วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 กรมราชทัณฑ์ โดยส่วนประชาสัมพันธ์ เผยแพร่เอกสารข่าว เรื่อง ราชทัณฑ์แจงกรณี ไผ่ จตุภัทร์ อุทธรณ์คำสั่งวินัย ยื่นฟ้องศาลปกครอง ยืนยันดำเนินการตามกฎหมาย ภาพวงจรปิดมัดตัวชัดเจน เจตนาทำลายทรัพย์สินราชการ
ตามที่ปรากฏรายงานข่าวกรณีผู้แทนกฎหมายของ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ได้เข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นั้น
กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานจากพฤติการณ์ที่ปรากฏ ดังนี้ นายจตุภัทร์ ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบและข้อกำหนดภายในเรือนจำอย่างชัดเจน ได้แก่ การนำเสื้อผ้าของทางราชการไปคลุมปิดกล้องวงจรปิดในห้องคุมขัง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการรักษาความปลอดภัยและเฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน และการนำกาแฟผสมน้ำไปขีดเขียนข้อความขนาดใหญ่บนกำแพงภายในห้อง ซึ่งข้อความมีลักษณะเป็นการเขียนข้อความที่ไม่สมควร ส่งผลให้เรือนจำฯ เกิดความเสียหายในด้านการพัฒนาพฤตินิสัยและการควบคุม ก่อให้เกิดความสกปรกและทรัพย์สินราชการเสียหาย
จากการสอบข้อเท็จจริงของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ได้มีการแจ้งให้นายจตุภัทร์ทราบแล้วว่า มีสิทธินำบุคคลที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนได้ ซึ่งนายจตุภัทร์ได้ลงลายมือชื่อรับทราบและรับรองถ้อยคำในบันทึกคำให้การแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่านายจตุภัทร์ได้ร้องขอให้มีบุคคลที่ตนไว้วางใจหรือทนายความเข้ารับฟังการสอบข้อเท็จจริงและมิได้นำพยานหลักฐานมาแสดง เพื่อแก้ข้อกล่าวหาหรือขอตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับข้อกล่าวหา ประกอบกับหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกพฤติการณ์ไว้ได้ทั้งหมด นายจตุภัทร์ได้ให้การยอมรับว่ากระทำการตามที่ถูกกล่าวหาโดยมิได้โต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าพนักงานเรือนจำมีอำนาจดำเนินการทางวินัยตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
.jpg)
ทั้งนี้ การลงโทษทางวินัยดังกล่าว ได้ดำเนินการภายใต้กระบวนการพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยคำนึงถึงหลักความเหมาะสม สัดส่วนแห่งการลงโทษ และสิทธิของผู้ต้องขังตามที่กฎหมายรับรองไว้ทุกประการ มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือใช้อำนาจโดยมิชอบแต่อย่างใด
ส่วนกรณีข้อโต้แย้งถูกงดเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยไม่ระบุเวลาสิ้นสุดการลงโทษนั้น กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่า ได้ดำเนินการทางวินัยตามกฎกระทรวง การดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 แก่นายจตุภัทร์ ฐานจงใจทำให้ทรัพย์สินของทางราชการหรือของผู้อื่นเสียหาย ข้อ 10 (2) ให้ลดชั้น และฐานจงใจทำให้ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำเสียหาย ข้อ 16 (3) (3) ตัดจำนวนวันที่ได้รับการลดวันต้องโทษจำคุก แต่เนื่องจากนายจตุภัทร์เป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี จึงไม่สามารถลงโทษตามข้อดังกล่าวได้ จึงต้องอาศัยอำนาจตามข้อ 20 ลงโทษภาคทัณฑ์แทน
ดังนั้น เมื่อนายจตุภัทร์ได้รับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 68 จึงถือว่าคำสั่งลงโทษมีผลและสิ้นสุดนับแต่วันดังกล่าว ทั้งนี้ การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ต้องขัง ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิด้านต่าง ๆ อาทิ คุณสมบัติของผู้ต้องขังที่จะได้รับการเยี่ยมญาติใกล้ชิด จะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัย ในรอบที่มีการเยี่ยมญาติใกล้ชิด เป็นต้น อันเป็นไปตามแนวทางบริหารงานเรือนจำเพื่อความเสมอภาค
กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า การดำเนินงานของเรือนจำทุกแห่งยึดถือหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน และความมั่นคงปลอดภัยภายในเรือนจำควบคู่กัน โดยการใช้มาตรการทางวินัยต่อผู้ต้องขังเป็นไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและระเบียบวินัยภายในเรือนจำ อันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานราชทัณฑ์โดยรวม มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือจำกัดสิทธิของผู้ต้องขังเกินสมควรแก่เหตุแต่อย่างใด โดยพร้อมที่จะนำพยานหลักฐานและข้อกฎหมายทั้งหมดเข้าชี้แจงต่อศาลปกครองเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจต่อไป
ขอบคุณภาพ : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี