วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569
คลินิกสิ่งแวดล้อม
หลักกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องบันดาลโทสะและป้องกัน
บันดาลโทสะ เป็นภาษากฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72 "ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้"
ซึ่งเกี่ยวกับการบันดาลโทสะนั้นจะมีการใช้ในการต่อสู้คดีและตีความเทียบเคียงคู่ขนานกับกรณีการป้องกันตัวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 " ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด"
เกี่ยวกับการป้องกันตัวนั้น มีจุดสำคัญคือจะต้องเป็นการดำเนินการ เพื่อป้องกันภยันตรายที่ใกล้จะถึงพอสมควรแก่เหตุ ถึงจะต้องตีความอย่างเคร่งครัดหากเป็นกรณีสมัครใจทะเลาะวิวาทก็ดี เป็นกรณีที่ขาดช่วงขาดตอนก็ดี รวมทั้งกรณีการกระทำที่ไม่ได้สัดส่วน แนววินิจฉัยศาลสูงมักจะตีความว่าไม่ใช่กรณีการป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68
ซึ่งเมื่อจำเลยไม่สามารถอ้างสิทธิ์เกี่ยวกับลักษณะการป้องกันได้ จะมีสิทธิ์ทางกฎหมายได้ลำดับถัดมาคือบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72 ซึ่งแม้จะมีลักษณะการกระทำที่ขาดตอนก็ดีหรือไม่ได้สัดส่วนก็ดี แนวทางวินิจฉัยของศาลมักไปในทางเดียวกัน หากเป็นกรณีข้อเท็จจริงที่เกิดจากเหตุการณ์ต่อเนื่องและเป็นผู้ถูกข่มเหงโดยไม่เป็นธรรม
สำหรับกรณีตามข่าว ระหว่างตำรวจตระเวนชายแดนและวินมอเตอร์ไซค์ การลงมือจนถึงขั้นใช้อาวุธปืนยิงจนมีผู้เสียชีวิตถึง 2 คนนั้น ในการพิจารณาของศาลคงจะต้องดูรายละเอียดข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้นจนจบซึ่ง จะมีข้อเท็จจริงอีกหลายส่วนที่มิได้นำเสนออยู่ในสื่อมาใช้ในการพิจารณาคดี อีกครั้งต้องดูแนวทางต่อสู้ของ ฝ่ายจำเลยด้วยว่ามีการตั้งประเด็นต่อสู้อย่างไร
ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวกับกรณีป้องกันตัวและบันดาลโทสะ ศาลฎีกาเลขที่ 6936/2562
แม้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายจะทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอจำเลย อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลังจากเด็กชาย ช. วิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงแยกจำเลยออกจากผู้ตายแล้ว จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ ถือได้ว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าวที่มีต่อจำเลยได้หมดไปแล้ว
จำเลยจะใช้อ้างเพื่อกระทำการป้องกันสิทธิของตนย่อมหมดไปด้วย จำเลยกลับออกมาพร้อมถืออาวุธปืนมาด้วยแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ทันที โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำการใดเลย
จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยเข้าใจว่ากล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่และผู้ตายล้วงลงไปเพื่อนำอาวุธปืนออกมายิงจำเลยได้ แต่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการที่ถูกผู้ตายชกต่อยและบีบคอฝ่ายเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมย่อมก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72
036
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี