537.jpg
เงินสะพัดใต้สุดสยาม! ชาวเบตงแห่ใช้สิทธิ์ 'ไทยช่วยไทยพลัส' กันอย่างคึกคัก

เงินสะพัดใต้สุดสยาม! ชาวเบตงแห่ใช้สิทธิ์ 'ไทยช่วยไทยพลัส' กันอย่างคึกคัก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.16 น.

เงินสะพัดใต้สุดสยาม! ชาวเบตงแห่ใช้สิทธิ์ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ร้านค้าขอบคุณรัฐบาลช่วยรายย่อยดันยอดขายทะลุเป้าตั้งแต่วันแรก

วันที่ 11 มิ.ย. 69 ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา บรรยากาศการใช้จ่ายเงินตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยพบว่าตลอดทั้งวันประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์ต่างพากันเดินทางออกมาเลือกซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันตามร้านค้าชุมชนและร้านอาหารโชห่วยอย่างหนาแน่น ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศขับเคลื่อนโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ อย่างเป็นทางการ ผ่านระบบแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ สำหรับประชาชน และแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ สำหรับผู้ประกอบการร้านค้า ซึ่งภาพรวมถือว่าประสบความสำเร็จในการกระจายเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างชัดเจน


จากการลงพื้นที่สำรวจย่านเศรษฐกิจหลัก พบว่าที่ ‘ร้านข้าวแกงฮันตาน่า’ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมตั้งแต่โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ในอดีตและเข้าร่วมต่อเนื่องมาจนถึงโครงการปัจจุบัน ได้มีการเตรียมความพร้อมต้อนรับลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการติดตั้งป้ายสัญลักษณ์สติกเกอร์โครงการไว้ที่หน้าร้านเพื่อให้เห็นได้อย่างเด่นชัด รวมถึงมีการจัดเตรียมระบบเครือข่ายสัญญาณ โทรศัพท์มือถือ และระบบคิวเพื่ออำนวยความสะดวกในการสแกนสิทธิ์ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการรอคอยของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทั้งกลุ่มที่เดินทางมาซื้อกลับไปรับประทานที่บ้านและลูกค้านั่งรับประทานภายในร้าน

นางสาวฟิตดาว พนักงานร้านข้าวแกงฮันตาน่า เปิดเผยว่า หลังจากที่โครงการเริ่มอนุมัติให้ใช้งาน พบว่ามีสถิติจำนวนลูกค้าเดินทางมาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงเที่ยงวัน เพียงแค่ครึ่งวันแรกของวันนี้ทางร้านสามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 3,000 บาท ซึ่งถือว่ายอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้มีประโยชน์ต่อพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยและประชาชนอย่างแท้จริง เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปได้อยากให้รัฐบาลพิจารณาขยายกรอบระยะเวลาของโครงการ จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุด 4 เดือน ขยายยาวไปจนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2569 เพราะจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเงินในชุมชนและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในต่างจังหวัดได้อย่างยั่งยืน

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ นายสันติ ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ในพื้นที่อำเภอเบตง ที่ระบุว่า โครงการดังกล่าวช่วยทำให้ระบบการใช้จ่ายเงินในกระเป๋าของตนมีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถบริหารจัดการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารได้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าวงเงินที่รัฐสนับสนุนจำนวน 1,000 บาทต่อเดือน อาจดูเหมือนไม่มากนักในสภาวะปัจจุบัน แต่เมื่อคำนวณสัดส่วนแล้ว ถือว่าช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวันและเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีรายได้น้อยได้เป็นอย่างดีมาก

ขณะเดียวกัน ด้านร้านอาหารตามสั่งชื่อดังอย่าง ‘ร้านเจ๊โส’ ก็ได้รับความนิยมและมีผู้มาใช้สิทธิ์หนาแน่นไม่แพ้กัน โดยเจ๊โสเจ้าของร้านเปิดเผยว่า ลูกค้าหลั่งไหลมาใช้สิทธิ์สแกนเงินจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้าก่อนเข้าทำงานและช่วงพักเที่ยง ส่งผลให้ยอดขายประจำวันสูงขึ้นกว่าปกติอย่างชัดเจน ยืนยันว่าโครงการนี้สามารถเยียวยาและตอบโจทย์ความต้องการของทั้งฝั่งประชาชนและผู้ประกอบการได้จริง

สำหรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ มีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการรวมทั้งสิ้น 4 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 มีเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐบาลจะสนับสนุนการจ่ายเงินในอัตราส่วนร้อยละ 60 (60%) และประชาชนร่วมจ่ายเองในส่วนที่เหลือร้อยละ 40 (40%) โดยจำกัดสิทธิ์ส่วนลดสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และรวมมูลค่าวงเงินสะสมทั้งหมดไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีเป้าหมายหลักในการบรรเทาภัยค่าครองชีพและกระตุ้นดัชนีเศรษฐกิจภาพรวมทั่วประเทศ ซึ่งพื้นที่ห่างไกลอย่างอำเภอเบตง ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่สะท้อนผลลัพธ์ของนโยบายนี้ในการกระจายความเจริญและเม็ดเงินสู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top