546.jpg
คนผมน้อย ยกก๊วนถล่ม‘ล็อกดาวน์สู่น็อคดาวน์ประเทศ’เหลวทำปชช.ล้มตายเหมาเข่ง

คนผมน้อย ยกก๊วนถล่ม‘ล็อกดาวน์สู่น็อคดาวน์ประเทศ’เหลวทำปชช.ล้มตายเหมาเข่ง

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 13.26 น.

ล็อกดาวน์ล้มเหลว ประชาชนล้มตาย  เพื่อไทยเตือนรัฐล็อกดาวน์เล็งเป้าหยุดเหมาเข่ง แนะใช้มาตรการการเงิน-คลัง ให้ตรงจุด รวดเร็ว ทันการณ์และชาญฉลาด


เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2564 พรรคเพื่อไทย จัดงานสัมมนา “จากล็อกดาวน์สู่น็อคดาวน์ประเทศไทย”  โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า  รัฐบาลล้มเหลวทุกด้าน เศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วยิ่งหนัก ไตรมาสแรกของปี 2564 จีดีพีติดลบ 2.6% และไตรมาสต่อไปจะติดลบหนักขึ้น  ขณะที่หนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 93% ในปลายปีนี้  ซึ่งถือว่าสูงมาก จนสำนักข่าวบลูมเบิร์ครายงานว่าประเทศไทยประสบกับภาวะการขาดดุลแฝง  คือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลทางการคลังพร้อมกัน หลังจากไม่ได้เจอสภาวะนี้มา 10 ปี เพราะรายจ่ายมากกว่ารายรับ    แม้สภาวะดังกล่าวจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง  ส่งผลดีต่อการส่งออก แต่ทำให้ต่างชาติไม่มีความมั่นใจต่อประเทศไทยในระยะยาวได้   จึงเสนอทางออก 5 ข้อ ได้แก่ รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมหามาตรการรองรับการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19ออกนโยบายคนละครึ่ง รัฐบาลครึ่งหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยครึ่งหนึ่ง ลงขันกันออกนโยบายเศรษฐกิจ เช่น นโยบายตัดต้นตัดดอก ต้องคิดล่วงหน้า นำเอาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้  เช่น เร่งจองวัคซีนเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้ประชาชนอยู่กับโควิด-19 ให้ได้หยุดทำร้ายประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องวัคซีนที่มีคุณภาพ ดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่ทำร้ายประชาชนอย่างชัดเจน  เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ล้มเหลว ทำให้ประชาชนล้มตาย จำนวนมาก ทั้งที่การแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องยากซ้ำซ้อน แต่รัฐบาลทำช้าซ้ำซาก โรคจึงระบาดเพราะควบคุมการระบาดไม่ได้  การล็อกดาวน์ยาวนานขนาดนี้ หากบริหารจัดการดี ความสูญเสียจะลดลงไปมาก  โดยเฉพาะการจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพทันต่อการกลายพันธุ์ของเชื้อโรค ต้องจัดหามาอย่างรวดเร็วและทันการณ์   ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน คนไทยได้รับวัคซีนเข็มแรก  18% เข็มสอง 6.9%  หรือเพียง 24% ขณะที่ทั่วโลกได้รับวัคซีนเฉลี่ยอยู่ที่ 31% สิงคโปร์ 77%   นอกจากนี้ควรควบคุมโรคเชิงรุกด้วย ATK อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ  ถ้ารัฐบาลฟังข้อเสนอและเร่งจัดซื้อ เพื่อปูพรมตรวจและคัดแยกตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา   ประเทศไทยจะไม่เดินมาถึงจุดนี้ 

นายแพทย์กิตติศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า การรักษาคนไข้ ไม่ให้เกิดเหตุนอนตายที่บ้าน รัฐบาลต้องจัดการเป็นพิเศษ ตั้งวอร์รูมรับ-ส่งต่อ และกระจายการรักษาคนไข้ไปยังพื้นที่มีศักยภาพอย่างถูกวิธีด้วยระบบปิด อุปกรณ์ สถานที่ และบุคลากร รัฐจะต้องจัดสรรให้และต้องมีประสิทธิภาพ

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า การล็อกดาวน์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ล้มเหลว และกำลังนำไปสู่การพังทลายของระบบเศรษฐกิจ เป็น  6 ขั้นบันไดสู่หายนะทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์  ซึ่งได้แก่

1.ล็อกดาวน์ : ช้าและไร้ประสิทธิภาพ รัฐบาลปล่อยให้เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าระบาดทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครแล้วจึงล็อกดาวน์ และยังเป็นการล็อกดาวน์แบบเหมาเข่งซึ่งทั่วโลกไม่ทำ  โดยการล็อกดาวน์ที่หลายประเทศดำเนินการ คือการเล็งเป้าหมายในการล็อกดาวน์ ไม่ล็อกดาวน์ภาคธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ  เพราะทำให้เกิดความเสียหายในราคาสูง โดยศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทยเคยประเมินว่า ความเสียหายจากการล็อกดาวน์ครั้งนี้อยู่ที่เดือนละ 2.6 แสนล้าน หรือวันละ 8,000 ล้านบาท เมื่อความเสียหายมีราคาสูง ทุกวันจึงมีคุณค่า  การล็อกดาวน์ก็ต้องคุ้มค่าที่จะจ่าย

2.เทิร์นดาวน์ :  รัฐบาลไม่รับฟังข้อเสนอจากภาคส่วนต่างๆ นำเสนอเป็นจำนวนมาก  เช่น พรรคเพื่อไทยเคยนำเสนอมาตรการคงการจ้างงาน ซึ่งไม่ใช่การแจกเงินทั่วไป แต่ต้องจ่ายตรงไปที่นายจ้าง เพื่อให้นายจ้างรักษางานเก่าของแรงงานไว้ให้ได้อย่างน้อย 90%   ไม่ใช่รอตกงานแล้วหางานใหม่ให้  ซึ่งต้นทุนทางงบประมาณสูงกว่า  ทั้งนี้แม้รัฐบาลจะดำเนินมาตรการคงการจ้างงาน  แต่ทำไปโดยไม่เข้าใจวิธีการอย่างแท้จริง

3.สโลว์ดาวน์ : การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ เกิดจากรัฐบาลสโลวไลฟ์ที่ออกมาตรการช้าและไม่ถูกทิศทาง เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 5 แสนล้านบาท  ยอดวงเงินน้อยมากเพียงครึ่งหนึ่งของความต้องการของระบบอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท  นับตั้งแต่ออกมาตรการซอฟต์โลนมาเป็นระยะเวลา 1 ปี 4 เดือน ปล่อยสินเชื่อได้เพียง 2.5 แสนล้านบาท หรือครึ่งหนึ่งของวงเงินสินเชื่อ คิดเป็น 1 ใน 4 ของความต้องการเท่านั้น 

4.ชัตดาวน์ : ภาคเอกชนทยอยปิดกิจการลงเรื่อยๆ  จนไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ให้กับธนาคาร  เมื่อปิดกิจการก็ต้องปลดคนงาน  คนงานไม่มีเงินจ่ายหนี้  ส่งผลต่อรายรับของธนาคาร 

5.เบรกดาวน์ : ภาคสถาบันการเงินจะเริ่มมีปัญหาและอาจพังลง เพราะความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้น้อยลง  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างความอันตรายของการให้สินเชื่อในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด ยังน้อยกว่าการไม่ให้สินเชื่อซอฟต์โลน 1 ล้านล้านบาท  แล้วปล่อยให้ภาคเอกชนพังลงแบบนี้

6.น็อคดาวน์ : เมื่อสถาบันการเงิน ภาคเอกชน ตลาด ภาคครัวเรือน มีปัญหา เศรษฐกิจไทยจะถูกน็อกดาวน์  หากเปรียบเป็นมวยที่แพ้เพราะถูกหมัดน็อกจนล้มลง  เป็นความเสียหายถาวร  ห่วงโซ่การผลิต การลงทุนจากต่างประเทศ การท่องเที่ยว ชื่อเสียง ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ  เสียหายอย่างถาวร

นายเผ่าภูมิ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ประเทศไทย กำลังก้าวไปสู่บันไดขั้นที่ 5 แม้จะยังไม่ถึงในตอนนี้  แต่มีแนวโน้มและใกล้เคียง เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องป้องกันความเสียหายอย่างทันท่วงที สิ่งเหล่านี้ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นความเสียทางเศรษฐกิจที่รุนแรง หากปล่อยไว้จะยิ่งไหล -  รั่ว-  พัง  รัฐบาลควรใช้มาตรการทางการเงินและมาตรการทางการคลัง ให้ตรงจุด รวดเร็ว ทันการณ์และชาญฉลาด

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top