วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ไม่รู้จัก3พี่น้อง”อัครพงศ์ปรีชา”
‘เสี่ยนพพร’โต้
แฉ’เสธ.เจี๊ยบ”ตัวการอุ้ม
อ้างเป็นเหยื่อโดนรีด100ล.
ตร.ยันเอี่ยวแก๊ง’พงศ์พัฒน์’
ความคืบหน้าการติดตามจับกุม “เสี่ยนิค” หรือนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี ประธานกรรมการบริหาร บริษัทวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) มหาเศรษฐีหนุ่มหมื่นล้าน ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกรรโชกทรัพย์ กรณีให้ 3 พี่น้องอดีตนามสกุล “อัครพงศ์ปรีชา” ขู่กรรโชกให้นายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ซึ่งเป็นเพื่อนกัน ลดหนี้ลงจาก 120 ล้านบาท ให้เหลือ 20 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนีในต่างประเทศนั้น
“เสี่ยนพพร”ร่อนจม.แจง7ข้อ
ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 7ธันวาคม ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายแอนดริว แมคเกรเกอร์ มาร์แชลล์( Andrew Macgregor Marshall) นักข่าวชาวสกอตแลนด์ ผู้เขียนหนังสือ A Kingdom in Crisis ที่ถูกห้ามจำหน่ายในประเทศไทย เนื่องจากมีเนื้อหาไม่เหมาะสม ได้มีการโพสต์ข้อความจดหมายเปิดผนึกและภาพนายนพพร ซึ่งอ้างว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อถูกใส่ร้ายป้ายสีและขูดรีด พร้อมชี้แจงถึงคดีดังกล่าวรวม 7 ข้อ มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
เพื่อความกระจ่างในคดีนี้ ผมใคร่ขอเรียนชี้แจงอย่างไม่กลัวอิทธิพลใดๆ คือ 1.กระผมไม่ได้เป็นลูกหนี้นายบัณฑิต ในความเป็นจริงแล้วกระผมถูกขูดรีดจากนายบัณฑิตเสมอมา ความเดิม คือ กระผมกับนายบัณฑิต และเพื่อนอีก 2 คนร่วมกันลงในทุนในบริษัท กริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง โดยกระผมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 40% ในปี 2543 ได้ยืมเงินจากบริษัทดังกล่าว โดยลงบัญชีเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมบริษัทเป็นเงินประมาณ 17ล้านบาท แต่ผู้ถือหุ้น 3คน รวมทั้งบัณฑิตไม่เห็นว่าเป็นการกู้ยืมจึงไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์ กระผมจึงได้ชำระเงินคืนบริษัทในรูปของการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ของบริษัท(ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน) จำนวน 8.9ล้านบาท แทนบริษัทในปี2547
ยันเปล่าเป็นหนี้เหยื่อถูกอุ้ม
ต่อมาในปี 2555 กระผมชำระคืนบริษัทอีก 17 ล้านบาท โดยทำยอมความกันที่ศาลฎีกาในเดือนเมษายน 2555 ในหนังสือถอนคำร้องทุกข์ระบุชัดเจนว่าผมชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทจนครบถ้วนแล้ว และผู้ถือหุ้นอื่นๆต่างก็ไม่ติดใจเอาความอีกต่อไป(หลักฐานมีสำเนาอยู่ที่ทนายความของกระผม 2 คน คือ นายวิชานนท์ วิมลสังข์ และนายพิษณุ พานิชสุข ส่วนเอกสารตัวจริงอยู่ที่ศาลฎีกา) จึงคงเหลือแต่บัณฑิตคนเดียวที่ยังไม่ยอมถอนฟ้องกระผมในคดีนี้ ทั้งที่ได้ส่วนแบ่งจากเงิน 17 ล้านบาทไปแล้ว ผมจึงมิได้เป็นหนี้ใดๆกับนายบัณฑิต ทั้งทางตรงและทางอ้อมตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2555
2.การขูดรีดครั้งที่ 1 นายบัณฑิตเรียกร้องเงิน 100 บาทเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง ในปี 2557 กระผมมีฐานะดีขึ้นและไม่อยากมีคดีติดตัวต่อไป จึงเปิดการเจรจาโดยส่งข้อความเสนอเงิน 20 ล้านบาท ให้บัณฑิตเพื่อให้ถอนฟ้อง แต่ไม่ได้มีการตอบกลับจากนายบัณฑิต จนกระทั่งผมเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่ยุโรปในวันที่ 24พฤษภาคม ต่อมาขณะอยู่ต่างประเทศได้ทราบจากคนรู้จักว่านายบัณฑิต จะเปิดตัวเลขกลับมาที่ 100 ล้านบาท แต่กระผมคิดว่าน่าจะต่อรองได้ในราคา 50-60ล้านบาท วันที่ 18มิถุนายน ขณะผมอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส จึงให้นายพิษณุ พานิชสุข ส่งสัญญายอมความ 2ฉบับมาให้ทางอีเมล ฉบับหนึ่งระบุตัวเลขเป็นเงิน 50 ล้านบาท ส่วนอีกฉบับระบุ 60 ล้านบาท ซึ่งกระผมได้ลงชื่อแล้วก็ส่งกลับไปให้ทนายในวันเดียวกันทาง DHL
“เสธ.เจี๊ยบ”โวเคลียร์หนี้ให้ได้
3.นายปริญญา รักวาทิน หรือ “เสธ.เจี๊ยบ” เพื่อความมั่นใจว่าเรื่องราวจะได้ข้อยุติ กระผมได้โทร.ทางไกลมาปรึกษากับนาย หรือ น.ท.ปริญญา รักวาทิน หรือ “เสธ.เจี๊ยบ” กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ซึ่งนายพิษณุ เคยแนะนำให้รู้จัก และชอบอ้างตัวสนิทสนมกับ เสธ.คนดัง ว่าสามารถเชิญผู้ใหญ่ที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ได้หรือไม่ มีค่าใช้จ่ายอย่างไร และสามารถทำให้รูปแบบการเจรจาอยู่ในกรอบของกฎหมายตามที่ทนายให้แนวทางไว้ได้หรือไม่
นายปริญญา ก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าทำได้เพราะตัวเลขที่เสนอถึง 60 ล้านบาท ก็เป็นจำนวนมากพอที่น่าจะทำให้นายบัณฑิตยอมตกลงอยู่แล้ว หากเพิ่มบุคคลที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นคนกลางบัณฑิตย่อมไม่กล้าเรียกร้องแบบไร้เหตุผล ที่กระผมต้องพึ่งผู้ใหญ่ในการเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะนายบัณทิตเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลภาคใต้
ยันไม่รู้จัก“อัครพงศ์ ปรีชา”
4.ผมไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อสามพี่น้องอัครพงศ์ปรีชา ก่อนเกิดเหตุวันที่ 23 มิถุนายน นายปริญญา แจ้งว่าผู้ใหญ่เรียกค่าดำเนินการ 30 ล้านบาท ผมจึงตกลงและจ่ายล่วงหน้าเป็นเงิน 5 ล้านบาท ส่วนอีก 25 ล้านบาท จะจ่ายเมื่อมีการตกลงยอมความกันที่ศาล โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขคือต้องให้คู่เจรจา คือ นายบัณฑิต ยอมความโดยสมัครใจหรือเกรงใจเท่านั้น หากไม่สำเร็จกระผมก็จะนำเงิน 25 ล้านบาทนี้ไปเพิ่มยอดให้นายบัณฑิตรวมเป็น 85 ล้านแทน เพื่อให้คดียุติ
“ผมเชื่อมาโดยตลอดว่า เสธ.เจี๊ยบ จะไปเชิญ เสธ.คนดัง ซึ่งจะไกล่เกลี่ยแบบผู้ใหญ่มาเป็นคนกลาง แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายปริญญา ไปว่าจ้าง 3 พี่น้องอัครพงศ์ปรีชา มากระทำการอุกอาจ และไปบังคับให้บัณฑิตรับเงินแค่ 20 ล้านบาท ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ ผิดจำนวนเงิน และเงื่อนไขที่ผมให้ไว้อย่างสิ้นเชิง”
โวยเป็นฝ่ายถูกข่มขู่รีดหนี้
5.ผมถูกขูดรีดครั้งที่ 2 เพิ่มเป็น 150 ล้าน หลังเกิดเหตุดังกล่าวนายบัณฑิตไม่พอใจอย่างมาก จึงเพิ่มตัวเลขไปเป็น 150 ล้านบาท ผมเรียนตรงๆว่าขณะนั้นเข็ดและหดหู่กับเรื่องนี้ จึงแจ้งว่ายินดีจะจบที่ 120 ล้านบาท โดยจ่ายทันที 80 ล้านบาท และตีเป็นเช็คล่วงหน้าอีก 40 ล้านบาท นายบัณฑิตตกลงโดยมาทำสัญญายอมความที่ศาลในวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยขณะไปยอมความที่ศาลกระผมก็ยังอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส
6.ถูกนายเจี๊ยบ หรือนายปริญญา ขูดรีดอีก 25 ล้านบาท ต่อมานายปริญญากลับมาขอเงิน 25 ล้านบาท กับผมอีก ผมตอบไปว่านายปริญญาไปทำเสียหายจนผมต้องจ่ายเงินเกินกว่าที่ควรแล้วยังจะมาขอเงิน 25 ล้านอีกหรือ นายปริญญา เพียงตอบสั้นๆว่าอยากมีเรื่องกับ…(หมายถึงสามพี่น้อง) หรือ??? ผมกลัวจะไม่ปลอดภัยเลยต้องให้เงิน 25 ล้านบาทไป โดยนัดให้มารับเงินสดที่สำนักงานใหญ่บริษัท WEH ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา
อ้างหนีกลัวถูกปิดปากในคุก
7.ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร ปิดบังหลักฐานและจงใจให้ผมตกเป็นเหยื่อ พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ที่รู้จักกับนายปริญญา ชื่อ “ผู้กองอรุณ” ได้ติดต่อผ่านนายพิษณุ ให้กระผมเข้ามาให้ปากคำ ผมจึงได้เข้าไปให้ปากคำเมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยมีบันทึกข้อความไว้เป็นหลักฐาน แต่ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากในตอนท้ายพนักงานสอบสวนชื่อ “สารวัตรชูศักดิ์” ถามผมว่ารู้จัก “เจี๊ยบ” หรือไม่ ผมเห็นว่าทั้งทนาย และพนักงานสอบสวนเป็นเพื่อนกับนายปริญญา จึงไม่กล้าพูดอะไรมาก
จนวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน ผมโทรศัพท์หาสารวัตรชูศักดิ์เพื่อขอนัดเข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติม แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยง และแจ้งกับกระผมว่ารู้แล้วว่าเจี๊ยบคือใคร ไม่ต้องมาหรอก ผมเห็นเป็นพิรุธ ประกอบกับมีการประโคมข่าวเรื่องลดหนี้ ผมเกรงว่าคงไม่ได้ประกันตัวและถูกปิดปากในเรือนจำ จึงจำเป็นต้องหลบหนีออกนอกประเทศมาตั้งหลัก เพื่อทำหนังสือฉบับนี้เพื่อแถลงข้อเท็จจริง และสื่อมวลชนหากจะกรุณาให้ความยุติธรรมนำเสนอข่าว และร่วมต่อสู้กับกระบวนการอยุติธรรมที่ทำให้บุคคลผู้บริสุทธิ์ตกเป็นแพะ และเป็นเหยื่อคนแล้วคนเล่า
ผบช.น.สั่งทำรายงานชี้แจง
ด้าน พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. กล่าวว่า กรณีนายนพพร อ้างว่าพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้ปกปิด และบิดเบือนหลักฐานเพื่อยัดข้อหาให้นั้น ตนได้สั่งการให้ ผกก. สน.วัดพระยาไกร เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อทำรายงานชี้แจงกลับมาที่ตนอีกครั้ง ซึ่งกรณีดังกล่าวจะไม่กระทบต่อสำนวนคดีในภาพรวมของแก๊งอ้างสถาบันฯข่มขู่ประนอมหนี้ของนายณัฐพล สุวดี(อัครพงศ์ปรีชา) และพวกแต่อย่างใด
ส่วนกรณี น.ท.ปริญญา ได้มีการทำเรื่องขอประกันตัวมายัง บช.น. และได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อพิจารณาต่อไปว่าควรจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง โดยเฉพาะมาตรา 112 ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาได้แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง เพื่อข่มขู่ให้ผู้อื่นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด
ตำรวจยันให้ความเป็นธรรม
ด้าน พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.วัดพระยาไกร กล่าวว่า กรณีที่นายนพพร เกรงว่าพนักงานสอบสวนจะไม่ให้ความเป็นธรรม และจะไม่ปลอดภัย จนต้องหนีออกนอกประเทศนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พนักงานสอบสวนไม่มีทางบิดเบือนอย่างแน่นอน เพราะการแจ้งข้อหาแต่ละครั้งต้องมีหลักฐานชัดเจน จนขออนุมัติหมายจับศาลทหารได้ หากผู้ต้องหาต้องการแสดงความบริสุทธิ์ให้ประสานมาได้ทันที ซึ่งคดีนี้มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยมี พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) เป็นหัวหน้าชุดด้วย
“เสธ.เจี๊ยบ”เครียด-ฝากขัง8ธ.ค.
ผกก.สน.วัดพระยาไกร กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา “เสธ.เจี๊ยบ” หรือ น.ท.ปริญญา ได้เข้ามอบตัวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) และให้ปากคำที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามาควบคุมที่ สน.วัดพระยาไกร โดยให้ตรวจตราดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิด เนื่องจากผู้ต้องหาอยู่ในภาวะเครียด โดยวันที่ 8 ธันวาคม จะควบคุมตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลทหาร
ผช.ผบ.ตร.ยื่นค้านประกันตัว
ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า แถลงการณ์ที่นายนพพรเผยแพร่ออกมา เป็นเพียงการพูดลอยๆ หากคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมควรนำหลักฐานมาต่อสู้กันตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนที่ระบุว่าตำรวจ สน.วัดพระยาไกร บิดเบือนหลักฐานนั้นก็เป็นการพูดขึ้นมาลอยๆ อีกทั้งคดีดังกล่าวนายตำรวจระดับผู้บัญชาการก็ลงมาควบคุมด้วยตัวเอง จึงไม่น่าจะมีการบิดเบือนเกิดขึ้นได้ แต่ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายนพพร ได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวนจริง แต่เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ ขณะเดียวกันวันที่ 8 ธันวาคม นี้ จะนำตัว น.ท.ปริญญาไปขออำนาจศาลฝากขัง และจะยื่นคำร้องคัดค้านการประกันตัวแนบไปด้วย จากนั้นคงเป็นขั้นตอนของศาลว่าจะพิจารณาอย่างไร
ลือ“โจ้-นิค”ซุกบ่อน-ค่ายทหารเขมร
ขณะที่ พ.ต.อ.ธีระชัย เด็ดขาด ผกก.ตม.จว.สระแก้ว กล่าวว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รองผกก.ตม.จว.สระแก้ว ประสานความร่วมมือ และสนธิกำลังกับทหารออกลาดตะเวนตามตะเข็บแนวชายแดนช่องทางธรรมชาติ หลังตลาดโรงเกลือ และใต้สะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อสกัดจับนายนพพร และนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ พ่อค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ที่จ่ายส่วยให้เครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) แล้ว
นอกจากนี้ได้ประสานไปยัง ตม.กัมพูชา ให้ตรวจสอบกรณีมีข่าวจากนักพนันชาวไทยว่าพบเห็น “เสี่ยโจ้” ซ่อนตัวอยู่ในบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นของอดีตนักการเมืองไทยที่หลบหนีคดีไปอยู่ในกัมพูชา และเคยค้าน้ำมันเถื่อนเหมือนกัน เช่นเดียวกับนายนพพร ที่อยู่ในการดูแลของนายทหารใหญ่ของกัมพูชานายหนึ่ง ซึ่งสนิทสนมกับอดีตนักการเมืองและเจ้าของบ่อนรายนี้ โดยนายนพพร พักอยู่ในค่ายทหารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ แต่ทางกัมพูชายืนยันว่าจากการตรวจสอบไม่พบนายสหชัย ซุกซ่อนอยู่ในบ่อนดังกล่าว ส่วนนายนพพร อยู่ระหว่างตรวจสอบไปที่กรุงพนมเปญว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่คาดว่าคงเป็นแค่ข่าวลือ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี