วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
6 ตุลาคม 2519...
กลายเป็นอีกหนึ่งวัน “มหาวิปโยค” ในหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย เมื่อเกิดเหตุการณ์ “ล้อมปราบประชาชน” ของเหล่าผู้มีอำนาจ
กลางดึกคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 นักศึกษาราว 3,000-4,000 คน และประชาชน ที่ชุมนุมประท้วงอย่างสงบ อยู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อขับไล่ “จอมพลถนอม กิตติขจร” อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ออกนอกประเทศ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มที่รัฐให้การสนับสนุน ปิดล้อม และใช้อาวุธทั้งระเบิดและอาวุธปืนยิงโจมตีเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยอย่างหนักหน่วง
จนในที่สุดตำรวจสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยได้สำเร็จในช่วงสายของวันรุ่งขึ้น นักศึกษาที่รอดชีวิตถูกบังคับให้ถอดเสื้อและนอนคว่ำหน้าบนพื้นสนามกลางมหาวิทยาลัย บ้างก็ถูกทำร้ายร่างกายเป็นระยะในระหว่างที่ถูกควบคุมตัว
ขณะที่อีกหลายคนต้อง “สูญเสีย” สังเวยชีวิต...
อีกหลายคนยัง “สูญหาย”...
ผ่านมาปีนี้ครบรอบ 40 ปี แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ นักวิชาการ และนักประวัติศาสตร์หลายคนเห็นตรงกันว่าคนในสังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถ่องแท้เกี่ยวกับเรื่องนี้
“4 ทศวรรษ” ที่ผ่านมา ครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่ตัวเลขทางการระบุว่ามี 46 คน เห็นว่าพวกเขายังไม่ได้รับความเป็นธรรม สิ่งที่ได้รับคือการบอกกล่าวให้พวกเขา “ลืม” สิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น
ขณะที่ความทรงจำเกี่ยวกับภาพชายที่ถูก “แขวนคอ” บนต้นมะขามที่ท้องสนามหลวง ซึ่งถูกตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลกยังคง “พร่ามัว” พร้อมกับการผุดขึ้นมาของข้อมูลใหม่ที่สังคมไทยยังหาคำตอบไม่ได้
บนเวทีเสวนา “ความรู้และความไม่รู้ ว่าด้วย 6 ตุลา” ในวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลา 2519 ที่จัดขึ้น ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆนี้มี “ข้อมูลบางอย่าง” ที่น่าสนใจ และยังคงรอการ “ชำระ”
“ตกลงคนถูกแขวนคอในเหตุการณ์ 6 ตุลา มี 1คน 2 คน 3 คน หรือ 4 คน?”…ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคำถามบนเวทีเสวนา
พร้อมกับระบุว่า การทำความเข้าใจความรู้เรื่อง “6 ตุลา” หนีไม่พ้นการทำความเข้าใจเรื่องการเมือง ประวัติศาสตร์การเมืองในความทรงจำมีความยุ่งยาก ความทรงจำของคนรุ่นใหม่เรื่อง 6 ตุลาอาจตกหล่นหายไปไม่ต่างกับหลายเหตุการณ์ในบ้านเรา คนรุ่นหลังเติบโตในการสิ้นสุดชุดความคิด “สงครามเย็น”
.jpg)
เขา กล่าวด้วยว่า อยากเรียกร้องเพื่อนๆคนรุ่น 6 ตุลาแต่ละคน เริ่มเขียนให้ความรู้และความทรงจำถูกฟื้นขึ้นมา โดยตนไม่ได้มีเจตนาฟื้นฝอยหาตะเข็บใดๆทั้งสิ้น แต่ทำเพื่อความจริงจะปรากฏเป็นความรู้และบทเรียนในอนาคต สภาพการณ์บ้านเมืองหลัง 6 ตุลา แทบทำอะไรไม่ได้เลย เพราะประวัติศาสตร์ชุดนี้เริ่มเป็น “ความลับ” ตำราเรียนของเด็กพูดเรื่อง 14 ตุลา แล้ว 6 ตุลาอยู่ตรงไหน มันถูกทำให้หายไป
“40 ปี 6 ตุลา ถ้าเป็นไปได้ บทเรียนที่ชัด คือ ความรุนแรงไม่ช่วยแก้ปัญหาสังคมไทย มีแต่จะสร้างปัญหา ถ้าสถานการณ์วันที่ 6 ตุลา ความรุนแรงขยายตัวมากกว่านี้ เชื่อว่าสุดท้ายจะเป็นสถานการณ์สงครามการเมือง ไทยจะเป็นโดมิโนตัวที่ 4 หลังจากการล้มของเวียดนาม 40 ปีถ้าจะมีคุณูปการบ้าง อยากเห็นผู้นำทหารยุคปัจจุบันเชื่อว่าหลายคนทันยุคสงครามเย็น อยากเห็นว่า 40ปีจะเป็นบทเรียนเล็กๆน้อยๆ”
ขณะที่ “รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนเจอคนรุ่น 6 ตุลา หลายคนที่ไม่กล้าดูคลิปและรูปแขวนคอ แต่เอาเข้าจริงไม่ยากเลยที่ดูแล้วจะระบุว่าคนที่ถูกแขวนคอมีกี่คน ยังมีข้อมูลอีกเยอะที่ขาดหายไป หรือเรา “รำลึก 6 ตุลา” โดยสังคมไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกชนมากพอที่จะไปลงรายละเอียดผู้เสียชีวิต
“มีหลายคนที่เราคิดว่าเสียชีวิตก่อนการถูกแขวนคอ แต่ในกรณีของคุณวิชิตชัย อมรกุล ดูจากลักษณะแล้วพบว่าเสียชีวิตจากการแขวนคอ”
ส่วน “ภัทรภร ภู่ทอง” นักวิจัยและผู้สร้างหนัง กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ศึกษาเรื่องความทรงจำของครอบครัวที่เสียลูกไปใน 6 ตุลา นำมาสู่การทำหนังเรื่อง “ความทรงจำ-ไร้เสียง” (Silence-Memories) แต่คนรอบตัวถามว่าจะทำไปทำไม เรารู้เรื่อง 6 ตุลาหมดแล้ว...
คำถาม คือ เรารู้จริงหรือ เรายังไม่รู้เลยว่าตกลงคนที่ถูกแขวนคอชื่ออะไร?
คำถามจากนักข่าวต่างประเทศ คือ ภาพผู้ชายที่ถูกแขวนคอซึ่งปรากฏในหลายภาพมาก เขาคือใคร ทำไมผ่านมา 40 ปี จึงไม่มีใครตามหาเขาเลย?
“ภัทรภร” กล่าวอีกว่า ภาพรวมผู้เสียชีวิตจากไฟล์ชันสูตรพลิกศพ มีจำนวน 45 คน เป็นนักศึกษาและประชาชน 40 คน เจ้าหน้าที่รัฐ 5 คน ทราบชื่อแค่ 30 คน ไม่มีการพูดถึงชาวเวียดนาม แต่ใช้คำว่า “ชายไทยไม่ทราบชื่อ” จำนวน 10 คน สถานที่พบศพระบุไว้ว่าในแม่น้ำ 2 คนแต่ส่วนใหญ่พบที่โรงพยาบาลตำรวจ
“ภัทรภร” กล่าวต่อว่า เกิดอะไรขึ้นที่สนามหลวงวันนั้น? จากข้อมูลที่รวบรวมเราคิดว่ามีการแขวนคอ 4 รายในเช้าวันนั้น โดยดูความแตกต่างจากภาพถ่าย ทรงผม ใบหน้า ต้นไม้ ผู้ที่อยู่รายรอบ มีบันทึกถึงคุณวิชิตชัย อมรกุล ว่าเขาถูกแทง ถูกทุบตี แล้วนำไปแขวนคอ และมีการเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หลังจากเขาจากไปแล้ว อีกคนหนึ่งที่ถูกแขวนคอจากไฟล์ชันสูตรพลิกศพระบุว่า คือ คุณปรีชา แซ่เฮีย ระบุว่ามีอาชีพส่งหนังสือพิมพ์
รวมถึงได้พบภาพการแขวนคอที่สงสัยว่าเขาอาจเป็นรายที่ 5 และรายที่ 6 หรือเปล่า เนื่องจากมีลักษณะแตกต่างจาก 4 รายในภาพก่อนหน้า จากคำบอกเล่าของคนในเหตุการณ์บอกว่าการเผามีขึ้นที่ หน้าศาลอาญา , หน้าแม่พระธรณีบีบมวยผม ระหว่างธรรมศาสตร์และสนามหลวง แต่เราจะเห็นแค่ภาพที่หน้าแม่พระธรณีบีบมวยผม เพียงจุดเดียว รวมถึงภาพการทำร้ายศพ พบว่ามีชายอยู่คนหนึ่งปรากฏตัวในหลายภาพในลักษณะกำลังทำร้ายศพ นักข่าวเอพีถามว่าคุณรู้จักคนนี้ไหมว่าเขาเป็นใคร เขาปรากฏตัวในหลายภาพมาก

“ข้อสังเกตจากความไม่รู้และความรู้ คือ ญาติยังคงหวาดกลัวที่จะส่งเสียงเล่าเรื่อง มีความสิ้นหวัง ความเงียบจึงอาจเป็นเรื่องที่ดีกว่า เราอยู่ภายใต้สังคมการเมืองแบบไหนที่ทำให้เรื่องแบบนี้ไม่ถูกตั้งคำถาม ทำไมบางเรื่องถูกทำให้ลืม สังคมไทยมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเสียงและประสบการณ์ที่หลากหลายหรือเปล่า ไม่ใช่เฉพาะจากผู้สูญเสีย แต่รวมถึงผู้กระทำด้วย”
ขณะที่ “ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล” จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน กล่าวว่า จากการเปรียบเทียบภาพเราเห็นว่าคนตายที่ถูกแขวนคอไม่ใช่แค่ 2 คน คำถามคือแล้วคนที่ตายเป็นใคร? ศพเขาอยู่ไหน? จากภาพชัดเจนว่าอย่างน้อยมี 4 คน แต่รายงานชันสูตรมีแค่ 2 คน
อย่างไรก็ดี ตนเป็นทั้งนักประวัติศาสตร์และเป็นคนร่วมเหตุการณ์ ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ อาจไม่ได้มีความหมายเท่าไหร่ในภาพใหญ่ คนจะถูกแขวนคอ 2 หรือ 4คน ที่ต้นไม้ต้นไหน อาจไม่ได้มีความหมายในภาพใหญ่ พวกเราทุกคนผ่านเหตุการณ์นั้นมาทั้งสิ้น รวมถึงคนรุ่นหลัง การให้ความเคารพคนตายอย่างดีที่สุด สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่างานวิชาการ คือ “คืนความเป็นมนุษย์” ให้ทุกคนเท่าที่จะทำได้ นี่คือจุดประสงค์การตามหารายละเอียดเหล่านี้
ด้าน “รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปิดท้ายว่า “40 ปี 6 ตุลา” แย่ที่สังคมไทยไม่มีการสรุปบทเรียน ไม่เคยสรุปว่าการฆ่าคนแก้ปัญหาไม่ได้ การปลุกระดมคนที่เกลียดชังด้วยข้อมูลเท็จก็ยังทำกันอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเรื่อง “รัฐประหาร” นั้น แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แต่ในระยะ 40 ปี ก็ยังมีการทำรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนว่าสังคมไทยยังมีปัญหาอีกมาก และเป็นเรื่องน่าสนใจ เมื่อนิสิตที่เรียนกับตนทุกคนคิดว่าหลังรัฐประหาร 2557…
ประเทศไทยมีโอกาส “รัฐประหาร” ได้อีก!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี