วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569
ซุบซิบกทม.
มีการตั้งคำถามเล่าขานหึ่งทีเดียว กรณี นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพกรมผู้มีความรู้ความสามารถและมีฝีมือการทำงานสูงคนหนึ่ง ถูกศาลสั่งยึดทองคำหนัก 318 กิโลกรัม มูลค่ากว่า1,500 ล้านบาท โดยคำถามดังกล่าวล้วนข้องใจสงสัยว่า อดีตข้าราชการคนนี้มีเงินมีทองร่ำรวยมาได้อย่างไร...สาเหตุการยึดทองคำดังกล่าว ว่ากันว่าสืบเนื่องจากเขาถูกฟ้องในคดีอาญาร่วมกับพวก ข้อหาทำการอนุมัติคืนเงินภาษี(vat)ให้บริษัทที่เป็นเท็จจำนวน 25 บริษัท ทำให้รัฐฯได้รับความเสียหายมูลค่ากว่า3,000 ล้านบาท เป็นเรื่องเป็นราวกันตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2559 โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดหลังตรวจสอบพบความร่ำรวยว่าผิดปกติ ท่ามกลางที่เจ้าตัวไม่อาจแจงที่ไปที่มาของเงินซึ่งไปซื้อทองคำหนักจำนวนดังกล่าวได้ ป.ป.ช.จึงส่งเรื่องให้ศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณายึดทรัพย์ ...ต่อมาวันที่17 กรกฎาคม 2567วันพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกา ศาลก็พิพากษาให้ทรัพย์สินของ นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพกรที่ได้มาโดยมิชอบจากการปฎิบัติหน้าที่ตกเป็นของแผ่นดิน ล่าสุด เมื่อวันที่27 กุมภาพันธ์ 2569 ป.ป.ช.ก็ทำการส่งมอบทองคำหนัก 318 กิโลกรัมให้แก่กระทรวงการคลัง เข้าเป็นสมบัติของแผ่นดินอย่างเป็นทางการ ...เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังกระหึ่ม ดูเหมือนเรื่องพรรค์อย่างนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ที่สำคัญอาจคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หรือใครคนใดคนหนึ่งอันเป็นคนสุดท้าย ที่เมื่อเป็นข้าราชการแล้วร่ำรวยชนิดเหลือเชื่อ อดีตข้าราชการทหารผู้ทำธุรกิจตามแนวชายแดน หรือรับสินจ้างรางวัล หรือเงินสดที่เรียกว่าลาภไม่ควรได้จะมีบ้างหรือไม่ ที่ ป.ป.ช.หรือสังคมจะได้มีบุญเห็นหน้าตา เพราะไม่เคยมีใครองค์กรใดกล้าตรวจสอบ...นี่คือเสียงของประชาชนที่กำลังชี้เป้าให้หน่วยงาน พลังทางสังคม ร่วมตรวจสอบเหตุการณ์อัปมงคลของคนที่ชอบบอกชาวบ้านว่า “รักบ้านรักเมืองรักชาติ” อย่างรุนแรง ชนิดพฤติกรรมการกระทำสวนทางกันสิ้นเชิง ...แม้เรื่องของความร่ำรวยผิดปกติของข้าราชการมักจะปรากฏออกมาบ่อยๆ แต่หลายๆครั้งก็เงียบไปกับสายลมและแสงแดด หรือไม่เงียบ แต่คนที่ถูกกล่าวหาและติดคุกก็จะติดอยู่ไม่นาน นับเป็นสิ่งแปลกมหัศจรรจย์สุดๆ ที่มีการระบุว่าผิด แต่คนนั้นกลุ่มนั้นล้วนอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเขาถูกใส่ความถูกใส่ร้ายจนต้องรับเคราะห์กรรมทั้งๆไม่ได้กระทำความผิดใดๆ...อย่างไรก็ตามเรื่องทั้งหมดประชาชนราษฎรเต็มขั้นยังยกอุทาหรณ์เปรียบเทียบตั้งเป็นคำถามไว้สุดน่าฟังว่า “ถ้าบ้านนี้เมืองนี้คนมีอำนาจวาสนารักชาติกันจริงๆเหมือนปากว่า อะไรๆหลายสิ่งหลายอย่างคงไม่โผล่หางเน่าออกมา แต่ที่ “หางเน่า” มันอยู่รอดได้ เพราะอำนาจและพวกช่วยกันปกป้องอุ้มชูเย้ยหยันกฎหมายสายตาประชาชน...ปิดท้ายด้วยเสียงร้องคนเขตวังทองหลางว่า กลิ่นคาวฉาวโฉ่ที่มีข้าราชการชื่อ “ออ” คนหนึ่งเรียกรับผลประโยชน์ อ้างเพื่อร่วมสนับสนุนการเลือกตั้งนั้น ทาง กทม.ได้มีการตรวจสอบหรือยัง ถ้าตรวจสอบแล้วความจริงมันเป็นอย่างไรกันแน่เพราะว่ากันว่า “ออ” ยังมีความสุขดีอยู่ หรือว่าประเด็นทั้งหมดแค่ข่าวลือธรรมดา...
ไผ่ฎำ
036
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี