วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569
“ปาล์ม-ยาง-ข้าว” พืชเสี่ยงสูงรับผลกระทบจากวิกฤตปุ๋ยเคมี ปาล์มน้ำมันเริ่มได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุชแล้ว เหตุเป็นพืชที่ใช้ปุ๋ยมากที่สุด โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยฟอสเฟต ที่ต้องนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก เช่นเดียวกับยางพาราและข้าวที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีมาก มีความเสี่ยงสูง หากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ การขนส่งปุ๋ยทำได้จำกัด อาจกระทบต่อต้นทุน ปริมาณผลผลิต และความมั่นคงทางอาหารได้
รายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ ปี 2569 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ช่วงวันที่ 5 – 16 มีนาคม 2569 ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 การปิดกั้นการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าพลังงานและวัตถุดิบโลก ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตปาล์มน้ำมันในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
สำหรับภูมิภาคอ่าวเปอร์เชียเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรายใหญ่ของโลก เมื่อเส้นทางดังกล่าวถูกปิดกั้น ทำให้การค้าปุ๋ยไนโตรเจนเกือบหนึ่งในสามของโลกหยุดชะงัก ขณะเดียวกันกำมะถันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยฟอสเฟต ก็ต้องพึ่งพาเส้นทางเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูง โดยในปี 2569 สศก. คาดการณ์ว่า เนื้อที่ให้ผลผลิตปาล์มจะมี 6.58 ล้านไร่
ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตมีข้อจำกัดด้านปริมาณและราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงในระยะต่อไป
ส่วนพืชที่พึ่งพาปุ๋ยเคมีมากอีกชนิดคือ ยางพารา ในปี 2569 จะมีเนื้อที่กรีด 22.5 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2568
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
ทั้งนี้ปาล์มน้ำมันและยางพารามีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีสูงสุดเนื่องจากต้องการธาตุอาหารต่อพื้นที่สูง การที่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกจึงส่งผลต่อความต้องการใช้ปุ๋ยเคมี
สศก. คาดการณ์พื้นที่เพาะปลูกข้าวในปี 2569 ประมาณ 61 ล้านไร่ ข้าวเป็นพืชที่มีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีต่อพื้นที่ต่ำกว่าปาล์มน้ำมันและยางพารา แต่การที่มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุดจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้ปุ๋ยเคมีมากที่สุด คิดเป็น 51% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด
ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุถึงปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 7 แสนตันซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ตามปริมาณดังกล่าว จะมีเพียงพอใช้จนถึงประมาณเดือนพฤษภาคม โดยห้วงนั้น จะเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกนาปี ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย
ความท้าทายในขณะนี้คือ การเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ ขณะที่บางประเทศมีมาตรการจำกัดหรือห้ามส่งออกปุ๋ยเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารเช่น จีนมีนโนบายลดการส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟต
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
บทวิเคราะห์ แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2569-2571: อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีของวิจัยกรุงศรีระบุว่า ในปี 2566 มูลค่าส่งออกปุ๋ยเคมีทั่วโลกอยู่ที่ 93.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง -30.3% จากปี 2565 ซึ่งมีมูลค่า 134.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศที่ส่งออกปุ๋ยเคมีมากที่สุดคือ รัสเซีย (สัดส่วน 15.2% ของมูลค่าส่งออกปุ๋ยเคมีในตลาดโลก) รองลงมา คือ จีน แคนาดา และสหรัฐฯ ตามลำดับ ส่วนประเทศที่นำเข้าปุ๋ยเคมีมากที่สุดคือ บราซิล (สัดส่วน 14.6% ของมูลค่านำเข้าปุ๋ยเคมีโลก) รองลงมา ได้แก่ อินเดีย สหรัฐฯ และจีน ตามลำดับ สำหรับไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 50 ของโลก (สัดส่วนเพียง 0.1%) และเป็นผู้นำเข้าอันดับ 7 ของโลก (สัดส่วน 2.6%) สะท้อนว่า ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพื่อรองรับความต้องการใช้ในภาคเกษตรกรรม
ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยมีข้อจำกัดทั้งด้านปริมาณและการขนส่งจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตและประสิทธิภาพของผลผลิตของเกษตรกร ตลอดจนอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยไม่เพียงไทยเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ อาจเป็นกระทบทั่วโลก
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี