วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569
ป.หิ้ว"อัจฉริยะ"กับพวกฝากขัง คัดค้านประกันตัว ชี้แบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ ขู่เข็ญเงินจากบุคคลในกระบวนการยุติธรรม กระทบภาพลักษณ์ อีกทั้งมีคดีอื่นลักษณะเดียวอีกหลายราย หากได้ประกันเกรงแทรกแซงพยานหลักฐาน ย้ายทรัพย์สินที่ยังตรวจไม่พบ และหลบหนี
เมื่อช่วงสายวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้นำตัว พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ รองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 (รอง ผบก.ตชด.ภาค 4) , น.ส.วิภาดา จั่นเรไร , นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ผู้ต้องหาที่ 1 - 3 คดีร่วมกันข่มขีนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ของผู้ถูกข่มขืนใจและร่วมกันกรรโชก มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก
โดยพนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์แห่งคดี สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 68 - 12 มกราคม 69 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผู้กล่าวหาที่ 2 ทราบว่า นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ผู้ต้องหาที่ 3 จะไลฟ์สดเปิดโปงขบวนการนำตัวผู้ต้องกักชาวจีนออกจากห้องกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.สวนพลู) โดยกล่าวหาว่า กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงความเป็นจริง ต่อมาวันที่ 2 มกราคม 68 พ.ต.อ.วัชรพล จึงได้เข้าไปพบผู้ต้องหาที่ 3 ที่บ้านพักย่าน ถ.สุขสวัสดิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อชี้แจงเรื่องขั้นตอนการทำงานของห้องกักตัวสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เมื่อ พ.ต.อ.วัชรพล กลับออกจากบ้านของผู้ต้องหาที่ 3 ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน พ.ต.อ.กวินศักดิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้โทรศัพท์มาพูดคุยอ้างว่าทราบเรื่องที่ พ.ต.อ.วัชรพล เข้าไปพบผู้ต้องหาที่ 3 และเสนอตัวเป็นคนกลางจะเคลียร์เรื่องดังกล่าวเพื่อให้ผู้ต้องหาที่ 3 หยุดแฉ หากยอมจ่ายเงินให้ จากนั้น 2 - 3 วันต่อมา ได้มี น.ส.วิภาดา ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องของผู้ต้องหาที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้กล่าวหาอื่นๆ อีกหลายคนทำนองว่าจะถูกผู้ต้องหาที่ 3 แฉเรื่องขบวนการห้องกักตัว ถ้าหากต้องการให้ผู้ต้องหาที่ 3 หยุดเรื่องดังกล่าว ให้หาเงินมาเพื่อเคลียร์กับผู้ต้องหาที่ 3 ผ่านผู้ต้องหาที่ 1 จำนวน 2 ล้านบาท และต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 ได้แจ้งขอเพิ่มยอดเงินเป็น 2.5 ล้านบาท โดยบอกกับ พ.ต.อ.วัชรพล ให้นำเงินไปส่งให้ นายสิทธิชัย ทังโส ต่อมาผู้กล่าวหา 4 คน สามารถรวมรวมเงินได้ครบจำนวน 2.5 ล้านบาท แล้ว ผู้กล่าวหาที่ 1 จึงโทรศัพท์ไปหานายสิทธิชัยฯ เพื่อนัดหมายเรื่องการส่งมอบเงิน
ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 68 ผู้กล่าวหาได้มอบหมายให้ลูกน้องนำเงินไปมอบให้กลุ่มผู้ต้องหา ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่าน ถ.เลียบด่วนรามอินทรา และพบ นายจิรโรจน์ กรพัตนะทรัพย์ กับ น.ส.วลาลักษณ์ กรพัตนะทรัพย์ เดินทางมารับเงินด้วยกัน จึงส่งมอบเงินจำนวน 2.5 ล้านบาท ให้แก่ นายจิรโรจน์ กับ น.ส.วลาลักษณ์ ไป ซึ่งมีการแบ่งเงินใส่ซองกระดาษสีน้ำตาล 2 ซอง ก่อนแยกย้ายกันกลับ
ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 69 ผู้ต้องหาที่ 3 ก็ยังคงไลฟ์สดแฉขบวนการเรื่องประกันตัวคนจีนออกจากห้องกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหาที่มีการข่มขู่ ขู่เข็ญ เรียกรับเงินจนกลุ่มผู้กล่าวหาเกรงกลัวว่าจะได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่ การงานความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนอาจต้องถูกตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยินยอมมอบเงินให้กันกลุ่มผู้ต้องหา จึงเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย ทำให้กลุ่มผู้กล่าวหาได้รับความเสียหาย
กระทั่งวันที่ 21 เมษายน 69 พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา และจากนั้นได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้งสาม และนำตัวส่งพนักงานสอนสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เหตุเกิดที่ ต.สำโรงกลาง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน
การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสามเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 309 วรรคแรก 337 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉนับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4
ชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสามให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนยังต้องรอสอบพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลตรวจลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา จึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน - 3 พฤษภาคม นี้
ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสาม เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชน จากการสืบสวนสอนสวนพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเป็นขบวนการ ที่ร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำในการขู่เข็ญ เรียกรับเงินจากข้าราชการตำรวจ ทนายความ และบุคคลในกระบวนการยุติธรรม คือเป็นการกระทำที่บั่นทอนความเชื่อในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ขอกระบวนการยุติธรรม โดยพบว่านอกจากคดีนี้แล้วยังมีการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกันผู้เสียหายรายอื่นๆ อีก หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวย่อมจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมจะเกิดการแทรกแซง พยานบุคคล พยานหลักฐาน เคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่อาจได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งยังตรวจสอบไม่พบ และเกรงว่า ผู้ต้องหาจะหลบหนี อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุร้ายประการอื่นได้
ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายความของผู้ต้องหาทั้งสามได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี