533.jpg
แล้งมาเยือน เมืองย่าโม/เชียงใหม่ เริ่มกระทบชาวบ้าน

แล้งมาเยือน เมืองย่าโม/เชียงใหม่ เริ่มกระทบชาวบ้าน

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แล้งมาเยือน
เมืองย่าโม/เชียงใหม่
เริ่มกระทบชาวบ้าน

ภัยแล้งมาเยือนโคราชแล้ว เขื่อนพิมายงดจ่ายน้ำ ชาวบ้านกังวลข้าวแห้งตายก่อนตั้งท้องออกรวง วัว-ควายที่เลี้ยงไว้ซูบผอม เพราะไม่มีหญ้าสดกิน ต้องประทังชีวิตด้วยหญ้าแห้งและตอซังข้าว ด้าน ผอ.โครงการชลประทานเชียงใหม่ สั่งหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่สำรองน้ำ เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร พร้อมรับภัยแล้ง หลังพบแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของคลื่นความร้อน ทำให้ปริมาณน้ำฝนสะสมตั้งแต่ต้นปี’69 ภาคเหนือ น้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 61

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ภัยแล้งที่เขื่อนพิมาย ในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา พบว่าระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง สูง 151.24 เมตร ต่ำกว่าความสูงที่ระดับเก็บกัก 152 เมตร หรือมีปริมาณน้ำเก็บกักเหนือเขื่อนอยู่ 2.84 ล้านลูกบาศก์เมตร


ขณะที่ท้ายเขื่อนระดับน้ำสูง 147.53 เมตร เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้ระดับน้ำในลำมูลลดลงอย่างรวดเร็ว ทางเขื่อนจึงงดส่งจ่ายน้ำ ปิดประตูระบายน้ำลำน้ำเค็ม ประตูระบายน้ำลำสะแทด ประตูระบายน้ำธรรมจักรพัฒนา และประตูระบายน้ำปากคลองสายใหญ่ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ผลิตประปาอุปโภค-บริโภคเป็นหลักจนกว่าจะถึงฤดูฝน ส่งผลให้ระดับน้ำลำมูลด้านท้ายเขื่อนแห้งขอดจนเห็นสันดอนดินโผล่เป็นช่วงๆ เริ่มมีหญ้าและวัชพืชขึ้นกลางลำน้ำ

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านที่ทำปศุสัตว์ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแห้งแล้ง ซึ่งหน้าร้อนปีนี้อุณหภูมิพุ่งสูง 40 องศาเซลเซียสจนดินแตกระแหง วัวต้องไปยืนหลบแดดใต้ร่มไม้ หญ้าสดก็ขาดแคลน ชาวบ้านต้องปล่อยให้วัวออกหากินหญ้าแห้งและตอซังข้าวกลางทุ่ง วัวเริ่มขาดสารอาหาร ร่างกายซูบผอม

แต่ที่กระทบมากสุดคือพื้นที่ท้ายเขื่อนพิมาย ชาวนาเริ่มเดือดร้อน หลังเขื่อนพิมายปิดบานระบายหลายจุด งดส่งจ่ายน้ำ เกษตรกรกังวลว่าข้าวที่ปลูกไว้จะแห้งตายก่อนตั้งท้องออกรวง เพราะแม้จะเป็นนาลุ่มต่ำ แต่สภาพอากาศช่วงกลางวันร้อนจัด ทำให้น้ำที่สูบเข้านาไว้หล่อเลี้ยงต้นข้าวแห้งเหือดอย่างรวดเร็ว ขณะที่ลำน้ำธรรมชาติระดับน้ำลดต่ำ คลองชลประทานไม่มีน้ำ พายุฤดูร้อนที่พัดเข้ามาก็มีแต่ลม แทบไม่มีฝนตก หากไม่มีฝนมาช่วยเติม คาดว่าข้าวนาปรังที่ปลูกไว้รอบนี้คงไม่รอด

ทางด้าน นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และนโยบายของกรมชลประทาน ให้มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันสถานการณ์ภัยแล้ง 2569 ที่เริ่มมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ประกอบกับสภาวะเอลนีโญ ที่เริ่มมีผลกระทบทำให้ฝนตกน้อยลง โครงการชลประทานเชียงใหม่ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำ ลงสำรวจพื้นที่ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และรายงานให้ฝ่ายจัดสรรน้ำโดยด่วน เพื่อเตรียมการขอใช้เครื่องสูบน้ำได้ทันที

พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ดำเนินการปรับแผนการส่งน้ำและการระบายน้ำให้เหมาะสม โดยเน้นการใช้น้ำอย่างประหยัด ซึ่งปัจจุบัน ปริมาณน้ำเก็บกักของอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 13 แห่ง มีเพียง 67 ล้าน ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 65 และต้องสงวนน้ำไว้ใช้เพื่อรักษาปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอสำหรับช่วงต้นฤดูฝน และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด

ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ตรวจสอบความพร้อมของยานพาหนะเครื่องจักรกล เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการช่วยเหลือประชาชน หากพบชำรุดให้เร่งซ่อมแซมโดยด่วนโดยเฉพาะรถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมปฏิบัติการทันทีพร้อมกันนี้ ได้สนับสนุนเครื่องจักรดำเนินการขุดลอกและเปิดทางน้ำในแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการในลุ่มน้ำวาง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเพื่อประสานงาน และรับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกร และหน่วยงานภายนอก

ทั้งนี้ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินตาม 8 มาตราการรับมือหน้าแล้ง ปี 2568/69 เพื่อให้เกษตรกรในเขตชลประทานได้รับน้ำอย่างทั่วถึง ตรวจสอบระบบส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำ ประตูน้ำ และฝายทดน้ำสามารถใช้งานได้ พร้อมรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคการเกษตรในช่วงหน้าแล้งปี 2569 ให้ได้มากที่สุด

กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศ ฉบับที่ 7 เรื่อง พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน(มีผลกระทบจนถึงวันที่ 25 เมษายน 2569) โดยระบุว่า บริเวณด้านตะวันตกและตอนล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไป

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน) รายงาน ค่า PM2.5 มีค่าระหว่าง 46.7 – 102.1 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดังนี้ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 46.7 มคก./ลบ.ม., ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 47.6 มคก./ลบ.ม. และพบพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” คือที่ ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5= 102.1 มคก./ลบ.ม.

สำหรับพื้นที่อำเภอปาย พบว่า เป็นพื้นที่ยังคงมีการลอบเผาป่าอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ฝุ่นพิษกระทบต่อราษฎรอย่างต่อเนื่องมากว่า 45 วัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สาขาแม่ฮ่องสอน โดยหน่วยป้องกันรักษาป่าที่มส 1 (ปาย) หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ปาย ในช่วงเช้า ได้ร่วมกันออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้และลาดตระเวนไฟป่าในเขตพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณป่าห้วยหลวง ป่าห้วยบอนท้องที่ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างออกตรวจลาดตระเวน เหตุการณ์ปกติไม่พบการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้และไฟป่าแต่อย่างใด

ส่วนช่วงบ่ายได้รับแจ้งจุดความร้อน (Hotspot) ดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS ประจำวันที่ 24 เมษายน 2569 ท้องที่บ้านสบสา หมู่4 ตำบลเมืองแปง เจ้าหน้าที่ได้เดินทางเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบจุดความร้อนตามที่ได้รับแจ้ง บริเวณป่าห้วยฮุง ตำบลเมืองแปง พบไฟลุกไหม้เป็นวงกว้างและกำลังลุกลามเข้าพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน จึงประสานกำนันตำบลเมืองแปงเพื่อเข้าดำเนินการร่วมกัน และได้ตรวจสอบบริเวณรอบๆ พื้นที่ทำกินพบมีแนวถนนสามารถเป็นแนวกันไฟได้ จึงคอยเฝ้าระวังควบคุมไม่ให้ไฟข้ามแนวถนนจนไฟได้ดับลงในเวลา 16.30 น. พื้นที่ความเสียหายประมาณ 50 ไร่ ไม่ทราบสาเหตุการเกิดไฟ

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยรวมจุดความร้อน (ฮอตสปอต) ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่ได้มีการจัดการคนลอบเผาป่าด้วยกฎหมายที่รุนแรง ประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยดับไฟป่า และท้องถิ่นที่ประสานงานกันในการเข้าแก้ไขปัญหาไฟป่า อย่างรวดเร็ว และสามารถควบคุมไฟป่าได้ดี ยกเว้นพื้นที่ ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูง ที่ต้องทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่าลุกลามสู่บ้านเรือนประชาชน และปล่อยให้ไฟป่าดับไปตามธรรมชาติ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top