นพดล ปิ๊งไอเดีย เสนอ 5 แนวทางพลิกวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาสไทยเข้มแข็ง

นพดล ปิ๊งไอเดีย เสนอ 5 แนวทางพลิกวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาสไทยเข้มแข็ง

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.36 น.

นพดล ปิ๊งไอเดีย เสนอ 5 แนวทางพลิกวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาสไทยเข้มแข็ง

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน) และอดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ได้เผยแพร่บทความเรื่อง พลิกวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาส ไทยเข้มแข็ง โดยเนื้อหา ระบุว่า "ข่าวดีประเทศไทย พลิกวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาส ไทยเข้มแข็ง


ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางไปจนถึงความไม่แน่นอนด้านระบบพลังงาน ระบบเศรษฐกิจ และระบบไซเบอร์ แต่ในทุกวิกฤต มักมีประเทศที่สามารถ เปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์

ตัวอย่างเช่น วิกฤตน้ำมันจากตะวันออกกลางทำให้รัสเซียกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจทันที เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้รัสเซียมีรายได้เพิ่มวันละประมาณ 5,000–5,500 ล้านบาท และในช่วงเริ่มต้นของวิกฤตรัสเซียทำรายได้จากพลังงานไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท นอกจากนั้นยังมีประเทศ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียได้รับผลประโยชน์ในช่องแคบมะละกาโดยทางอ้อมจากวิกฤตตะวันออกกลางอีกด้วย

ประเทศไทยจึงไม่ควรมองวิกฤตโลกเพียงในมิติของความเสี่ยงด้วยความกลัวและตื่นตระหนกแต่ควรมองในมิติของ โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ด้วย ผมขอเสนอแนวทางสำคัญ 5 ประการ ดังนี้

1) ใช้โอกาสราคาพลังงานโลกเพื่อเร่งลงทุนพลังงานใหม่ของไทย

วิกฤตพลังงานโลกทำให้หลายประเทศเร่งลงทุนใน พลังงานหมุนเวียน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ที่ประเทศไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่ง พัฒนาศูนย์กลางธุรกิจพลังงาน (Energy Hub) ของภูมิภาค ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และเพิ่มการผลิตพลังงานสะอาด เพื่อให้ไทยเป็น ศูนย์กลางพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2) ใช้ความไม่แน่นอนของโลกดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

เมื่อโลกเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนจำนวนมากมองหาประเทศที่มีเสถียรภาพและมีฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งนี้ดึงดูดการลงทุนใหม่ ส่งเสริมการย้ายฐานการผลิต สร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและปลอดภัย (Stable and Safe Economic Hub) ของภูมิภาค รัฐบาลอาจจะใช้โอกาสวิกฤตโลกนี้ลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ (Southern Land Bridge Project) ของประเทศไทย ที่จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากกลุ่มประเทศพันธมิตรของประเทศไทยและของประเทศมหาอำนาจเพื่อประกันความปลอดภัยลดความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจโลกในเอเชียได้ ถ้าหากช่องแคบไต้หวันวิกฤตขึ้นมาอีกจะได้ปลอดภัยต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Industry)” หรืออุตสาหกรรม การผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสัดส่วนสูงถึงกว่าร้อยละ 60 ของโลก

3) ยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงการท่องเที่ยวของเอเชีย

ในขณะที่วิกฤตตะวันออกกลางลุกลามไต่ระดับสูงขึ้น ประเทศที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ว่า “ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ” จะได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน ประเทศไทยจึงควรเร่งยกระดับระบบท่องเที่ยวปลอดภัย (Safe Tourism Destination) อย่างจริงจัง โดยลงทุนด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 300% ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ครอบคลุมสนามบิน โรงแรม สถานบันเทิง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และระบบขนส่ง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยของโลก (World Safe Tourism Destination) ใช้กองกำลังผสมตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ปรากฏตัวในที่สาธารณะพอสมควรแค่ให้ประชาชนอบอุ่นใจในพื้นที่เป้าหมายอ่อนที่เปราะบางการป้องกันต่ำ (Soft Target)

แนวทางสำคัญที่ต้องทำทันที คือการใช้ “การข่าวนำการป้องกัน” (Intelligence-led Security) ผ่านความร่วมมือข่าวกรองระหว่างประเทศและการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางเพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ควบคู่กับการเสริมความแข็งแรงให้พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่เป็นเป้าหมายเปราะบางการป้องกันต่ำ (Soft Target) โดยทำการพัฒนาระบบกล้องอัจฉริยะ การฝึกอบรมบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ใช้เพื่อสร้างผลยับยั้งต่อผู้ก่อเหตุและลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุจริง

ในขณะเดียวกัน ความมั่นคงการท่องเที่ยวไม่สามารถพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ หน่วยข่าวกรอง ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว การปกครองท้องถิ่น และที่สำคัญคือ ภาคประชาชน ซึ่งถือเป็น “ด่านเฝ้าระวังชั้นแรกของสังคม (First Line of Awareness)” เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริงและสามารถสังเกตพฤติกรรมผิดปกติได้ก่อนเกิดเหตุ หลายประเทศใช้แนวคิด Community-based Security หรือความมั่นคงแบบมีส่วนร่วมของสังคม เช่น โมเดลการป้องกันประเทศรวบยอด (Total Defence) ของสิงคโปร์ และระบบการเฝ้าระวังหลายชั้นของอิสราเอล ที่ผสานข่าวกรอง เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าด้วยกัน สำหรับประเทศไทย แนวคิด “ประชาชนเป็นหูเป็นตาของรัฐ” ควรถูกยกระดับไปสู่การสร้างความตระหนักของภาคประชาชน (Public Awareness) การฝึกอบรมผู้ประกอบการ และเครือข่ายแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะด้านความปลอดภัยและการสื่อสารกับสังคมอย่างถูกต้อง เพื่อให้การมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ถูกมองเป็นภัยความมั่นคง แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ได้รับการคุ้มครองด้วยระบบความปลอดภัยที่เข้มแข็ง เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ประเทศไทยเป็น ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวในโลก และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีเสถียรภาพของเอเชีย

4) เสริมบทบาททางการทูตของไทยในเวทีโลก

ประเทศไทยมีจุดแข็งด้าน การทูตแบบสมดุล ความสัมพันธ์กับหลายภูมิภาค รัฐบาลสามารถใช้โอกาสนี้เสนอประเทศไทยเป็นพื้นที่แห่งการเจรจาและไกล่เกลี่ย (dialogue หรือ mediation) เสริมบทบาทในเวทีภูมิภาคเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก

ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์

วิกฤตของโลกไม่ใช่เพียงความเสี่ยง แต่คือช่วงเวลาที่ประเทศต่าง ๆ สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ ประเทศไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ยกระดับความปลอดภัยของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และใช้พลังทางวัฒนธรรมเป็น Soft Power นั่นคือ อำนาจทางวัฒนธรรมและอิทธิพลเชิงโน้มน้าว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีโลก

ในช่วงที่วิกฤตตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเส้นทางพลังงานโลก รวมถึงความเสี่ยงที่อาจลามไปถึงช่องแคบมะละกาและอาจจะต่อไปยังช่องแคบไต้หวัน ประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์อย่างเร่งด่วน ภายใต้ความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรของไทย เปิดพื้นที่รองรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของโลก

เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียง “รอดพ้นจากวิกฤต” แต่สามารถ “เติบโตจากวิกฤต” และยกระดับศักยภาพของประเทศในระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top