วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
พรรคร่วมฝ่ายค้านถกนัดแรก
ลุยสอบเงินดิจิทัล
ยันซักฟอกรัฐบาลแน่นอน
‘เฉลิมชัย’ขอทำงานราบรื่น
มุ่งรักษาผลประโยชน์ปชช.
พรรคฝ่ายค้านถกนัดแรกคึกคัก “เฉลิมชัย” นำลูกพรรค ปชป.ร่วมประชุมกำหนดแนวทำงานร่วมกัน “ผู้นำฝ่ายค้าน” ลั่นเคารพ-ให้เกียรติปชป. ลั่นยื่นซักฟอกแน่ ย้ำตรวจสอบดิจิทัล วอลเล็ต แต่รบ.ยังไม่ชัด ยันไม่เห็นด้วยสองมาตรฐาน“เฉลิมชัย”ลั่นรักษาผลประโยชน์ปชช.-ลุยตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ราบรื่น “ก้าวไกล”ยันไม่ยื่นยุบ ภท.หลัง‘ศักดิ์สยาม’โดนศาลรธน.เชือดพ้นรมต.ไม่ใช่นโยบาย
เมื่อเวลา13.30น.ที่รัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้านได้มีการประชุมหารือแนวทางการทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรก นำโดยนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน อาทิ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ซึ่งมีตัวแทนพรรคครูไทยเพื่อประชาชน เข้าร่วมด้วยโดยมีวาระเพื่อหารือแนวทางการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน
‘เฉลิมชัย’นำปชป.ยินดีผู้นำฝ่ายค้าน
ทั้งนี้ ก่อนเริ่มการประชุมนายเฉลิม ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นำคณะกรรมการบริหารพรรค และ สส.ของพรรค มอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับนายชัยธวัช ในการเข้ารับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านฯ โดยนายเฉลิมชัยกล่าวว่าขอโทษด้วยที่ไม่ได้มาตั้งแต่แรก ขอให้การทำงานทุกอย่างราบรื่น
นายชัยธวัชกล่าวต้อนรับขอสวัสดีปีใหม่ทุกคน ถือเป็นการเริ่มต้นการร่วมงานกัน พร้อมขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมประชุมวันนี้คงจะเป็นการพูดคุยกันถึงแนวทางในการทำงานร่วมกันหลังจากนี้ไปว่าแต่ละพรรคมีข้อเสนออะไรบ้าง เพื่อที่จะได้กำหนดเป็นวาระและแผนงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อจากนี้ไป หากมีข้อเสนอแนะอะไร ทางพรรคก้าวไกลก็ยินดีรับฟัง
‘ชัยธวัช’ย้ำทำงานเป็นเอกภาพ
ต่อมา เวลา 14.40 น. นายชัยธวัช กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้มีการประชุมร่วมกันอย่างเป็นทางการ โดยได้หารือถึงเป้าหมายและแนวทางการทำงานร่วมกันหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานตามวาระปกติของสภาในแต่ละสัปดาห์และข้อเสนอในการปรับปรุงการทำงานให้เป็นเอกภาพมากขึ้น รวมทั้งหารือถึงวาระสำคัญที่จะต้องทำงานร่วมกันไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2567ซึ่งมีทั้งการตรวจสอบการจัดสรรงบให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในภาพรวมด้วยและเรื่องอื่นๆที่เป็นนโยบายสำคัญที่ยังมีการถกเถียงกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิจิทัลวอลเลต แลนด์บริดจ์ เป็นต้น
ลั่นยื่นซักฟอกรบ.แน่นอน
ผู้นำฝ่ายค้านฯย้ำว่า ส่วนกลไกอื่นที่เป็นกลไกสำคัญของฝ่ายค้านไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 และการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติตาม มาตรา152ของรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งการเปิดญัตติด่วนด้วยวาจาเป็นต้น โดยได้พูดคุยว่าจะเอาเนื้อหาสาระเป็นตัวกำหนดจังหวะก้าวในการใช้กลไกของฝ่ายค้านตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยเฉพาะการบริหารของรัฐบาลที่มีผลกระทบมีความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เราคิดว่าจำเป็นที่จะต้องใช้กลไกของฝ่ายค้านที่สำคัญเหล่านี้
เดินหน้าทำงานร่วมกับปชช.
ส่วนเรื่องอื่นๆได้หารือกันว่านอกจากเราจะทำงานร่วมกันในสภาแล้วก็ต้องทำงานร่วมกันกับประชาชน
ดังนั้น หลังจากนี้คงจะมีกิจกรรมเวทีของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่จะเอาวาระสำคัญๆไปพูดคุยกับประชาชนในภูมิภาคต่างๆ โดยที่เราไม่จำกัดว่าต้องทำกิจกรรมเฉพาะในช่วงปิดสมัยประชุมเท่านั้นแต่ช่วงประชุมก็น่าจะมีด้วย เพราะหลายเรื่องหลายวาระมีความสำคัญและรอไม่ได้ เช่นประเด็นเรื่องฝุ่นPM2.5 ปัญหาเรื่องที่ดิน
ยันรักษาผลประโยชน์ปชช.
ด้านนายเฉลิมชัย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน โดยการทำงานของฝ่ายค้านจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จากนี้หน้าที่ของเราคือ รักษาผลประโยชน์ของประชาชนและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ขณะเดียวกัน จะทำหน้าที่วิปฝ่ายค้านที่เราทำดีอยู่แล้ว ให้มีการประสานงานมากขึ้น ตนเชื่อว่าหลังจากนี้การทำงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีความราบรื่นมากขึ้น
ยังไม่เคาะยื่นซักฟอกรบ.
นายชัยธวัชยังกล่าวถึงการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา151ว่ายังไม่ได้กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน แต่พูดคุยถึงหลักเกณฑ์ เนื้อหาและดูจากการบริหารราชของรัฐบาลเป็นหลักว่าผลกระทบอะไรหรือไม่ตอนนี้ยังพอมีเวลา
ลั่นลุยสอบดิจิทัลวอลเว็ต
เมื่อถามว่ามีเสียงเรียกร้องให้ฝ่ายค้านตรวจสอบโครงการดิจิตอลวอลเล็ทนายชัยธวัชกล่าวว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมไม่เกรงใจแน่นอน ยืนยันฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร หากรัฐบาลตัดสินใจเสนอร่างพ.ร.บ.เงินกู้ สภาจะเป็นกลไกสำคัญ แต่ถ้ารัฐบาลใช้วิธีอื่น เราก็จะใช้วิธีอื่นตรวจสอบเช่นกัน
ยันไม่เห็นด้วยสองมาตรฐาน
เมื่อถามว่าการทำงานของฝ่ายค้านจะมีการตรวจสอบประเด็นทางมาตรฐานจริยธรรมรวมถึงกรณีการรักษาอาการป่วยของนายทักษิณชินวัตร อดีตนายกฯ ที่รพ.ตำรวจหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนได้หยิบยกขึ้นมาพูดคุยเพราะประชาชนรู้สึกสองมาตรฐาน เพียงแต่วันนี้ เป็นการพูดคุยแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น
เมื่อถามอีกว่าสว.สะท้อนการทำงานของฝ่ายค้านปัจจุบันที่เป็นคนรุ่นใหม่อาจตรวจสอบน้อยกว่าอดีตที่ผ่านมา นายชัยธวัช กล่าวว่าไม่น้อยแน่นอน การสร้างระบบให้ยุติธรรม เป็นวาระสำคัญ หลายเรื่องอาจไม่ถูกใจทันใจ แต่เราเอาหลักการที่ถูกต้อง เราไม่ทิ้งเรื่องนี้แน่นอน จริงๆก็ดีที่สว.ให้ความสำคัญหวังว่าสว.จะให้ความสำคัญเรื่องยุติธรรมในทุกมิติ เหมือนที่พรรคก้าวไกล เสนอว่าควรจะทบทวนกระบวนการยุติธรรมรวมถึงคดีการเมือง ยืนยันเราไม่เห็นด้วยเรื่องสองมาตรฐาน
เมื่อถามทิ้งท้ายว่าการประชุมครั้งนี้ เป็นการการันตีหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นฝ่ายค้านตลอด 4 ปี นายชัยธวัช กล่าวว่า หลักการสำคัญมากๆ คือ การไว้วางใจและให้เกียรติกันและกัน ที่ผ่านมาอาจมีช่องว่างบ้าง ยืนยันพรรคก้าวไกลให้เกียรติและเคารพ
‘ก้าวไกล’ไม่แตะยื่นยุบ‘ภูมิใจไทย’
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประธานวิปฝ่ายค้าน ในฐานะผู้ยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีๆของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย นายศักดิ์สยาม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีว่า ในขณะที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านขณะนั้น ได้ยื่นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งเรื่องยังค้างอยู่ คิดว่าป.ป.ช.ควรเร่งรัด เปิดการไต่สวนต่อไป ส่วนการยื่นตรวจสอบจริยธรรม หรือยื่นยุบพรรคนั้น โดยจุดยืนของพรรคก้าวไกล เชื่อว่าไม่ควรมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งมาตัดสินอนาคตทางการเมืองของใคร อำนาจนั้นควรเป็นของประชาชนพรรคการเมืองจะดำรงอยู่ หรือไม่ดำรงอยู่ขึ้นอยู่กับประชาชน
เมื่อถามว่า จะเป็นบรรทัดฐานในการยื่นยุบพรรคหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เรียกว่าเป็นจุดยืนของพรรคเรามากกว่า ตนเข้าใจดีว่าพรรคก้าวไกลเคยถูกระทำแบบนี้มาบ่อยๆ แต่ถ้าเรายืนอยู่ในจุดยืนเดิม เราก็จะไม่เข้าไปสู่ด้านมืด เราไม่จำเป็นจะต้องทำแบบที่คนอื่นทำ ถ้าเรายืนยันยึดมั่นในหลักการ ตนคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานการเมือง
นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้นำฝ่ายค้านฯกล่าวว่าในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยืนยันว่า แม้เราทำงานในฐานะผู้ตรวจสอบ แต่เรื่องการยุบพรรคไม่ใช่นโยบายของพรรคก้าวไกล คดีนี้ยังมีเรื่องต่อเนื่องอีกในขั้นตอนการไต่สวน นอกจากเรื่องยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ยังมีการเอาบริษัทตัวเองมาเป็นคู่สัญญา ซึ่งประเด็นไม่ได้อยู่ที่ยุบพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว
ปัดเสียวปมล้มล้างปกครอง-แก้ม.112
เมื่อถามว่า เป็นเพราะพรรคก้าวไกลกังวลเรื่องคดียุบพรรคของตัวเอง ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการนัดฟังคำวินิจฉัยในคดีล้มล้างการปกครอง จากการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาเพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ จึงไม่ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันแน่นอน เพราะคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในวันที่ 31 ม.ค.นี้ ไม่ได้เป็นคำร้องเพื่อให้ยุบพรรคก้าวไกล แต่เป็นคำร้องเพื่อให้ยุติการกระทำ ดังนั้น ในวันที่ 31 ม.ค.จึงไม่มีเรื่องการยุบพรรคเข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อถามย้ำว่ายังมั่นใจว่าการตัดสินในวันที่ 31 ม.ค.ไม่ส่งผลถึงการยุบพรรค หัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าวว่า ไม่ส่งผล และคิดว่าพรรคก้าวไกลเราต่อสู้คดีมาเต็มที่ ยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ไม่ได้กังวล พร้อมรอฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเองทั้งในวันที่ 24 ม.ค.คดี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล และวันที่ 31 ม.ค.หากไม่ติดโหวตวาระสำคัญในการประชุมสภาฯก็จะไปร่วมฟังด้วย
ศรีสุวรรณจ่อยื่นป.ป.ช.ฟันดาบสอง
ทางด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่าในวันศุกร์ที่ 19 ม.ค.67 เวลา 10.00 น. จะเดินทางไปยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนปม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีซุกหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคมซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงฯ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 219 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตั้งแต่วันที่3มี.ค.2566เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 การกระทำของนายศักดิ์สยามดังกล่าวในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง
เอาผิดศักดิ์ศยามจริยธรรมร้ายแรง
จึงอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงฯตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 219 บัญญัติไว้ด้วยจึงเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องดำเนินการนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาไต่สวนและยื่นศาลฎีกา ให้ลงโทษตามครรลองของกฎหมายต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปกปิดและแจ้งทรัพย์สินในการเข้าดำรงตำแหน่งฯต่อป.ป.ช.อันเป็นเท็จกรณีบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด และ หจก.บุรีเจริญฯที่แจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม ไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ส่อเจตนาปกปิดทรัพย์สิน เพราะเป็นเจ้าของที่แท้จริงในทรัพย์สินของเอกชนทั้ง 2 แห่ง และมีพฤติกรรมน่าเชื่อว่าใช้อำนาจหน้าที่ รมว.คมนาคม เอื้อประโยชน์ให้กับ หจก.บุรีเจริญฯ เข้าทำสัญญากับกระทรวงคมนาคมหลายโครงการฯ
ก.ก.ซัดรัฐจ้างที่ปรึกษาแลนด์บริดจ์45ล้าน
ที่รัฐสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลแถลงกรณีที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนบริดจ์)สภาผู้แทนราษฎร ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล 4 คนได้ขอลาออกจากกมธ.ว่าตนขอฝากคำถามไปยังรัฐบาลว่ารายงานของกมธ.นี้เป็นเพียงรายงานของทางสภาผู้แทนราษฎรเมื่อตรวจสอบเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567ฉบับที่3 เล่มที่ 5 เล่มขาวคาดแดง ปรากฏว่ากระทรวงคมนาคมได้ตั้งงบประมาณโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นเงินทั้งสิ้น 45,950,000 บาท โดยจะมีการใช้งบประมาณในปีงบประมาณ 2567นี้ไป3ปี
ซัดคัดเอกชนลงทุนทั้งที่ยังไร้ชัดเจน
“โดยระบุวัตถุประสงค์ของการใช้งบประมาณว่าใช้เพื่อจ้างที่ปรึกษาในการจัดทำประกาศเชิญชวน ในการร่างเอกสารสำหรับการคัดเลือกข้อมูลและเอกสารอื่นๆที่จำเป็นสำหรับการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมทุนในการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ดังนั้น จึงขอเสนอว่ารัฐบาลควรตั้งงบประมาณส่วนนี้ในปีถัดๆไป ซึ่งสิ่งที่จะทำได้ในฐานะ ส.ส.คือการแปรญัตติตัดงบประมาณในส่วนการจ้างที่ปรึกษาฯ คำถามคือ ทำไมกระทรวงคมนาคมถึงรีบเร่งในการจ้างที่ปรึกษาในการทำประกาศเตรียมเอกสารในการคัดเลือกเอกชนมาร่วมลงทุน ทั้งๆที่ยังไม่เกิดความชัดเจนของโครงการคมนาคมหลายประการตามที่กฎหมายซึ่งทางพรรคก้าวไกลได้มีการทักท้วงไป ว่ายังไม่มีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยภาพรวม” นายจุลพงศ์ ย้ำ
ก.ก.ไล่ทุบ’แลนด์บริดจ์’กลางสภาฯ
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาเกี่ยวกับการทำโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน ซึ่งมีผู้ตั้งถาม 2 กระทู้ สส.พรรคเพื่อไทย และสส.พรรคก้าวไกลโดยรัฐบาล ส่งนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม เป็นผู้ชี้แจงแทน เนื่องจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม มีภารกิจที่ต่างประเทศ โดย นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ซักถามถึงรายละเอียดของผลการศึกษาบนข้อเท็จจริง เช่น สายการเดินเรือ การลดค่าใช้จ่ายในสายการเดินเรือที่มีความคุ้มค่าต่อการลงทุนระหว่าง แลนด์บริดจ์เมื่อเทียบกับช่องแคบมะละกา รวมถึงประมาณการเรือขนส่งที่จะใช้เส้นทางแลนด์บริดจ์ตามผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ตนฐานะฝ่ายค้าน ไม่ได้ค้านไปเรื่อย แต่จากการรับฟังข้อมูลไม่พบรายละเอียดที่เป็นข้อเท็จจริง แต่พบเป็นข้อมูลเพื่ออวยเท่านั้น และฝันใหญ่เท่านั้น
งงศึกษายังไม่เสร็จไปเร่ขายทำไม?
“จากผลการศึกษาพบว่าการขนส่งจะเสียเวลา 7-10วันที่จะขนย้ายสินค้าขึ้นลง และสายการเดินเรือต้องเพิ่มจำนวนเรือ 7-10 ลำ ถือว่ามีค่าใช้จ่ายและเสียเวลาที่มากกว่า ช่องแคบมะละกา และช่องทางเดินเรืออื่นๆ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีข้อมูลที่มีนัยสำคัญที่จะบอกในความคุ้มค่าของการลงทุน ทั้งนี้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา สภาพัฒน์ฯ บอกว่าโครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่า และเสนอให้ลดขนาดของโครงการและลงทุน รวมถึงผลระทบชุมชน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่ขณะนี้รัฐบาลต้องการเพิ่มขนาด ข้อมูลทางธุรกิจไม่ชัดเจน แต่ไปเร่ขาย ซึ่งจะขายของหรือขายหน้าต้องรอดู”นายสุรเเชษฐ์ กล่าว
‘มนพร’แจงเคลียปม‘แลนด์บริดจ์’
โดยนางมนพรชี้แจงว่า ตนจะผลักดันความฝันแลนด์บริดจ์นั้นให้เป็นจริงและลงมือทำ ทั้งนี้โครงการช่องทางแลนด์บริดจ์เพื่อลดการเสียเวลาและระยะทางขนส่ง จากที่ช่องแคบมะละกามีความแออัด และมีปัญหาปล้นเรือสินค้าเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การขนส่งสินค้าจากประเทศจีนไป ออสเตรเลีย ทางเรือมีเพิ่มมากขึ้น แต่ประเทศจีนตอนใต้หลายพื้นที่ไม่ติดทะเล หากมีโครงการแลนด์บริดจ์จะทำให้มีเรือตู้สินค้ามาที่แลนด์บริดจ์เพิ่มมากขึ้น เพราะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แม้ไม่ใช่ทุกเส้นทางการเดินเรือ แต่จากการศึกษาพบว่า เส้นทางที่ขนส่งเส้นทางเรือฟีดเดอร์ที่จะประหยัด แต่ระยะยาวหากจำนวนตู้สินค้าเพิ่มมากขึ้น เรือใหญ่จะเข้ามารับตู้สินค้าจากท่าเรือระนอง จะมีเพิ่มมากขึ้น
“อย่างสินค้าเทกอง ปูนซีเมนต์ หรือไม้ ที่ขนส่งโดยตู้สินค้า หากเข้ามาที่ท่าเรือระนองจะลดต้นทุนสินค้า และเมื่อมีเรือมากขึ้นจะทำให้เกิดการตอบโต ขณะที่ความคุ้มค่าของการทำโครงการขนาดใหญ่ นั้น ยืนยันว่าบริษัทที่ปรึกษาจะศึกษาทุกมิติ และบริษัทที่จะลงทุนต้องเข้ามาศึกษาในการศึกษาของประเทศไทยในแง่ความเป็นไปได้ หากไม่คุ้มค่าเขาไม่มาลงทุน แต่เมื่อศึกษาแล้วประเด็นที่เป็นไปไม่ได้ต้องกลับมาทบทวน” นางมนพร ชี้แจง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี