี่ย 13 เที่ยวบินต่อวัน ประกอบด้วย 1.สายการบิน IndiGoเมืองนิวเดลี มุมไบเบงกาลูรู และโกลกาตา 2.สายการบิน Air India เมืองนิวเดลี และมุมไบ3.สายการบิน SpiceJetเมืองนิวเดลี 4.สายการบิน VietJet Air เมืองมุมไบ5.สายการบิน Akasa Air เมืองเบงกาลูรู และ 6.สายการบิน AirAsia X เมืองเจนไนและโคซิน โดยเฉพาะเมืองโกลกาตา รัฐเวสต์เบงกอล บินตรงสู่ภูเก็ตเฉลี่ย 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์บินทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา 11.35 น. (6E1087) ผู้โดยสารเฉลี่ย 165 คนต่อวันและ 820 คนต่อสัปดาห์ด้านข้อมูลกรมควบคุมโรค สำหรับเที่ยวบินจากอินเดียในเขตสุขภาพที่ 11 ประกอบด้วย 1.ท่าอากาศยานภูเก็ต มีเที่ยวบินตรงจากอินเดียเฉลี่ย 13 เที่ยวบินต่อวัน 2.ท่าอากาศยานกระบี่ มีเที่ยวบินตรงจากอินเดียเฉลี่ย 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์คือสายการบิน IndiGoได้แก่ เมืองนิวเดลี มุมไบ และเบงกาลูรู ไม่มีเที่ยวบินจากโกลกาตา และ3.ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี และท่าอากาศยานสมุย ไม่มีเที่ยวบินตรงจากประเทศที่พบการระบาด
หมอยงเผยความเสี่ยงนิปาห์ในไทย
นพ.ยง ภู่วรวรรณราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโพสต์เฟซบุ๊คระบุตั้งแต่เริ่มพบการระบาดของโรคนิปาห์ ในปี 2541 เป็นการระบาดใหญ่ที่สุดที่มาเลเซีย มีผู้ป่วย 265 ราย เสียชีวิตกว่า 108 คน ลักษณะอาการของโรคขณะนั้น จะมีอาการไข้สูง และมีการอักเสบของสมอง ระยะแรกจึงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคไข้สมองอักเสบ JE เมื่อปราบยุงโรคก็ไม่ยุติ ต่อมาจึงรู้ว่ามีความสัมพันธ์กับหมู และแยกไวรัสได้จากหมู โรครุนแรงมาก และรู้ว่าต้นตอคือค้างคาวกินผลไม้ น้ำลายค้างคาวติดกับผลไม้ ลงไปในคอกหมูแล้วจึงติดต่อระหว่างหมูสู่หมู แล้วจากหมูจึงเข้าสู่คน อัตราตายสูง แต่ไม่ระบาดเข้าไทย
จากนั้นพบโรคนี้ระบาดเป็นหย่อมๆตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา จะพบมากที่เอเชียใต้โดยเฉพาะ ที่บังคลาเทศ แต่การพบมีลักษณะต่างจากที่พบในมาเลเซีย เพราะเป็นการติดต่อจากค้างคาสู่คนโดยผ่านผลไม้สด หรือน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำอินทผลัมสด ลักษณะอาการเริ่มเปลี่ยนไปจะเป็นไข้ปอดบวมรุนแรง การระบาดจากค้างคาวสู่คนโดยตรง และจากคนสู่คน เป็นกลุ่มเล็กๆมาตลอด ถึงปัจจุบันที่ระบาดที่อินเดีย
โรคนี้ติดต่อระหว่างคนสู่คนได้เช่นเดียวกับคนไปสัมผัสตัวกลางที่เป็นหมู สัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด แต่โอกาสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย แบบโรคทางเดินหายใจที่ระบาดอย่างกว้างขวางเช่นไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด 19
ความเสี่ยงในประเทศไทย แม้ไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ติดเชื้อ แต่ประเทศมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลายประการที่เอื้อเกิดการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน ไวรัสนิปาห์พบในค้างคาวผลไม้สกุล Pteropusเป็นรังโรคตามธรรมชาติ ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน วัด และสวนผลไม้ เพิ่มโอกาสปนเปื้อนของเชื้อผ่านน้ำลายหรือปัสสาวะค้างคาวสู่สิ่งแวดล้อมและอาหารประเทศไทยมีลักษณะการเกษตรและพฤติกรรมการบริโภคบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงเกิด spillover เช่น สวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ชุมชน การบริโภคผลไม้สดหรือเครื่องดื่มคั้นสด รวมถึงการบริโภคอาหารดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ ซึ่งหากเกิดการติดเชื้อในสัตว์ อาจทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ (amplifying host) คล้ายกับการระบาดที่ประเทศมาเลเซียในอดีต
แนะไทยเฝ้าระวังใช้แนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว
ด้านระบบสาธารณสุข ผู้ป่วยนิปาห์มักมีอาการสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งอาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคติดเชื้ออื่นในระยะเริ่มต้น และหากเป็นสายพันธุ์ที่ติดต่อจากคนสู่คน อาจแพร่เชื้อในครอบครัวหรือสถานพยาบาลได้ ดังนั้น ถึงแม้ความเสี่ยงเกิดโรคปัจจุบันถึงอยู่ระดับต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ไทยจึงควรเฝ้าระวังเชิงรุกและเตรียมความพร้อมตามแนวคิดของสุขภาพหนึ่งเดียว ที่ดูแล ทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
นายกฯใช้โมเดลโควิดเฝ้าระวังนิปาห์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ที่อินเดียว่า เตรียมพร้อมระบบสาธารณสุขเฝ้าระวังคัดกรอง โดยใช้โมเดล ที่เราเคยเฝ้าระวังในสมัยโควิด เริ่มระบาดในประเทศไทย แต่เท่าที่ได้รับรายงานมา ตนขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งแถลงให้ประชาชนทราบเพื่อไม่ให้วิตกกังวลกันมาก คือโรคนี้เกิดได้ติดได้จากสารคัดหลั่ง ไม่ใช่ฟุ้งจากอากาศ ประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ และใช้ชีวิตโดยยึดหลักสุขอนามัยคือ กินร้อนช้อนกลาง และดีที่สุดคือล้างมือเยอะๆ ช่วงนี้ มีไวรัสนิปาห์ระบาด ทางสารคัดหลั่งน้ำลายน้ำมูก ถ้าเราล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัส ช่วงนี้ถ้าไม่จำเป็นเต็มที่ก็เอากำปั้นชนกันเหมือนสมัยโควิด ก็น่าจะดี ไม่สัมผัสมือกัน
ยันยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในไทย
นายกฯยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีเคสแรกเกิดขึ้นในประเทศไทย เราก็ระวังไว้ ซึ่งความรุนแรงไม่เท่าสมัยโควิด เพราะตอนนั้นแพร่เชื้อด้ายระบบทางเดินหายใจโดยฟุ้งกระจาย ในอากาศ 2-3 เมตรโดนหมด แต่นิปาห์ เกิดจากสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสมือกันแล้วมีสารคัดหลั่ง น้ำมูกน้ำลายแคะขี้ฟัน ขี้มูกคนสัมผัสไปขยี้ตา ทำให้เข้าไปในสารคัดหลั่งของร่างกาย จะเสี่ยงติดเชื้อได้ตอนนี้ ต้องเฝ้าระวังระดับเหนือกว่าปกติ เพราะยังไม่มียารักษาและไม่มีวัคซีน ไม่ใช่ไวรัสที่จะมีอาการลามไปถึงไข้สมอง ตอนนั้นโรคจะรุนแรงมากขึ้น ตอนนี้ขอให้ระวังการใช้ชีวิต ส่วนการดูแลนักท่องเที่ยวจากอินเดียนั้น เราก็เฝ้าระวังถ้ามาจากประเทศที่มีความสุ่มเสี่ยง ก็จะต้องคัดกรองมากเป็นพิเศษ
.jpg)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี