วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ตร.ยกระดับปราบ
แก๊งคอลข้ามชาติ
เครือข่ายโอร์เสม็ด
พบโยง‘ค้าอวัยวะ’
ตำรวจไทย จับมือ สหรัฐฯ ยกระดับปราบ “แก๊งคอลฯ-ค้ามนุษย์ข้ามชาติ”เร่งขยายผลเครือข่าย “โอร์เสม็ด”หลังจากพบห้องผ่าตัด ส่อเชื่อมโยงขบวนการค้าอวัยวะมนุษย์ เตรียมใช้ระบบ SHIELD เชื่อมโยงข้อมูล 18 ประเทศ ล่าอาชญากรข้ามโลก เต็มรูปแบบ
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พร้อมด้วยนางหัทยา คูสกุล อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน ร่วมแถลงผลการหารือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายหลังเดินทางเยือนระหว่างวันที่ 21-25 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และแรงงานบังคับ
นางหัทยา กล่าวว่า ได้หารือกับหน่วยงานสหรัฐฯ ที่ทำหน้าที่ติดตามและประเมินสถานการณ์การค้ามนุษย์ทั่วโลก ซึ่งไทยถูกจัดให้อยู่ในระดับเทียร์ 2 ต่อเนื่อง 4 ปี โดยนำเสนอผลการดำเนินงานด้านการปราบปรามค้ามนุษย์ การคุ้มครองแรงงาน และการแก้ปัญหาแรงงานบังคับอย่างรอบด้าน รวมถึงความคืบหน้าการผลักดันให้สินค้าไทย ถูกถอนออกจากบัญชีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานเด็ก และแรงงานบังคับ
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ชื่นชมการทำงานของไทย ที่มีการบูรณาการทุกหน่วยงาน ทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม และการกำหนดนโยบาย ซึ่งสิ่งที่สหรัฐฯ สนใจและติดตามการดำเนินงานของไทย คือตัวเลขสถิติการจับกุม การป้องกันปราบปราม อีกทั้งไทย มีมาตรการเข้มข้นมากขึ้น ทั้งกฎหมายใหม่ พ.ร.บ.ใหม่ ที่นำมาบังคับใช้ มีกลไกระหว่างหน่วยงานในการดูแลเหยื่อการค้ามนุษย์ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับปัญหาค้ามนุษย์ออนไลน์ และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากพบว่าชาวอเมริกัน ตกเป็นเหยื่อสูงที่สุด มูลค่าความเสียหายมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมแสดงความจริงจัง ที่จะร่วมมือกับไทย ในการติดตามจับกุมผู้กระทำผิด
ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า สหรัฐฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเครือข่ายที่ตั้งอยู่ในกัมพูชา เมียนมา และลาว ซึ่งหลอกลวงเหยื่อกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ไม่เฉพาะชาวอเมริกัน
ขณะเดียวกัน ไทยได้รับคำชื่นชมเรื่องการตั้งศูนย์ติดตามและช่วยเหลือผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสหรัฐฯ เตรียมนำรูปแบบไปเป็นต้นแบบ จัดตั้งศูนย์ในลักษณะเดียวกัน รวมถึงความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การยึดทรัพย์ และออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง ส่วนอีกประเด็นสำคัญที่ไทยนำเสนอ คือข้อมูลแก๊งโอร์เสม็ด ซึ่งถือเป็นเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 10,000 คน โดยภายในพื้นที่พบห้องควบคุมตัว สถานที่บังคับใช้แรงงาน และทรมานผู้คน รวมถึงห้องผ่าตัด เครื่องเอกซเรย์ และอุปกรณ์ทางสูตินรีเวช ทำให้ทั้งไทยและสหรัฐฯ ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงกับขบวนการค้าอวัยวะมนุษย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผล
รอง ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังมีชาวต่างชาติ ถูกหลอกเข้ามาในประเทศไทย ก่อนถูกส่งต่อไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยช่วงแรกเป็นการสมัครใจเดินทาง แต่เมื่อถึงปลายทางกลับถูกบังคับใช้แรงงานและถูกทรมานหากขัดขืน ที่ผ่านมา มีข้อมูลจากสถานทูตบราซิล ว่ามีชาวบราซิลอย่างน้อย 30 คน ถูกหลอกไปทำงานในกัมพูชา ขณะที่ยังพบเหยื่อจากไต้หวัน และญี่ปุ่น ถูกหลอกในลักษณะเดียวกัน ทำให้ไทยต้องเร่งสกัดไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของขบวนการเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ
อย่างไรก็ตาม จากการหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ เข้าใจถึงความตั้งใจและความจริงจังของไทย ในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ และเชื่อว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อการพิจารณาจัดอันดับเทียร์ของไทยในอนาคต
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ผ่านระบบ SHIELD หรือชิลด์ เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ 18 ประเทศ และอีก 3 องค์กรสำคัญระดับโลก รวมถึงเอฟบีไอ และตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล ด้วย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี