วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เด็ดหัวมาเฟียทะเบียนราษฎร์! ดีเอสไอร่วมฝ่ายปกครองเปิดยุทธการ 'กวาดล้างทะเบียน G เทา' ทลายเครือข่ายสวมสิทธินักเรียนผีเชียงราย รวบอดีตปลัดอำเภอ-อส. ร่วมขบวนการช่วย 'ทุนจีน-เมียนมา-เวียดนาม' ชุบตัวทำบัตรเถื่อน เล็งฟันฟอกเงิน-เพิกถอนยกแผง 491 ราย
วันที่ 18 มิ.ย. 69 เกิดปฏิบัติการเชิงรุกครั้งใหญ่ในการพิทักษ์ระบบทะเบียนราษฎรไทย โดยกรมการปกครองร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย ได้เปิดปฏิบัติการร่วมกันในชื่อ ‘กวาดล้างทะเบียน G เทา’ โดยกระจายกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายพร้อมกันจำนวน 6 จุดในจังหวัดเชียงราย
.jpg)
ปฏิบัติการนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผลการปฏิบัติในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาสำคัญซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ร่วมขบวนการได้แก่ อดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น 1 ราย, สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) 2 ราย และกลุ่มต่างด้าวผู้สวมสิทธิอีก 5 ราย พร้อมทำการตรวจยึดวัตถุพยานสำคัญ อาทิ เอกสารทางราชการ, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และเอกสารบัญชีรายชื่อทะเบียนนักเรียนอักษร G ในห้วงปีการศึกษา 2562-2568 ที่พบความผิดปกติจำนวนสูงถึง 491 ราย
คดีนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งด่านตรวจความมั่นคงในพื้นที่และสามารถจับกุมชายต่างด้าวรายหนึ่งที่ลักลอบหนีเข้าเมืองไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยในตัวพบเงินสดสกุลไทยจำนวน 140,000 บาท จากการซักฟอกของเจ้าหน้าที่ ชายรายนี้ยอมเปิดปากรับสารภาพว่า เงินจำนวนดังกล่าวเตรียมนำมาจ่ายให้แก่หน้าม้าและเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรขาวขอบชมพู) จากเบาะแสดังกล่าวทำให้ส่งเรื่องต่อยอดไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อตั้งแฟ้มขยายผลสืบสวนเชิงลึก
จากการตรวจสอบข้อมูลทางเทคโนโลยีและการจัดเก็บฐานข้อมูลราษฎร์ ปรากฏว่าพบบัญชีทะเบียนนักเรียนที่มีรหัสอักษร G (บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร แต่อยู่ในสถานศึกษา) ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย มีความผิดปกติขั้นรุนแรง มีการนำรหัสเลขทะเบียนเดิมมาใช้เวียนซ้ำซ้อนกันหลายครั้ง โดยพบพฤติการณ์ทุจริตบางรายมีการใช้เลขทะเบียนวนซ้ำสูงถึง 11 หมายเลข และนำชื่อคนต่างด้าวที่ไม่ได้เรียนหนังสืออยู่จริงมาสวมสิทธิเป็นนักเรียนเพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดทำแบบสำรวจบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (แบบ 89) เพื่อยื่นขอออกบัตรประจำตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมา คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ของกรมการปกครอง ได้จับมือกับ DSI ลงพื้นที่เก็บข้อมูลกายภาพและลายนิ้วมือ และได้ทำการประสานงานร่วมกับ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อนำเทคโนโลยีตรวจสอบภาพใบหน้า (Face Recognition) และระบบสแกนอัตลักษณ์บุคคลของกลุ่มผู้ต้องสงสัยจำนวน 38 รายมาทำการตรวจสอบ
ผลปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า มีผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 6 ราย ถือหนังสือเดินทางต่างประเทศ (Passport) อยู่จริง ประกอบด้วย สัญชาติจีน 2 ราย, เมียนมา 3 ราย และเวียดนาม 1 ราย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่เด็กนักเรียนในพื้นที่ แต่กลุ่มขบวนการได้ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย โดยมีอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น ซึ่งอดีตเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอ คอยใช้สิทธิ์ User และระบบส่วนตัวในการกดยืนยันอนุมัติและคีย์ข้อมูลทุจริต โดยมีสมาชิก อส. อีก 2 ราย คอยทำหน้าที่อำนวยความสะดวก จัดหาเหยื่อ และเดินเรื่องทางเอกสารแลกกับผลประโยชน์มหาศาล
จากพยานหลักฐานที่แน่นหนา กรมการปกครองจึงส่งชุดสืบสวนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เวียงแก่น จนสามารถขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 22 ราย จำนวนรวม 27 หมายจับ (แบ่งเป็น อดีตปลัดอำเภอ 1 ราย, อส. 2 ราย และต่างด้าวสวมสิทธิอีก 19 ราย) นำไปสู่การเปิดปฏิบัติการบุกรวบตัวในครั้งนี้
.jpg)
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาหนักแก่กลุ่มข้าหลวงและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ตามความผิดในพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร, พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ด้าน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการด่วนให้ที่ทำการปกครองจังหวัดเตรียมดำเนินการเพิกถอนและจำหน่ายรายการทะเบียนราษฎร์ของบุคคลที่ได้มาจากการทุจริตในระบบทั้งหมด พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำหนังสือส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินการยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินกับกลุ่มขบวนการนี้ให้สิ้นซาก
ขณะที่ กรมการปกครองลั่นวาจายืนยัน ยุทธการครั้งนี้เป็นการปิดช่องโหว่ภัยความมั่นคงขั้นสูงสุด และจะเดินหน้าปราบปรามแก๊งทุจริตสัญชาติอย่างเด็ดขาด โดยจะนำเทคโนโลยีระบบบล็อกเชนและปัญญาประดิษฐ์มาช่วยตรวจสอบระบบราษฎร์ในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดนำสิทธิของประชาชนไทยไปเร่ขายให้แก่กลุ่มทุนสีเทาต่างชาติอีกต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี