533.jpg
'อ.เจษฎ์'แนะจะแก้รัฐธรรมนูญ ตอบให้ได้ก่อนอะไรคือปัญหาที่แท้จริงของประเทศ

'อ.เจษฎ์'แนะจะแก้รัฐธรรมนูญ ตอบให้ได้ก่อนอะไรคือปัญหาที่แท้จริงของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 22.10 น.

‘อ.เจษฎ์’แนะก่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตอบให้ได้ก่อนอะไรคือปัญหาที่แท้จริงของประเทศ

30 ต.ค. 2566 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย และอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวในรายการ “แนวหน้า Talk” ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเสียงเรียกร้องให้ร่างใหม่หรือแก้ใหม่ทั้งฉบับ ว่า เรื่องนี้ต้องตั้งโจทย์ให้ถูกว่าอะไรคือปัญหา ซึ่งนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 รัฐบาลชุดต่อๆ มา และรวมถึงการรัฐประหาร ต่างก็มีเหตุผลว่าต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงที่รัฐบาลชุดก่อนหน้าทำไว้ แต่ถามว่าจวบจนปัจจุบันแก้ได้แล้วหรือไม่


ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 พยายามจัดการกับเรื่องนี้โดยบอกว่าต้องให้เป็นยาแรง เช่น ในต่างประเทศ เวลาจะถอดถอนนักการเมืองจะให้พวกเดียวกันถอด เช่น จะถอนถอดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ก็ใช้ สส. หรือจะถอดถอนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็ใช้ สว. แต่ถามว่าประเทศไทยทำแบบนั้นได้หรือไม่ เช่นเดียวกับการตั้งกรรมการสอบสวนข้าราชการ ก็จะใช้ข้าราชการด้วยกัน หรือไม่ก็ข้าราชการที่เกษียณไปแล้ว ซึ่งก็ถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ จึงต้องนำกลไกนี้ไปฝากไว้ที่ศาล

ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตยที่มีบุคคลเข้าไปเป็นผู้แทนประชาชน คำถามคือคนเหล่านี้เริ่มต้นอย่างไร จ่ายเงินประชาชนเพื่อให้ได้เป็นนักการเมืองหรือไม่ หากเป็นแบบนี้คือทุจริตตั้งแต่แรกแล้ว และต้องถามประชาชนด้วยว่ามีส่วนทำให้เกิดการฉ้อฉลหรือไม่ เพราะต้องมีทั้งคนให้และคนรับ ดังนั้นต้องตั้งโจทย์ให้ถูกก่อนจะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไปคิดดูให้ดีก่อนว่าอะไรคือปัญหาของบ้านเมือง

แต่หากบอกว่าโจทย์คือไม่ชอบรัฐธรรมนูญ จะมีปัญหาอยู่ 1-3 ลักษณะ ตนก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่เมื่อมีการยกร่างแล้วก็มีการรับฟังความคิดเห็นและทำประชามติ ส่วนข้อสังเกตเรื่องกระบวนการทำประชามติไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหนึ่งแสดงความคิดเห็น ถึงขั้นมีการจับกุมดำเนินคดี อีกทั้งคำถามพ่วงก็ไม่ชัดเจน ตนมองว่าต้องแยกกันระหว่างร่างรัฐธรรมนูญกับคำถามเพิ่มเติม เรื่องที่เอา สว. มาเลือกนายกรัฐมนตรี อันนี้ต้องแยกออกไปก่อน มันเป็น 2 ขยัก ร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ

“ร่างรัฐธรรมนูญพอพูดคุยกันเสร็จแล้วพอผ่านร่างรัฐธรรมนูญมันมีกลไกสถาปนารัฐธรรมนูญที่ประชาชนได้ผ่านร่างไปแล้ว ก็คือพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย ด้วย 3 กลไกเหล่านี้ ความชอบธรรมกลไกที่ 2 ที่ 3 มันมีปัญหาอย่างไร? รัฐธรรมนูญทุกฉบับอย่างไรกลไกที่ 3 ต้องมีแน่นอน คือพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย กลไกที่ 2 เราเพิ่งมีในรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ คือฉบับ 2550 และ 2560 มันเป็นกลไกที่อาจเป็นสมัยใหม่ของประเทศไทย แต่ไม่ใช่กลไกสมัยใหม่ของโลกนี้ ประเทศจำนวนมากในโลกนี้ใช้วิธีประชามติ” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวต่อไปว่า บางประเทศการแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้เรื่องเล็กเรื่องน้อยก็ยังต้องทำประชามติ ในขณะที่กฎหมายอื่นๆ สามารถให้สภาที่เป็นตัวแทนประชาชนดำเนินการได้ ดังนั้นหากบอกว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วม คนจำนวนมากมักนำเรื่องนี้ไปเทียบกับการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ในปี 2539 จนเกิดรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ก็มีคำถามว่าที่ให้เลือก ส.ส.ร. กันทั้งประเทศนั้นเลือกกันจริงหรือไม่ และท้ายที่สุดก็มาคัดเลือกกันที่สภา ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง พร้อมกับแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมด้วยอีกจำนวนหนึ่ง

ซึ่งตนอยากให้ลองไปถาม ส.ส.ร. ที่เป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัด สมัย รธน.2540 ว่ารัฐธรรมนูญแต่ละมาตรา ตัวแทนจังหวัดหรือผู้ทรงคุณวุฒิเป็นคนคิด ทั้งนี้ ตนไมได้ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกัน ดังนั้นอยากให้ลองไปคิด อยากได้ ส.ส.ร. หรือไม่ ถ้าอยากก็ไปเลือกมา แต่ไม่ใช่ให้ ส.ส.ร. เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ  โดย ส.ส.ร. ก็ไปหาผู้เชี่ยวชาญมาเช่วยเขียน รวมถึง ส.ส.ร. ต้องไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย โดยหากมาจากตัวแทนจังหวัดก็ต้องรับฟังคนทั้งจังหวัด ไม่ใช่จะเขียนอะไรก็ได้ที่ตนเองอยากเขียน

อย่างไรก็ตาม เมื่อรวบรวมความคิดเห็นแล้วก็ต้องนำมาประมวลกัน เช่น 77 จังหวัด จังหวัดหนึ่งอยากเลือกตั้ง สส. แบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว อีกจังหวัดอยากให้ใช้วิธีเขียนชื่อผู้สมัครที่ตนเองจะเลือกลงบัตรเลือกตั้งไปเลย หรือจังหวัดอื่นๆ อาจมีความคิดเห็นอีกหลากหลาย อาทิ เลือก สส. แบบเป็นทีมบ้าง ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบบ้าง ดังนั้นการที่ใครจะเลือกว่าอยากให้เขียนแบบไหน ก็น่าคิดว่าเป็นเผด็จการหรือไม่ ดังนั้นอย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2475 ระบบการเลือกตั้งของไทยมีแต่หยิบยืมเขามาทั้งนั้น มีแต่ รธน.2560 ที่มีการออกแบบระบบของไทยเอง

ส่วนเรื่องบัตรเลือกตั้งใบเดียวและการคิดคะแนนแบบจัดสรรปันส่วนที่ถูกตั้งคำถามถึงการคำนวณปัดเศษที่ไม่ตรงไปตรงมา หากมีคนมาเลือกตั้ง 35 ล้านคนถ้วน หารด้วย สส. 500 คน ก็คงทำอย่างตรงไปตรงมาได้ แต่ในความเป็นจริงมีเศษส่วน และระบบทุกระบบที่เป็นสัดส่วนต้องมีการปัดเศษ แม้กระทั่งการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ในสัดส่วน สส. บัญชีรายชื่อ ก็ยังปัดเศษ อย่างไรก็ตาม การที่ไม่ใช้ระบบเดียวกับประเทศเยอรมนี ที่ปล่อยให้มี สส. แบบยืดหยุ่นได้ เช่น จาก 500 เป็น 520 คน ตามคะแนนจริง แต่จำกัดไว้ที่ 500 คน ก็ทำให้มีคะแนนตกน้ำไปเท่ากับ สส.20 คน

“มันเหมือนพอเรานั่งมองคลองๆ หนึ่ง ถ้าเราปล่อยคลองไหลลงแม่น้ำ แล้วแม่น้ำไหลลงทะเลโดยไม่ปิดกั้น มันอาจกระฉอกมาด้านข้าง ทีนี้รอสักพักหนึ่งมันจะมีกลไกไหลกลับลงไปของมันเอง นั่นคือวิธีคิดแบบที่เยอรมันเขาทำ ก็คือมันอาจไมได้หมดนะ แต่พอมันไหลไปแล้วไหลย้อนกลับ สมมติ 20 อาจได้ 18 ส่วน 2 ที่หายไปเดี๋ยวมันมีวิธี ก็เอาน้ำมาเติมสิ มันสามารถคิดได้ เขาจะคิดแบบนี้ ท้ายที่สุดน้ำที่อยู่ในคลองมันจะกลับไปเหมือนเดิม แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เราทำคือเราปิดคลอง พอเราปิดคลองมันไม่ไหลลงแม่น้ำแล้วมันทะลักออกด้านข้าง แล้วเราก็บอกไม่ให้แล้ว น้ำมันเลยไหลออกไป โดยที่มันกลายเป็นปัญหา” รศ.ดร.เจษฎ์ อธิบาย

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนคำถามเรื่องการถกเถียงเกี่ยวกับที่มาของ สส. ในรัฐธรรมนูญ ชาวบ้านจะได้อะไร โดยส่วนตัวมองว่าไม่ได้อะไรเลย สิ่งที่เป็นประเด็นมากกว่าคือตกลงเราอยากได้ สส. แบบไหน ถ้าอยากได้คนสุจริตจริงๆ เขาเดินมายื่นเงินให้เรา แบบนี้ยังจะเลือกเขาอีกหรือ เรื่องนี้ไม่เหมือนกับการไปรับประทานอาหารแล้วยื่นเงินเป็นสินน้ำใจให้พนักงานบริการ แต่เป็นการจ่ายเงินเพื่อหวังจะไปหาผลประโยชน์กลับคืน จึงเป็นการฉ้อฉลตั้งแต่ต้น

ดังนั้นประชาชนจึงต้องทำเรื่องนี้ก่อน ถ้าทำเรื่องนี้แล้วประชาชนจะตั้งหลักได้ และตนบอกได้เลยว่า ประเทศที่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง นักการเมืองไม่ค่อยมีส่วนเท่าไร แต่อยู่ที่ความเข้มแข็งของประชาชน ไม่เชื่อลองไปดูที่ญี่ปุ่น ช่วงหาเสียงลองนักการเมืองคนไหนอย่าว่าแต่จ่ายเงินเลย แค่ยืนสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ให้ประชาชนนอกจากจะไมได้รับเลือกตั้งแล้วยังถูกจับติดคุกอีกต่างหาก หรือบางทีก็ไม่ทันได้ติดคุกก็ฆ่าตัวตายไปก่อนเพราะความละอายไม่อาจอยู่ในสังคมต่อไปได้  (สามารถติดตามรายการเต็มได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Ah1ejEs3Q9c

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top