วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
โฆษกรัฐบาลย้ำทุกฝ่ายเห็นตรงกันเศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ยันพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ด้านปธ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ จะมีหรือไม่มีโครงการเงินดิจิทัล ศก.ไทยปีนี้โตแน่ 3.2% แต่ถ้ามีจะดันศก.
โตขึ้น 4.2-4.5% พร้อมแนะรบ.ใช้วิธีแบ่งงบ 5 แสนล้านบาทเป็น 2งวด ไว้ในปีงบ 67 จำนวน 1.6 แสนล้านบาทช่วยกลุ่มเปาะบาง 16 ล้านคนก่อนที่เหลืออีก 3.5 แสนล้านบาทใส่ไว้ในงบปี68 เพื่อกระจ่ายที่เหลือและเริ่มนับอีกที 1 ต.ค.67 ในงบปี 68 แทน
เมื่อวันที่ 18 มกราคม นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตว่า วันนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไม่ดี โตต่ำ ประเทศมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ปัญหา กำหนดแนวทางทำงาน ชี้แจงสังคมถึงการทำงาน ยืนยันรัฐบาลจะปฏิบัติตามกฎหมาย ดำเนินการตามกระบวนการ พร้อมรับฟังพิจารณาทำตามทุกคำแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเคียงข้างประชาชนรายได้น้อย เข้าใจ พร้อมยืนเคียงข้าง ต้องการช่วยเหลืออย่างจริงใจ รู้ดีถึงปัญหา รัฐบาลทราบดีว่าทุกวันนี้ขนาดของปัญหาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามารับหน้าที่ ได้แก้ปัญหาปากท้องช่วยเหลือประชาชนมาตลอด ลดค่าน้ำ ค่าไฟ แก้หนี้และพร้อมดำเนินการต่อ ผ่อนหนักเป็นเบา จุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งระบบ
ด้านรศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจกล่าวว่า แม้ขณะนี้จะมีท่าทีโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอาจจะล่าช้าไม่ทันเดือนพฤษภาคม ตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังออกมาระบุ โดยหลักการแม้ไม่มีโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเกิดขึ้น เศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะเติบโตเกินกว่าร้อยละ 3.2 อยู่แล้ว แต่หลายฝ่ายเห็นว่าอัตราการเติบโตดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และควรมีโครงการกระตุ้นเพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตไปมากกว่านี้ ดังนั้น โครงการดิจิทัลวอลเล็ตจึงเป็นหนทางสำคัญของรัฐบาลที่จะให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้ามีอัตราเติบโตเกินกว่าร้อยละ 4-4.5
รศ.ดร.ธนวรรธน์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลปรับลดวงเงินของดิจิทัลวอลเล็ตลงมาโดยใช้งบเพียง 400,000 ล้านบาทจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตได้ร้อยละ 4.2 หากใช้เพียง 160,000 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตร้อยละ 3.5 แต่หากใช้เม็ดเงิน 500,000 ล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตเกินร้อยละ 4.5 ดังนั้น คงต้องพิจารณาความเหมาะสมว่ารัฐบาลจะเลือกทางใด เพราะขณะนี้โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ไม่เติบโตเกิดจากปัญหาความเสี่ยงปัจจัยภายนอกทั้งสิ้น มองว่ายังไม่เห็นมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆของรัฐบาลออกมาอย่างชัดเจน ทำให้อัตราการเติบโตเศรษฐกิจจึงยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมในปี 2567 ได้
นอกจากนี้ เห็นว่าหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตต่อไป แม้จะติดเงื่อนไขโดยเฉพาะต้องทำเป็นการกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ก็ให้เปลี่ยนมาใช้ใส่งบกลางในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 และ 2568 แทน โดยแบ่งสัดส่วนการใช้เม็ดเงินโครงการนี้ในงบกลางปี 2567 จำนวน 160,000 ล้านบาท ไปช่วยกลุ่มเปราะบาง 16 ล้านคนก่อน และที่เหลือ 350,000 ล้านบาทไปใส่ในงบกลางปี 2568 ที่จะเริ่มใช้งบประมาณดังกล่าวได้จริงวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึงนี้เป็นต้นไป ก็จะทำให้การใช้เม็ดเงินโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเต็มอัตรา 500,000 ล้านบาท เป็นการใช้เงินงบประมาณทดแทนการต้องไปกู้เงินเพื่อมาจัดทำโครงการนี้
ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเดินหน้าทำให้อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยเติบโตเกินร้อยละ 4 ในปี 2568 ต้องเร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับการลงทุนใหม่ๆให้เห็นรูปธรรม เพราะการนำเสนอโครงการก่อสร้างแลนด์บริดจ์ การพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ไทย หรือการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนและเป็นโครงการระยะยาว แม้เป็นการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่เป็นโครงการระยะยาว ดังนั้น รัฐบาลต้องหาโครวงการใหม่ๆที่เห็นผลในระยะเวลาไม่นาน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราเติบโตได้เกินกว่าร้อยละ4 ในปี 2568 เป็นต้นไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี