533.jpg
หิ้วอัจฉริยะ กับพวกฝากขัง คัดค้านประกันตัว ชี้แบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ

หิ้วอัจฉริยะ กับพวกฝากขัง คัดค้านประกันตัว ชี้แบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

ป.หิ้ว"อัจฉริยะ"กับพวกฝากขัง คัดค้านประกันตัว ชี้แบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ ขู่เข็ญเงินจากบุคคลในกระบวนการยุติธรรม กระทบภาพลักษณ์ อีกทั้งมีคดีอื่นลักษณะเดียวอีกหลายราย หากได้ประกันเกรงแทรกแซงพยานหลักฐาน ย้ายทรัพย์สินที่ยังตรวจไม่พบ และหลบหนี

เมื่อช่วงสายวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้นำตัว พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ รองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 (รอง ผบก.ตชด.ภาค 4) , น.ส.วิภาดา จั่นเรไร , นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ผู้ต้องหาที่ 1 - 3 คดีร่วมกันข่มขีนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ของผู้ถูกข่มขืนใจและร่วมกันกรรโชก มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก


โดยพนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์แห่งคดี สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 68 - 12 มกราคม 69 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผู้กล่าวหาที่ 2 ทราบว่า นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ผู้ต้องหาที่ 3 จะไลฟ์สดเปิดโปงขบวนการนำตัวผู้ต้องกักชาวจีนออกจากห้องกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.สวนพลู) โดยกล่าวหาว่า กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงความเป็นจริง ต่อมาวันที่ 2 มกราคม 68 พ.ต.อ.วัชรพล จึงได้เข้าไปพบผู้ต้องหาที่ 3 ที่บ้านพักย่าน ถ.สุขสวัสดิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อชี้แจงเรื่องขั้นตอนการทำงานของห้องกักตัวสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เมื่อ พ.ต.อ.วัชรพล กลับออกจากบ้านของผู้ต้องหาที่ 3 ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน พ.ต.อ.กวินศักดิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้โทรศัพท์มาพูดคุยอ้างว่าทราบเรื่องที่ พ.ต.อ.วัชรพล เข้าไปพบผู้ต้องหาที่ 3 และเสนอตัวเป็นคนกลางจะเคลียร์เรื่องดังกล่าวเพื่อให้ผู้ต้องหาที่ 3 หยุดแฉ หากยอมจ่ายเงินให้ จากนั้น 2 - 3 วันต่อมา ได้มี น.ส.วิภาดา ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องของผู้ต้องหาที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้กล่าวหาอื่นๆ อีกหลายคนทำนองว่าจะถูกผู้ต้องหาที่ 3 แฉเรื่องขบวนการห้องกักตัว ถ้าหากต้องการให้ผู้ต้องหาที่ 3 หยุดเรื่องดังกล่าว ให้หาเงินมาเพื่อเคลียร์กับผู้ต้องหาที่ 3 ผ่านผู้ต้องหาที่ 1 จำนวน 2 ล้านบาท และต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 ได้แจ้งขอเพิ่มยอดเงินเป็น 2.5 ล้านบาท โดยบอกกับ พ.ต.อ.วัชรพล ให้นำเงินไปส่งให้ นายสิทธิชัย ทังโส ต่อมาผู้กล่าวหา 4 คน สามารถรวมรวมเงินได้ครบจำนวน 2.5 ล้านบาท แล้ว ผู้กล่าวหาที่ 1 จึงโทรศัพท์ไปหานายสิทธิชัยฯ เพื่อนัดหมายเรื่องการส่งมอบเงิน

ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 68 ผู้กล่าวหาได้มอบหมายให้ลูกน้องนำเงินไปมอบให้กลุ่มผู้ต้องหา ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่าน ถ.เลียบด่วนรามอินทรา และพบ นายจิรโรจน์ กรพัตนะทรัพย์ กับ น.ส.วลาลักษณ์ กรพัตนะทรัพย์ เดินทางมารับเงินด้วยกัน จึงส่งมอบเงินจำนวน 2.5 ล้านบาท ให้แก่ นายจิรโรจน์ กับ น.ส.วลาลักษณ์ ไป ซึ่งมีการแบ่งเงินใส่ซองกระดาษสีน้ำตาล 2 ซอง ก่อนแยกย้ายกันกลับ

ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 69 ผู้ต้องหาที่ 3 ก็ยังคงไลฟ์สดแฉขบวนการเรื่องประกันตัวคนจีนออกจากห้องกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหาที่มีการข่มขู่ ขู่เข็ญ เรียกรับเงินจนกลุ่มผู้กล่าวหาเกรงกลัวว่าจะได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่ การงานความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนอาจต้องถูกตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยินยอมมอบเงินให้กันกลุ่มผู้ต้องหา จึงเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย ทำให้กลุ่มผู้กล่าวหาได้รับความเสียหาย

กระทั่งวันที่ 21 เมษายน 69 พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา และจากนั้นได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้งสาม และนำตัวส่งพนักงานสอนสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เหตุเกิดที่ ต.สำโรงกลาง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน

การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสามเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 309 วรรคแรก 337 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉนับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4

ชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสามให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนยังต้องรอสอบพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลตรวจลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา จึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน - 3 พฤษภาคม นี้

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสาม เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชน จากการสืบสวนสอนสวนพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเป็นขบวนการ ที่ร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำในการขู่เข็ญ เรียกรับเงินจากข้าราชการตำรวจ ทนายความ และบุคคลในกระบวนการยุติธรรม คือเป็นการกระทำที่บั่นทอนความเชื่อในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ขอกระบวนการยุติธรรม โดยพบว่านอกจากคดีนี้แล้วยังมีการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกันผู้เสียหายรายอื่นๆ อีก หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวย่อมจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมจะเกิดการแทรกแซง พยานบุคคล พยานหลักฐาน เคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่อาจได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งยังตรวจสอบไม่พบ และเกรงว่า ผู้ต้องหาจะหลบหนี อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุร้ายประการอื่นได้

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายความของผู้ต้องหาทั้งสามได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top