533.jpg
สกู๊ปพิเศษ : ‘ไฟใต้’ไม่ดับ เพราะหลงแก้ที่ตัว‘บุคคล’ แต่ต้องแก้ที่โครงสร้างของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ‘ไฟใต้’ไม่ดับ เพราะหลงแก้ที่ตัว‘บุคคล’ แต่ต้องแก้ที่โครงสร้างของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.
Tag :

ก่อนที่จะมีเหตุ “คาร์บอมบ์” เกิดขึ้นในเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 5 เมษายน ต่อด้วยวันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมา ถ้าย้อนหลังไปติดตาม “บทความ” ของผู้เขียน เมื่อต้นเดือนมีนาคม จะเห็นว่า ผู้เขียน ได้เขียนถึงสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่า ในเดือนเมษายน จะเกิดเหตุร้ายครั้งใหญ่ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ ขอให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เน้นงานด้าน“การข่าว” และงานด้านการ “ป้องกัน” เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

แต่แล้ว สุดท้าย “คาร์บอมบ์” ก็เกิดขึ้นกับพื้นที่ในเทศบาลนครยะลา และแม้ว่าพื้นที่เกิดเหตุจะอยู่นอกเขต “เซฟตี้โซน” แต่ก็อยู่ในเขตเทศบาล ซึ่งเป็น “เขตเมือง” ที่สำคัญของจังหวัดยะลา เพราะเป็นย่าน “การค้า” มีทั้ง โชว์รูม และ “โกดัง” ที่ใช้ในการเก็บสินค้า ตั้งอยู่จำนวนหนึ่ง


แน่นอนว่า “คาร์บอมบ์” และ “จยย.บอมบ์” ครั้งนี้ อาจจะมีคนตายน้อย มีคนเจ็บหลักสิบ ไม่ถึง 100 คน อย่างที่เคยเกิดขึ้น แต่ความเสียหายของบ้านเรือน ร้านค้า ได้รับความเสียหายจำนวนมาก  ซึ่งความเสียหายเหล่านี้ สามารถได้รับการ “เยียวยา” จากรัฐได้ในส่วนหนึ่ง

แต่ความสูญเสียในด้านความ “เชื่อมั่น”ของนักธุรกิจนักลงทุน และความสูญเสียความ “เชื่อมั่น” ของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ต่ออำนาจรัฐ ต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องร้ายแรง ที่ส่งผลกระทบถึง การแก้ปัญหา และการสร้างปัญหา ที่จะตามมาในอนาคต

อย่างลืมว่า “กลุ่มทุน” ในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา ซึ่งเป็นกลุ่มทุน “เก่า” มีเพียงไม่กี่กลุ่ม และแต่ละกลุ่มต่างถูก “กระทำ” จาก “แนวร่วม” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนมาโดยตลอด โดยเฉพาะกลุ่มทุน ที่ถูก “กระทำ” ล่าสุด ในรอบ 10 ปี ของการปะทุของ “ไฟใต้” ระลอกใหม่ พวกเขาถูก “กระทำ” ในลักษณะนี้มาแล้วถึง 40 ครั้ง เช่นเดียวกับกลุ่มทุน “เก่า” กลุ่มอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด ต่างประสบความสูญเสียจาก “คาร์บอมบ์” และการก่อวินาศกรรม ในรูปแบบต่างๆ มาโดยตลอด

และถ้ากลุ่มทุน กลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ถอนสมอ ไม่คิดที่จะสู้ต่อ นั่นหมายถึงว่าในอนาคตในพื้นที่เหล่านั้น จะไม่มีธุรกิจการค้าระดับใหญ่และระดับกลางเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นไปตาม“ธง” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่ต้องการทำลายเขตเศรษฐกิจ และขับไล่กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน และกลุ่มคนไทยพุทธ ออกจากพื้นที่ เพื่อที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนจะ “บรรลุ” ถึงสิ่งที่ต้องการ นั่นคือการควบคุมมวลชน ควบคุมพื้นที่ เพื่อมีอำนาจเหนืออำนาจรัฐ ก่อนที่จะก้าวไปสู่การเป็นเขตปกครองพิเศษ หรือการแบ่งแยกดินแดนที่แท้จริง

ส่วนความเชื่อมั่นต่ออำนาจรัฐของประชาชนในพื้นที่นั้น ไม่ต้องกล่าวถึง เพราะ 10 ปีที่ผ่านมากับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น การบาดเจ็บล้มตายของประชาชน ทั้งพุทธ ทั้ง มุสลิม เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ ครู พระ ได้ทำลายความเชื่อมั่นของอำนาจรัฐไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะเดินทางมาตรวจราชการ ติดตามสถานการณ์ เดือนละกี่ครั้ง จึงไม่ได้ช่วยให้ความเชื่อมั่นต่ออำนาจรัฐ กลับคืนมา

เพราะความเชื่อมั่นต่อ “อำนาจรัฐ” ของประชาชน จะกลับคืนมาได้นั้น ต้องเห็นในการกระทำ ไม่ใช่ฟังจากคำพูด ที่ว่าต้องเห็นจากการกระทำนั่นคืน เห็นศักยภาพ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในการป้องกันเหตุไม่ให้เกิด หรือหลังเกิดเหตุ ต้องจับกุมผู้ทำความผิดได้ และต้องนำผู้ต้องหามาลงโทษได้ ต้องสถาปนาให้เกิดความปลอดภัย ประชาชนเดินทาง และประกอบอาชีพได้โดย ไม่ “ตาย” ใน “ระหว่างทาง” อย่างที่เกิดขึ้นทุกวัน และทุกๆ วัน

“คาร์บอมบ์” ครั้งล่าสุดที่ยะลา มีคำตอบให้สังคมได้รับรู้ว่า การป้องกันเหตุร้ายของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า “ล้มเหลว” เช่น การ ล้มเหลวที่ 1 คือเรื่อง “การข่าว” เพราะตามที่บอกตั้งแต่เริ่มต้นว่า “การข่าว” มีข่าวมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 ถึงความเปลี่ยนแปลงของขบวนการบีอาร์เอ็น ทั้งมีการเปลี่ยน “แกนนำ” ระดับ “สั่งการ” มีการเปลี่ยนหัวหน้าชุดปฏิบัติการ มีการปรับแผน เพื่อก่อเหตุร้ายในปี 2557 ซึ่ง “การข่าว” แจ้งว่า “แกนนำ” ได้มีแผนที่จะก่อเหตุร้ายสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงยิ่งขึ้น

ความล้มเหลวที่ 2 คือความล้มเหลวในการ “แบ่งพื้นที่ ชี้เป้า เฝ้าระวัง” ที่มีการแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน โดยให้กำลังของทหาร รับผิดชอบพื้นที่รอบนอกเขตเทศบาล ด้วยการหาข่าวลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ชี้เป้ากลุ่มคนร้าย เพื่อกดดัน ตรวจค้น จับกุม กลุ่มเป้าหมาย และเฝ้าระวัง กลุ่มเสี่ยง พื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันความสูญเสีย และเฝ้าระวัง แกนนำ แนวร่วม อย่าให้เคลื่อนไหวเพื่อก่อเหตุ

ส่วนพื้นที่ชั้นใน เป็นหน้าที่ของ ตำรวจ และปกครอง ในการใช้แผนเดียวกัน เพื่อป้องกันเหตุร้าย โดยเฉพาะพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลามีการแบ่งพื้นที่เป็น “เซฟตี้โซน” มีการใช้กำลัง ตำรวจ และอาสารักษาดินแดน เป็นจำนวนมาก ในการหาข่าว ลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ เพื่อป้องกันเหตุร้าย และสุดท้ายจะเห็นว่า การแบ่งพื้นที่ระหว่าง ทหาร ตำรวจ และปกครอง ยังคงเกิดความ “ล้มเหลว”

เพราะแผนการ “เผาเมืองยะลา” ครั้งนี้ ของขบวนการบีอาร์เอ็น คือ การประสานงานกันระหว่างชุดปฏิบัติการหรือ “คอมมานโด” นอกเขตเทศบาล กับ “แนวร่วม” ในเขตเทศบาล ในการกำหนดเป้าหมายที่จะก่อวินาศกรรม และทำการลำเลียง “คาร์บอมบ์” และ จยย.บอมบ์ มาจากพื้นที่รอบนอก โดยวิธีการ “ผ่านจุดตรวจ” ของเจ้าหน้าที่รอบนอก เพื่อเข้ามายังเขตเทศบาล และนำไปวางที่ “เป้าหมาย” ที่มีการ “ล็อก” เป้าไว้แล้วอย่างชัดเจน

แม้ว่า ระเบิดจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 และ ที่ 6 แต่ปฏิบัติการของ “คอมมานโด” ชุดนี้ ได้นำระเบิดเข้าไปวางไว้ยัง “เป้าหมาย” พร้อมๆ กันในวันเดียวกัน เพียงแต่มีการต้องการให้เกิดขึ้น 2 ครั้ง และห่างกันคนละวัน ซึ่งเป้าหมายคือการ สร้างความ “โกลาหล” ให้เกิดขึ้น และที่สำคัญ นั่นคือการ “หยาม” เจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นการทำลายความเชื่อมั่น ของเจ้าหน้าที่รัฐ และอำนาจรัฐในพื้นที่

จะสังเกตได้ว่า “ยุทธวิธี” ของ “แนวร่วม” ในการนำ “คาร์บอมบ์” เข้ามาในเขตเมือง ไม่มีอะไรใหม่ เช่นครั้งนี้ ใช้รถยนต์ที่ประกอบ
คาร์บอมบ์ ปลอมเป็นรถยนต์ของหน่วยงานราชการคือ “อบต.บ้านแหร” อ.ธารโต จ.ยะลา เพื่อง่ายในการผ่านด่านตรวจจุดสกัด เช่นเดียวกับเหตุร้ายหลายครั้งเช่น “คาร์บอมบ์” ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองปัตตานี ที่รถยนต์ที่ประกอบ “คาร์บอมบ์” มีการปลอมแปลงเป็นรถของ สำนักงานสาธารณสุข หรือการบุกเข้าโจมตีจุดตรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจ รถยนต์ที่ บรรทุก “แนวร่วม” ก็ถูกปลอมแปลงให้เป็นรถยนต์ของ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.)

โดยข้อเท็จจริงของสถานการณ์ วันนี้ กองทัพ และรัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เรื่องของการก่อความไม่สงบ แต่เป็นสถานการณ์ของการ “ก่อการร้าย” ซึ่งเมื่อเป็นการ “ก่อการร้าย” กองทัพต้องมีแผนการรับมืออีกรูปแบบหนึ่ง 

วันนี้ในการตั้งจุดตรวจจุดสกัดจะต้องตรวจสอบรถยนต์ ที่ติดตรา หรือทะเบียนของส่วนราชการอย่างเข้มงวด เพราะวิธีการปลอมแปลงรถยนต์ของ “แนวร่วม” ที่ประกอบเป็น “คาร์บอมบ์” ทำได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับวันนี้ กอ.รมน.ต้อง ควบคุมถังแก๊ส รถบรรทุกแก๊ส ถังดับเพลิง เครื่องแบบทหาร ตำรวจ และอื่นๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการก่อการร้าย ไม่ใช่ปล่อยให้ขบวนการเคลื่อนไหวอย่าง “เสรี” ในทุกๆ เรื่อง

และสุดท้ายสิ่งที่กองทัพและรัฐบาล ต้องดำเนินการคือ ต้องมีการตรวจสอบ และประเมินโครงสร้างของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งใช้ในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าโครงสร้างของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความ “ผิดพลาด” และ “บกพร่อง”อย่างไร เพราะถ้าโครงสร้างของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นโครงสร้างที่ถูกต้อง ทำไมถึงไม่ “ตอบโจทย์” ในการทลายอุปสรรคของการแก้ปัญหาการก่อการร้ายที่เกิดขึ้น

วันนี้  กองทัพต้องยอมรับความจริง ถ้าโครงสร้างไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ สถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างที่เห็น ถ้ากองทัพไม่ผิดพลาด กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าไม่ผิดพลาด และการย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ก็ไม่ผิด แล้ว ใคร อะไร คือ ข้อผิดพลาด ของการ “ดับไฟใต้” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ต้องมีคำตอบให้กับประชาชนให้ชัดเจน

แต่ถ้าปัญหาที่ “ไฟใต้” ไม่ดับ เกิดจากปัญหาทาง “โครงสร้าง” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และกองทัพ “เพิกเฉย” ไม่ยอมที่จะแก้ไขเพื่อลด “อำนาจ” ของกองทัพ อย่างที่หลายฝ่ายวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกต ปัญหาความรุนแรงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะเกิดขึ้นต่อไป และต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางลงพื้นที่ เดือนละ กี่ครั้ง ก็จะไม่สามารถที่จะทำให้ “สงครามประชาชน” ณ แผ่นดินปลาย “ด้ามขวาน” ยุติลงได้อย่างแน่นอน

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top