วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
นักวิชาการเหน็บผู้มีอำนาจบางประเทศ ยอมจัดแต่ไม่รับผลเลือกตั้ง
4 เม.ย.62 นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขียนบทความ “ความปากว่าตาขยิบทางศีลธรรม (Moral Hypocrisy) ตอนที่ 1” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “Decharut Sukkumnoed” โดยอ้างอิงผลการทดลองในต่างประเทศ ซึ่งพบว่าคนที่ชอบพร่ำพูดว่าตนเองมีศีลธรรมสูงกว่าผู้อื่น นิสัยจริงๆ ที่ปฏิบัติในชีวิตประจำวันอาจไม่เป็นอย่างที่พูดเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อไม่มีสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าตนเองกำลังทำผิดศีลธรรมอยู่ ดังนี้
“ความปากว่าตาขยิบทางศีลธรรมคือ อาการที่คนบางกลุ่มซึ่งพยายามจะบอกตนเอง (และ/หรือคนอื่น) ว่าตนเองนั้นมี ระดับมาตรฐานทางศีลธรรมสูงกว่าคนอื่นๆ (เช่นสูงกว่าค่าเฉลี่ย) แต่ในความเป็นจริง กลับมีพฤติกรรมทางปฏิบัติที่ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป”
“แดน แบตสัน (Dan Batson) จากมหาวิทยาลัยแคนซัส ได้ทำการทดลองโดยให้นักศึกษาวิชาจิตวิทยาเข้ามาในห้องปฏิบัติการทีละคน จากนั้นก็บอกกับนักศึกษาว่า การทดลองนี้เป็นการทดลองเกี่ยวกับการได้รับรางวัลที่ไม่เท่าเทียมกันของสมาชิกในทีม โดยแต่ละทีมจะมีสมาชิกอยู่ 2 คน ซึ่งอยู่กันคนละห้อง โดยเมื่อตอบคำถามถูก (ซึ่งตั้งไว้ให้ตอบถูกอยู่แล้ว) สมาชิกคนหนึ่งจะได้รับรางวัลใหญ่ อีกคนหนึ่งจะไม่ได้รับรางวัลเลย โดยผู้ทำการทดลองจะให้นักศึกษาที่เข้าร่วมทดลองเป็นคนเลือกว่าใครจะได้รับรางวัล โดยไม่มีใครอยู่ในห้อง”
“ในการเลือกของนักศึกษา แบตสันได้บอกแก่นักศึกษาว่า เขาได้เตรียมเหรียญไว้ให้ด้วย โดยใส่เหรียญไว้ในถุงพลาสติก (เพื่อที่จะทราบว่านักศึกษาจะใช้เหรียญหรือไม่ หากมี/ไม่มีการฉีกถุงพลาสติก) หรือนักศึกษาจะตัดสินใจเองโดยไม่โยนเหรียญก็ได้ ผลการศึกษาปรากฏว่า ครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมทดลองใช้เหรียญในการช่วยตัดสินใจ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งไม่ใช้เหรียญ (หมายถึง ตัดสินใจเองเลย) ทั้งนี้ ไม่น่าแปลกใจที่ร้อยละ 90 ของกลุ่มคนที่ไม่ใช้เหรียญตัดสินใจเลือกให้ตนเองได้รับรางวัลเอง”
“แต่ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ใช้เหรียญ ซึ่งหากใช้เหรียญในการตัดสินใจจริงๆ ผลลัพธ์ที่ตนเองจะได้รับรางวัลควรออกมาที่ร้อยละ 50 (ตามหลักความน่าจะเป็น) แต่ปรากฏว่า 90% ของคนในกลุ่มนี้ ก็เลือกที่จะให้ตนเองได้รับรางวัลอีกเหมือนกัน นั่นแปลว่า การโยนเหรียญอาจเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้รู้สึกว่า ตนมีความยุติธรรม แต่สุดท้ายแล้ว ร้อยละ 90 ของคนกลุ่มนี้ก็ตัดสินใจเลือกให้ตนได้รับรางวัลเองอยู่ดี (เพราะในห้องก็ไม่มีใครบอกกติกาหรือคอยดูว่า เหรียญออกหัว/ก้อยแล้วจะแปลว่าอย่างไร”
“ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะทำการทดลองนี้หลายสัปดาห์ แบตสันก็ได้ให้นักศึกษากลุ่มนี้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับศีลธรรม ซึ่งจะบอกได้ว่า นักศึกษาคนใดเป็นผู้ที่แสดงออกว่า ตนห่วงใยคนอื่นและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ผลการทดลองปรากฏว่า นักศึกษากลุ่มที่แสดงออก (ในแบบทดสอบ) ว่า ตนมีความห่วงใยคนอื่นและรับผิดชอบต่อสังคม มีแนวโน้มที่จะฉีกถุงพลาสติกออกเพื่อโยนเหรียญมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้แสดงออก แต่กลับไม่ได้มีแนวโน้มที่จะให้รางวัลแก่ผู้อื่น (สมาชิกกร่วมทีม) มากขึ้นตามไปด้วย”
“พูดง่ายๆ ก็คือ นักศึกษากลุ่มที่แสดงออกทางศีลธรรมสูงมีแนวโน้มที่จะพยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือการโยนเหรียญ แต่เมื่อโยนแล้ว ผลไม่ออกมาตรงกับใจของเขา (เขาไม่ได้รับรางวัล) นักศึกษากลุ่มนี้ก็ไม่สนใจผลการโยนเหรียญ และใช้เหตุผลอื่นๆ ในการบอกกับตนเองว่า ตนเองควรได้รางวัลเอง อยู่ดี แบตสันเรียก พฤติกรรมนี้ว่าความปากว่าตาขยิบทางศีลธรรม หรือ Moral Hypocrisy”
“แบตสัน พยายามทดลองใหม่ โดยการทำสัญลักษณ์และระบุให้ชัดว่า เหรียญข้างใดที่หมายถึงตนเองจะเป็นผู้ได้รับรางวัล (เพื่อป้องกันการอ้างความคลุมเครือ) แต่ปรากฏว่า เนื่องจากไม่มีใครอยู่ในห้องอยู่ดี ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่แตกต่างกัน (คนเกือบทั้งหมดเลือกให้ตนเองได้รางวัล) แบตสันลองพยายามครั้งที่สาม โดย (ก) นำกระจกบานใหญ่ไปตั้งไว้ในห้องให้เห็นหน้าตนเองชัดๆ และ (ข) กล่าวย้ำถึงความยุติธรรมให้มากขึ้นตอนอธิบายการทดลอง ซึ่งปรากฏว่า การตอกย้ำถึงความยุติธรรม และการเห็นชัดๆ ว่าตนเองกำลังโกงอยู่ทำให้พฤติกรรมปากว่าตาขยิบลดลงได้”
“การทดลองนี้จึงแสดงให้เห็นว่า เป็นเรื่องง่ายที่เราจะกล่าวหา/วิพากษ์วิจารณ์ว่าคนอื่นโกง แต่เป็นเรื่องยากกว่ามากที่วิพากษ์วิจารณ์ตนเอง เช่นเดียวกับการกล่าวย้ำถึงความสำคัญของศีลธรรมก็มิได้หมายความว่า จะไม่ปากว่าตาขยิบ เมื่อมีผลประโยชน์ของตนเองเข้ามาเกี่ยวข้อง..สรุปและเรียบเรียงจาก หนังสือ The Happiness Hypothesis โดย Jonathan Haidt แปลโดย โตมร ศุขปรีชา จากสำนักพิมพ์ SALT ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากๆ และผมขอแนะนำให้เพื่อนๆ ซื้อมาอ่านกัน”
“ผมเลือกตอนนี้มาเล่าให้ฟังก่อน เพราะผมนึกถึงสถานการณ์ในบางประเทศ ที่ฝ่ายที่ยึดอำนาจรัฐยอมจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายก็ยังไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งนั้นอยู่ดี และใช้วิธีการอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนกติกา การไม่เปิดเผยผลการนับคะแนนที่หน่วย และการใช้อำนาจรัฐเล่นงานคู่แข่งขัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สุดท้ายที่ตนต้องการอยู่ดี นั่นเป็นความปากว่าตาขยิบทั้งทางศีลธรรมและทางการเมือง..ตอนหน้า ผมจะค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับ ความปากว่าตาขยิบทางศีลธรรม รูปแบบอื่นๆ จากงานวิจัยอื่นๆ มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนะครับ”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี