'ดร.เมธี ครองแก้ว'แพร่บทความ'ป.ป.ช.กับอนาคตของ 44 สส.พรรคประชาชน'

'ดร.เมธี ครองแก้ว'แพร่บทความ'ป.ป.ช.กับอนาคตของ 44 สส.พรรคประชาชน'

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 18.40 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.เมธี ครองแก้ว อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนบทความเรื่อง "ป.ป.ช. กับอนาคตของ 44 สส.พรรคประชาชน" ดังนี้

ในที่สุด คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็มีมติให้กล่าวหา สส. 44 คนของพรรคประชาชนหรือพรรคก้าวไกลเดิมว่ามีความผิดจริยธรรมร้ายแรงในการเข้าชื่อสนับสนุนร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และได้ส่งหนังสือให้แต่ละคนไปรับแจ้งข้อกล่าวหาที่สำนักงาน ป.ป.ช. และให้แก้ข้อกล่าวหาของแต่ละคนภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าว เพื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้เริ่มกระบวนการไต่สวนว่าจะชี้มูลความผิดต่อไปหรือไม่ อย่างไร?


สาหรับผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนการทำงานของ ป.ป.ช. การพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขั้นนี้ไม่ใช่ขั้นสุดท้ายของการพิจารณาความผิด หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากคณะกรรมการฯ เห็นว่าใครผิดก็จะชี้มูลคนนั้น แล้วส่งสำนวนไปฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาว่ามีความผิดตามฟ้องหรือไม่ อย่างไร โดยโทษที่อาจจะได้รับคือการถูกถอนสิทธิ์ที่จะดำรงตาแหน่งทางการเมืองใดๆ ตลอดชีวิต

นักวิเคราะห์การเมืองหลายคน หรือแม้แต่ผู้นำพรรคฝ่ายค้านเองก็ออกมาให้ความเห็นว่า ทาง ป.ป.ช. อาจจะจงใจหรือตั้งใจเร่งเครื่องที่จะกล่าวหา สส. 44 คนของพรรคประชาชนในตอนนี้เพื่อสกัดหรือทำลายสมาธิของพรรคประชาชนในการจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงขบวนการ “เตะสกัด” การขยายตัวของพรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชนในปัจจุบันอีกด้วย

ในฐานะที่ผู้เขียนเองเคยทำงานอยู่ในองค์กรอิสระแห่งนี้ในฐานะกรรมการคนหนึ่ง ไม่เชื่อว่ากรรมการ ป.ป.ช. คนใดจะคิดทำเช่นนั้น ท่านเหล่านั้นมีเกียรติ ศักดิ์ศรี และความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง จะไม่ทำตามคำสั่งหรือใบสั่งของใครในทำนองนี้อย่างเด็ดขาด หากแต่ช่วงเวลาของการไต่สวนเบื้องต้นมาสำเร็จเสร็จสิ้นในตอนนี้มากกว่า มิได้มีเจตนาพิเศษหรือวาระซ่อนเร้นอื่นแต่อย่างใด

ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติกล่าวหา สส. ของพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลเดิมทั้ง 44 คนที่นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่ามีความผิดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตาแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หรือที่เรียกย่อๆว่ามาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองซึ่งได้ถูกใช้มาแล้วหลายคดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในทัศนะของผู้เขียนแล้วคิดว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีทางเลือกมากนักในชั้นนี้ เพราะวรรคสุดท้ายของมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ระบุว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ” ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายชัยธวัช ตุลาธน และกรรมกาบริหารพรรคคนอื่นๆมีความผิดในการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 112 “อันมีเนื้อหาเป็นการลดทอนคุณค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งโดยการใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังผลคะแนนเสียงและชนะการเลือกตั้ง เป็นการมุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน” นายพิธา นายช้ยธวัช และคณะ “มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทาลายสถาบันพระมหากษัตริย์หรือทำให้อ่อนแอลง อันนาไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด” การกระทำของบุคคลทั้งสองจึงเข้าลักษณะการกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกพฤติการณ์ด้วย” จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญต่อการกระทำความผิดของนายพิธาและนายชัยธวัชมีความรุนแรงมากจนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งถูกผูกพันโดยมาตรา 211 คงต้องกล่าวหา สส. ที่ร่วมลงชื่อในการเสนอกฎหมายดังกล่าวด้วยย่อมจะมีความผิดในภาพรวมด้วย และต้องตั้งข้อกล่าววหาไว้ก่อนให้แต่ละคนได้มีโอกาสต่อสู้ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช.

ถ้าเรายอมรับในระบอบประชาธิปไตยที่องค์อำนาจทั้งสามมีการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน (Checks and Balances) ตามแนวคิดดั้งเดิมของ Montesquieu โดยมีรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ การที่อำนาจฝ่ายตุลาการ หรือกึ่งตุลาการอย่างเช่นศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะตรวจสอบการทำงานของอำนาจฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติย่อมทำได้ แต่ต้องไม่ก้าวล่วงจนเกินเลยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่หลักของแต่ละองค์อำนาจ แต่เผอิญปัญหาของประเทศไทยอยู่ตรงที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้อำนาจตุลาการเหนืออำนาจหลักบางประการของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างชัดเจน เช่น การเสนอหรือพยายามเสนอกฎหมายบางอย่างก็ถือเป็นความผิด ต้องถูกลงโทษโดยการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่เนื่องจากผู้ใช้อำนาจตุลาการดังกล่าวมีความเป็นอิสระเต็มที่ในการวินิจฉัยความถูกต้องของแต่ละเรื่อง อาจจะไม่ยอมใช้อำนาจที่ได้รับก็ได้หากเห็นว่าการใช้อำนาจนั้นๆไม่ถูกต้อง และจะก่อให้เกิดผลเสียที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นๆ ดังนั้น การพิจารณาความผิดในด่านแรกของ ป.ป.ช. ในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การไต่สวนแก้ข้อกล่าวหาของ สส. ทั้ง 44 คนซึ่งคาดว่าคงใช้เวลานาน เพราะทางพรรคประชาชนคงตั้งเป้าต่อสู้เต็มที่ และทาง ป.ป.ช. เองก็คงไม่สามารถรวบรัดตัดความชี้มูลความผิดอย่างรวดเร็วตาม “ธง”ที่มีบางคนได้กล่าวหา ป.ป.ช. ไว้ก่อนแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าฐานความผิดในคดีนี้กับคดียุบพรรคก้าวไกลเป็นคนละฐานกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาความผิดในฐานใหม่คือฐานจริยธรรมนักการเมืองโดยอิสระโดยแตกต่างจากความผูกพันของ พรบ. พรรคการเมืองที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ลงโทษพรรคก้าวไกลและกรรมการบริหารพรรคไปแล้ว จริงอยู่ มาตรฐานจริยธรรมฯ พ.ศ. 2561 ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายต้องปฏิบัติตามมาตรฐานนี้ จะมีความผิดจริยธรรมร้ายแรงหากไม่ปฏิบัติตามข้อ 5 คือ “ต้องยึดมั่นและธารงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” และ ข้อ 6 คือ “ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คนอาจจะต่อสู้ว่าทุกคนยังเชื่อและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และการดำเนินการทางนิติบัญญัติโดยการเสนอกฎหมายดังกล่าวตามที่ถูกกล่าวหาก็เพื่อที่จะจรรโลงและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าที่จะเป็นการ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” สถาบันที่มีความสาคัญสูงสุดนี้จากการถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มบางพวก

ประเด็นที่ว่า ใครกันแน่ที่มีส่วนในการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ของไทยนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ในประเทศไทยเราเอง เราอาจจะมองปัญหาในเรื่องนี้อย่างหนึ่ง และรัฐและกระบวนทางการเมืองและการยุติธรรมก็มีวิธีที่จะรับมือกับประเด็นดังกล่าวตามที่เราได้เห็นกันอยู่ แต่เราต้องไม่ปฏิเสธว่าหน่วยงานในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นองค์การระหว่างประเทศ หรือสถาบันวิจัยที่เป็นที่ยอมรับนับถือเป็นจำนวนมาก ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมในเรื่องนี้เป็นอันมาก 1 เป็นไปได้หรือไม่ว่าความเห็นหรือความรู้สึกจากภายนอกประเทศไทยที่มีติดต่อกันมาเป็นสิบๆ ปี ต่อเหตุการณ์หรือสภาพการณ์ในประเทศไทยเป็นปัจจัยที่ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” ความเชื่อมั่นของรัฐบาล ประชาชน หรือนักลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามาทำธุรกรรมกับประเทศไทย และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยตกต่ำเรี่ยดินมาจนถึงทุกวันนี้

เพราะฉะนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้จึงมีงานหนักมากที่จะต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ อย่างครบถ้วนรอบด้าน และไม่ติดอยู่ในกับดักของลัทธิทำตามกันมา การชี้มูลหรือไม่ชี้มูลความผิดในเรื่องนี้จะมีผลกว้างไกลต่ออนาคตทางสังคม การเมือง และ เศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงแม้จะมีการชี้มูลเกิดขึ้นในชั้น ป.ป.ช. บรรดา สส. ทั้ง 44 คนนี้ก็ยังมีโอกาสที่จะต่อสู้ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตาแหน่งทางการเมือง แต่โอกาสที่จะรอดน่าจะยากกว่าการพิจารณาในชั้นของ ป.ป.ช. เพราะผู้พิพากษาและตุลาการท่านมีพันธะที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 191 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างเคร่งครัดในการปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
11 ยกตัวอย่างเช่น บทความที่นำเสนอในเว็บไซต์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Commissions) เรื่อง “Thailand must immediately repeal lèse-majesté laws, say UN experts” ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา หรือบทความเรื่อง “Thailand’s regressive royal insult law” ที่เขียนโดย David Hopkins และตีพิมพ์ในเว็บไซต์ของ Lowy Institute แห่งประเทศออสเตรเลียเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 หรือ ความเห็นอย่างเป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศและการค้า (Department of Foreign Affairs and Trade, DFAT) ของประเทศออสเตรเลีย ใน DFAT COUNTRY INFORMATION REPORT THAILAND 18 Decem 2023 เป็นต้น ข้อเขียนและแนวความคิดในต่างประเทศเช่นนี้มีอยู่มากมายให้ผู้ที่สนใจสืบค้นได้

ผลจะออกมาเป็นเช่นใดก็ตาม ผู้เขียนในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่อยากเห็นประเทศมีความสงบสุข ปราศจากความขัดแย้งที่ทำให้การพัฒนาประเทศประสบกับความชะงักงันมาเป็นเวลาหลายปี หวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ถูกอิทธิพลของความกลัว ความไม่รู้ หรือความลำเอียงอื่นใดในการทำหน้าที่ดังกล่าว

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top