วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ Biorefinery Hub of Knowledge ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน โอกาสหรือภาพลวง?” เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์พลังงานและศักยภาพของพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับเกียรติจาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษ
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เน้นย้ำถึงบทบาทของสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้เป็นแหล่งให้ความรู้เท่านั้นแต่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคม จุฬาฯ มุ่งมั่นสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศสู่ความยั่งยืน การเสวนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ และนำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว”
อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI และเผชิญความท้าทายด้านพลังงาน จุฬาฯ จึงมีบทบาทในการระดมองค์ความรู้จากหลายหน่วยงาน อาทิ คณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี และสถาบันวิจัยพลังงาน เพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้ “พลังคน” และ “พลังจากงานวิจัย” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนแนวคิด ทั้งนี้ หากสามารถขยายผลต้นแบบและองค์ความรู้ด้านพลังงานไปสู่ภาครัฐและเอกชนได้ จะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พน. ได้ปาฐกถาโดยกล่าวถึงทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่เราต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน
ในส่วนของพลังงานทดแทน คุณเอกนัฏกล่าวว่า Solar Cell ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้ป็นพลังงานไฟฟ้า ประเทศไทยมีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ประเทศไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 30% เราควรส่งเสริมให้ติดแผงโซลาร์เซลล์และลดการนำเข้า LNG

ศ.ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและความมั่นคงของระบบ การจัดงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพและข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนอย่างรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ว่าพลังงานสะอาดจะสามารถทดแทนพลังงานหลักและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ความก้าวหน้าของงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี โดยมีผลงานที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง เช่น การผลิตเอทานอลจากวัสดุทางการเกษตรทั้งที่บริโภคได้และไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของภาคการศึกษาในการพัฒนาเทคโนโลยีและพร้อมผลักดันสู่ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงการพัฒนาพลังงานทางเลือกที่ครอบคลุมทั้งไบโอดีเซล พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบไมโครกริด เพื่อสร้างระบบพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยคณะฯ ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์วิจัยเพื่อทดสอบและพัฒนานวัตกรรม รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและต้นแบบเทคโนโลยีที่สามารถขยายผลสู่ระดับจังหวัดและประเทศได้
ศ.ดร.วิบูลย์ ศรีเจริญชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ กล่าวถึงบทบาทของสถาบันในการสนับสนุนเชิงนโยบาย โดยวิเคราะห์แนวโน้มพลังงานในอนาคตและเสนอแนวทางการผสมผสานพลังงานทดแทนเข้ากับระบบพลังงานของประเทศ พร้อมยกตัวอย่างการพัฒนา “Smart Campus” ภายในจุฬาฯ ที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์และบริหารจัดการพลังงานระหว่างอาคาร ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาในระดับสังคมได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี