ฉบับเต็ม!!! มติศาล รธน. 6 ต่อ 3 ฟัน"อิ๊งค์"ผิดจริยธรรมร้ายแรง ทำหลุกเก้าอี้นายกฯ ปมคลิปเสียง ชี้ยึดถือแต่คะแนนนิยมของรัฐบาล แต่ไม่คำนึงผลประโยชน์ของชาติ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิ
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตรสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) จากกรณีคลิปเสียงสนทนาสมเด็จฮุน เซน โดยศาลให้เหตุผลว่า ศาลพิจารณากรณีมีข้อที่ต้องพิจารณาก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องกล่าวอ้างว่า การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 , 50 , 52 , 161 , 164 (1) และ (4) ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ประกอบข้อ 27 วรรค 1 และข้อ 11 , 12 , 13 , 15 , 16 , 17 , 19 และข้อ 21 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง
และประมวลจริยธรรมของข้าราชการ การเมือง พ.ศ.2564 ข้อ 4 (1) และ (5) ข้อ 5 (1) (2) (3) (4) (5) (6) และ (7) ข้อ 6 (1) (2) (4) และ (5) ข้อ 7 (1) (2) (3) (4) และ (5) ข้อ 8 (1) (2) ข้อ 9 (1) และ (4) และข้อ 10 (1) (2) (3) และ (9) ผู้ถูกร้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศเป็นกิจการของฝ่ายบริหารโดยแท้ และต้องได้รับการตรวจสอบทางการเมืองเท่านั้น แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เคยมีคำวินิจฉัย ที่ชัดเจนในเรื่องนี้
แต่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเคยมีรายงาน การศึกษา เรื่องการกระทำทาง รัฐบาลกรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ศาลในต่างประเทศจำกัดอำนาจของตนเองไม่ให้เข้าไป วินิจฉัยการใช้ดุลพินิจ ทางการเมืองและปล่อยให้กลไกทางการเมืองทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง โดยเฉพาะในระบบรัฐสภา ที่มีกลไกการตรวจสอบทางการเมืองอยู่แล้ว
พิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจต่างๆตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อมีเหตุตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา 160 (5) กระทำการอันเป็นการต้องห้าม ตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 เมื่อคดีนี้ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่สนทนากับสมเด็จฮุนเซน ด้วยถ้อยคำตามที่ปรากฏในคลิปเสียง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ด้วยเหตุขาดสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ (5) มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กรณีจึงเป็นการขอให้ตรวจสอบว่าการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องขาด คุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งไม่ได้เป็นการขอให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ กำหนดนโยบายระหว่างประเทศ อันเป็นการกระทำของรัฐบาล ซึ่งจะไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรศาลและตกอยู่ในความควบคุมทางการเมืองโดยองค์กรและกระบวนการทางการเมือง นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจจำกัดเฉพาะการพิจารณาวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรรมนูญเท่านั้น ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยข้อกล่าวอ้างผู้ร้อง ว่าที่ผู้ถูกร้อง กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นคดีอาญาแต่อย่างใด ดังนั้น คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้เฉพาะในจุดที่ว่าผู้ถูกร้องมีเหตุตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 72 หรือไม่เท่านั้น
ข้อที่ต้องพิจารณาประการต่อไป มีว่าศาลรัฐธรรมนูญรับฟังเสียงคลิปเสียงตามคำร้องเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการบันทึกเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยปราศจากความยินยอมของคู่สนทนา อีกทั้ง ยังเป็นบทสนทนาในภาษาต่างประเทศ ซึ่งยังไม่มีการแปลหรือรับรองความถูกต้อง นั้น พิจารณาเห็นว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วนวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนโดยให้ศาลมีอำนาจค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ ไม่ว่าการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นมีข้อผิดพลาด คลาดเคลื่อนขั้นตอนไปจากวิธีการ หรือกรอบเวลา ที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่กรณีนำสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว ก็ให้ศาลรับฟังได้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น บัญญัติดังกล่าวมีเจตนา มุ่งหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ตรงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลกระทบต่อประโยชน์ของมหาชน และเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับหลักวิธี พิจารณาในระบบไต่สวนที่ต้องการให้ศาลมีบทบาทในการค้นหาความจริง เพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
ซึ่งคดีนี้นอกจากจะมี คลิปเสียงสนทนา ระหว่างผู้ถูกร้องกับ สมเด็จฮุนเซนแล้ว ยังมีคลิปภาพและเสียงที่ผู้ถูกร้องแถลงข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชน ปรากฏถ้อยคำของ ผู้ถูกร้องด้วยว่า "เป็นคลิปจริงที่คุยกันเมื่ออาทิตย์ ที่แล้ว เมื่อผู้นำ 2 ท่านคุยกันส่วนตัว แต่มีการอัดคลิปและปล่อยออกมาแบบนี้ แน่นอนว่าดิฉันไม่ได้ปล่อย ก็ตามนั้นค่ะ" ประกอบกับในการไต่สวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกร้องก็ได้รับว่าได้กล่าวถ้อยคำตาม ที่ปรากฏในคลิปจริง แม้ผู้ถูกร้องจะโต้แย้งว่า เป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ และผู้ถูกร้องไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นการพูดโดยถูกจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหลอกลวง หรือโดย มิชอบประการอื่นใด อีกทั้งคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ซึ่งจะพิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำ การตามที่ถูกร้องหรือไม่ การรับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐาน จึงเป็นไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีอันจะเป็นประโยชน์ต่ออำนวยความยุติธรรม มากกว่า ผลเสียอันเกิดจากการกระทบต่อมาตรฐานระบบศาลยุติธรรม ทางรัฐธรรมนูญ หรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของะชาชน อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้ให้โอกาสผู้ถูกร้องในการนำสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว และผู้ถูกร้องไม่ได้โต้แย้งข้อความในคลิปสนทนาว่าส่วนใดไม่ถูกต้อง จึงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องได้กล่าวถ้อยคำข้อความตามที่ปรากฏในคลิปตามที่ถูกร้องจริง นอกจากนี้ บทสนทนาที่เป็นประเด็นตามข้อกล่าวอ้างผู้ร้องในคดีนี้ คือถ้อยคำของผู้ถูกร้องที่กล่าวเป็นภาษาไทย จึงไม่ใช่กรณีตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ข้อ 19 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้กับพยานหลักฐาน พยานเอกสารอื่นของคู่กรณีที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นภาษาต่างประเทศ ที่คู่กรณีต้องจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญ พร้อมทั้งรับรองคำแปลว่าถูกต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐานได้
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่นั้น เห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 160 และมาตรา 170 เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี มาตรา 160 บัญญัติว่ารัฐมนตรี (4) ต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ (5) การฝ่าฝืนไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมาตรา170วรรคหนึ่ง ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีเจตนารมณ์ ว่าที่จะกำหนดบทบัญญัติจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญ ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐทางการเมือง ซึ่งมีผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและชีวิตของปัจเจกชน ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจึงต้องได้รับความไว้วางใจ อย่างสูงจากประชาชนและในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ จึงต้องถูกตรวจสอบทั้งในเรื่องส่วนตัว และความประพฤติทุกแง่มุมตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งด้วย
รัฐธรรมนูญยังปรากฏ เจตนารมณ์ตามคำปรารภว่า มีวางกลไกป้องกันตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ จึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการดำรงตำแหน่งเพิ่มเติมในลักษณะที่มีความเข้มงวดมากกว่า รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ โดยบุคคลที่จะได้สิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ซึ่งต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าโดยเพิ่มเติมกำหนดทั้งในส่วนต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) รวมทั้งต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกแม้คดีนั้นยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษเว้นแต่ในความผิดกระทำโดยประมาทหรือลหุโทษหรือความผิดฐานหมิ่นประมาท และต้องไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 186 หรือมาตรา 187 มาแล้วยังไม่ถึง 2 ปีนับถึงวันแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (7) (8) ด้วย ทำปรารภและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้บุคคลซึ่งจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสูงกว่าบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเพื่อเป็นการวางมาตรฐานหรือยกระดับคุณสมบัติของรัฐมนตรีให้สูงขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นส่วนประกอบของคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคหนึ่ง
ด้วยเหตุที่จริยธรรมเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ หลักเกณฑ์หรือมาตรฐานความประพฤติในสิ่งที่ถูกต้องดีงามชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับในสังคมและเป็นเรื่องของสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำซึ่งเป็นสำนึกความรับผิดชอบของบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในบทบาทฐานะหรือตำแหน่งต่างๆ จะยึดถือปฏิบัติรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) จึงกำหนดกรอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ว่า ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ซึ่งคำว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) นั้นคำว่าซื่อสัตย์ หมายความว่าประพฤติตรงและจริงใจไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่าสุจริตหมายความว่าความประพฤติชอบโดยความซื่อสัตย์ สุจริต Honestly เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม Integrity ด้วยเหตุนี้รัฐมนตรีจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่นทั้งต้องแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติเช่นนั้นอย่างเคร่งครัดครบถ้วนเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งอันจะนำมาซึ่งความไว้วางใจของประชาชนโดยมาตรา 160 (4) นี้เป็นความซื่อสัตย์สุจริตในภาพรวมทั่วไปของบุคคลที่ปรากฏต่อสังคม ส่วนกรณีที่ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) นั้น เป็นกรณีเฉพาะเจาะจงกำหนดไว้ในมาตราฐานจริยธรรมซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 219 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นโดยใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระและเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ทั้งนี้ มาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติและต้องระบุให้ชัดเจนด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรงวรรคสอง บัญญัติว่าในการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่งให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยและเมื่อประกาศให้บังคับแล้วให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีด้วยแต่ไม่ห้าม สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนแต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่งและให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระพ.ศ 2561 ข้อ 3 วรรคสอง กำหนดว่ามาตรฐานทางจริยธรรมนี้ให้ใช้แก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 219 วรรคสอง ด้วยโดยหมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมเป็นอุดมการณ์ ข้อ 6 กำหนดว่าต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เอกราชอธิปไตยบูรพาตแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมี 10 อธิปไตยเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อ 7 กำหนดว่าต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ข้อ 8 กำหนดว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่นหรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
สำหรับหมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลักข้อ 11 กำหนดว่า ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ข้อ 12 กำหนดว่ายึดมั่นหลักนิติธรรมและประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อ 13 กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมเป็นอิสระเป็นกลางและปราศจากอคติโดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลกระแสสังคมหรือแรงกดดันอันไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งนี้ตามความเหมาะสมแห่งสถานภาพ ข้อ 15 กำหนดว่าให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบของตนถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน
ข้อ 16 กำหนดว่าไม่ให้คำปรึกษาแก่บุคคลภายนอกหรือแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลต่อสื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายขององค์กร ข้อ 17 กำหนดว่าไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ข้อ 19 กำหนดว่าไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมายผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่
หมวด 3 จริยธรรมทั่วไป ข้อ 21 กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถและยึดมั่นในความถูกต้อง ชอบธรรมโปร่งใสและตรวจสอบได้และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม
หมวด 4 การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 27 วกำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง รรคหนึ่งกำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่ให้พิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติเจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตินั้น
ประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) หรือไม่นั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) ได้วางหลักการไว้ชัดเจนว่าผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หลักการนี้มิใช่เพียงเป็นการเรียกร้องให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีคุณธรรมตามความเห็นของตนเท่านั้น
หากแต่ยังหมายความว่าผู้ดำรงตำแหน่งต้องสามารถแสดงออกถึงความสุจริตอย่างเปิดเผยโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะโดยมีลักษณะเป็นที่ประจักษ์อันบ่งบอกว่าต้องมีการรับรู้และปรากฏชัดเจนในสังคมโดยใช้หลักการตีความจากพฤติกรรมว่ามีข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักชัดเจนเพียงพอที่จะบ่งชี้ถึงเจตนาไม่สุจริตหรือพฤติการณ์บิดเบือนผลประโยชน์ของชาติหรือไม่ ดังนั้นในการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องพิจารณาในบริบทของความได้สัดส่วนและความจำเป็นในการป้องกันมิให้ผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสียเข้ามาใช้อำนาจในกิจการของรัฐแม้พฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริต จะเป็นหลักคุณธรรมพื้นฐานที่บุคคลทั่วไปพึงยึดมั่นไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในสถานะในสังคมระดับใด เมื่อยิ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจสาธารณะ ยิ่งเป็นคุณธรรมที่สังคมเรียกร้องให้ต้องยึดถือ แต่เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้ลักษณะเฉพาะของภารกิจหน้าที่ที่แตกต่างกันการตีความกฏหมายจะอาศัยอำนาจเพียงถ้อยคำที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นย่อมไม่เหมาะสมแต่ต้องพิจารณาประกอบกับบริบทอันเป็นปกติของการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นอีกด้วย
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะที่ผู้ถูกร้องกำลังเจรจากับสมเด็จฮุนเซน สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความตึงเครียดอย่างสูงโดยแม้จะมีช่องทางการพิจารณาอย่างเป็นทางการผ่านการประชุม JBC ร่วมกันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 แล้วก็ตามแต่สมเด็จฮุนเซนกับแถลงจุดยืนกดดันให้ประเทศไทยเปิดด่านผ่านแดนทั้งหมด รวมทั้งตอบโต้ในการห้ามนำสินค้า น้ำมันหรือและเรียกแรงงานกัมพูชากลับจากประเทศไทยโดยจุดยืนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับผลการประชุมJBC ซึ่งได้มีการตกลงกันไว้เมื่อผู้ถูกร้องมีโอกาสใช้ช่องทางการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ผู้ถูกร้องจึงเจรจากับสมเด็จฮุนเซ็นพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องตอบรับข้อเสนอหรือความต้องการใดของสมเด็จฮุนเซน อีกทั้งการเจรจาดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาค 2 รวมทั้งไม่มีผลต่อการเปิดหรือปิดด่านตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา อันแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องมิได้ยินยอมตามข้อเสนออันเป็นการรักษาดุลแห่งผลประโยชน์แห่งชาติการจะถือว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริต จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ดังนั้นเมื่อผู้ถูกร้องยังคงมีเจตนายึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเพื่อปกป้องเพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงหรือเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อเอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยและความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย -กัมพูชา มิได้ยอมรับข้อเสนออันเป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ประเทศชาติการเจรจาของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหาและเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติและมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ส่วนประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) หรือไม่นั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารมีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้ถูกร้องจึงเปรียบเสมือนบุคคลที่มี 2 สถานะอยู่ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สถานะหนึ่ง ในสถานะประชาชนที่มีเสรีภาพในการกระทำภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญส่วนอีกสถานะหนึ่งในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งต้องถูกจำกัดเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารมีหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศเหนือประโยชน์ส่วนตน การบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่การบริหารราชการส่วนตัว ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและตัวแทนของประเทศไทยในการติดต่อกับนานาประเทศ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ และมีหน้าที่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ อธิปไตยเหนือดินแดนรวมทั้งปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุนเซนในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดปิดด่านบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาอันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุปะทะบริเวณช่องบกอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การสนทนาดังกล่าวแม้กระทำในช่วงเวลาส่วนตัวของผู้ถูกร้องและผู้ถูกร้องเรียกว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัวก็ตาม แต่เนื้อหาของการสนทนามีสาระสำคัญมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการขอเปิดด่านบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา อันเป็นความมั่นคงของประเทศไม่ใช่การสนทนาในเรื่องส่วนตัวทั่วไประหว่างผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซนกรณีจึงไม่ใช่การกระทำส่วนตัวในฐานะประชาชน หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งผู้ถูกร้องต้องไม่มีพฤติกรรมมันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย
เมื่อพิจารณาถ้อยคำของผู้ถูกร้องใช้ในการสนทนาประกอบกับบริบทการสนทนาตามคลิปเสียงทั้งหมดแล้ว ในส่วนของการกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจง และเบิกความว่าเป็นเทคนิคการเจรจาแบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล เพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง มุ่งหมายจะลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น เห็นว่าผู้ถูกร้องกล่าวถึงตนเองกับสมเด็จฮุน เซน รวมกันเป็นฝั่งหนึ่งซึ่งเรียกว่าเรา และกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกร้องว่าเป็นคนของฝั่งตรงข้ามกับเรา รวมทั้งตำหนิแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การที่ผู้ถูกร้องซึ่งมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย และเป็นผู้บังคับบัญชาของแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งผู้ถูกร้องได้ชี้แจงและเบิกความว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองที่มีอิทธิพลขับเคลื่อนประเทศกัมพูชา และมีความสัมพันธ์เป็นบิดาของนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารได้โดยตลอดในห้วงเวลาที่ไทยกำลังมีปัญหาด้านชายแดนกับกัมพูชา พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามีการแบ่งข้างเชิงความคิดด้านความมั่นคงของประเทศที่เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ถ้อยคำที่ผู้ถูกร้องกล่าววิญญูชนย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะการแสดงถึงความอ่อนแอทางการเมืองภายในประเทศให้กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศคู่ขัดแย้งทราบและหากถูกเผยแพร่ออกไปถึงกัมพูชาจะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชานำข้อมูลดังกล่าวมาใช้แทรกแซงกิจการภายในประเทศได้
สำหรับการเจรจาเกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทย -กัมพูชาซึ่งผู้ถูกต้องชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนและวิธีการเจรจาทางการทูตสำหรับวิธีการที่ไม่เป็นทางการในลักษณะสายตรงระหว่างผู้นำ หรือสายด่วนผู้นำ และผู้ถูกร้องไม่มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี เนื่องจากต้องนำไปพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อร่วมกันพิจารณาตัดสินใจก่อนและเป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการซึ่งเป็นหลักสำคัญของการเจรจาผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญคือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจาแต่มุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น เพื่อจะได้นำมาพิจารณาเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเจรจาอย่างเป็นทางการต่อไปนั้น
พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องทราบดีอยู่แล้วดังคำชี้แจงของผู้ถูกร้องเองที่ว่าสมเด็จฮุน เซน ไม่ได้อยู่ในสถานะหรือดำรงตำแหน่งผู้นำของรัฐบาลกัมพูชา ที่จะสามารถกระทำการก่อให้เกิดผลผูกพันทางนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้ ประกอบกับผู้ถูกร้องชี้แจงว่าภายหลังจากผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ผู้ถูกร้องยังได้พูดคุยผ่านข้อความกับนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาด้วย ดังนั้นกรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ถูกร้องประสงค์ที่จะใช้ช่องทางการเจรจาทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ควบคู่กันไป สำหรับการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการนั้น เห็นว่าไม่ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนและวิธีการเจรจาไว้หรือไม่ และไม่ว่าผู้ถูกร้องจะใช้เทคนิคการเจรจาแบบใดก็ตาม แต่เมื่อพูดถูกร้องสนทนากับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ของกรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่บัญญัติว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม และมาตรา 164 วรรคหนึ่ง (1) ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความรอบคอบ และระมัดระวังในการดำเนินการกิจการต่างๆเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม
นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงกรอบแห่งจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ประกอบมาตรา 219 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ด้วย หาใช่ว่าพูดถูกร้องจะสามารถเจรจาได้อย่างอิสระเป็นไปตามอำเภอใจแต่อย่างใด ทั้งกรณีผู้ถูกร้องเป็นการในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ซึ่งผู้ถูกร้องทราบดีว่าสามารถเจรจาโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ร่วมบันทึกข้อมูลและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมด้วย แต่เมื่อผู้ถูกร้องเลือกใช้รูปแบบการเจรจาเช่นนี้ รวมทั้งเลือกเจรจาปัญหาส่วนรวมของประเทศกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งผู้ถูกร้องรู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว ผู้ถูกร้องจึงยิ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังในการเจรจาเพื่อรักษารักษาไว้ซึ่งของชาติมากยิ่งขึ้น
การที่ผู้ถูกร้องใช้ถ้อยคำว่า "ให้ท่านฮุน เซน เห็นใจหลานหน่อยเพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกเขมรหมดแล้ว จริงๆแล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้จะโพสต์หรืออย่างไรก็ได้ให้ท่านฮุน เซน แนะนำก็ได้ เหมือนกับว่าเป็นการตกลงร่วมกันเพราะตอนนี้อิ๊งค์ กำลังโดนหนักมากเลย พร้อมค่ะ คือเราเปิดให้อยู่แล้ว พี่ฮวด แต่ต้องเป็นการบอกกล่าว บอกว่าเราตกลงร่วมกันเปิด เพราะไม่อย่างนั้นถ้าอิ๊งค์ยอมหมด อิ๊งค์ก็จะโดน เพราะว่าตอนนี้มันเลยเรื่องด่านแล้ว และถ้าฮุน เซน อยากได้อะไรก็ขอให้บอกจะได้คุยกันได้ตกลงกันได้ เพราะบางทีที่ท่านโพสต์เฟซบุ๊กออกมา ตอนนี้รัฐบาลสั่นคลอนที่สุดแล้วค่ะ ตั้งแต่อิ๊งค์เป็นนายกมาก็เรื่องกัมพูชานี่แหละ ซึ่งอิ๊งค์ ไม่ออกมาตอบโต้อะไรทั้งสิ้น เพราะอิ๊งค์ ก็รักและเคารพท่าน เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วถ้าจะเอาอะไรจริงๆ ก็บอกอิ๊งค์ได้เลย ยกหูบอกก็ได้ อันไหนไม่เป็นข่าวก็ไม่เป็นข่าว จะไปคุยกับกลาโหมดูแล้วขอคอนเฟิร์มกลับมา เพราะเดี๋ยวจะคุยกับกองทัพก่อน แต่เดี๋ยวเราก็จะสั่งเลย แต่ว่าอิ๊งค์รอให้มัน ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วค่อยแจ้งกลับมาดีกว่า เพราะไม่อยากจะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วบอกท่านก่อน แต่ว่าจริงๆ ก็จัดการได้ค่ะ"
เห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขอให้สมเด็จฮุน เซน เห็นใจช่วยเหลือผู้ถูกร้องในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย -กัมพูชา เนื่องจากผู้ถูกร้องกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างหนักจากประชาชนในประเทศจนทำให้เสถียรภาพรัฐบาลของผู้ถูกร้องมีความสั่นคลอน แต่เพราะผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์อันดีเป็นการส่วนตัวกับสมเด็จฮุน เซน หรือไม่ตอบโต้ โดยผู้ถูกร้องโน้มน้าวให้มีการเปิดด่านพร้อมกันในลักษณะที่เป็นการตกลงร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา เนื่องจากหากผู้ถูกร้องยินยอมตามข้อเรียกร้องของสมเด็จฮุน เซน ผู้ถูกร้องจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังแสดงท่าทียอมตนหรือยอมจำนนล่วงหน้าให้สมเด็จฮุน เซน เสนอความต้องการของตนเองให้ผู้ถูกร้องทราบ และผู้ถูกร้องยินดีจะดำเนินการให้อย่างไม่มีเงื่อนไขหรือกำหนดขอบเขตการเจรจาต่อรองโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือรักษาจุดยืนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอาจจะนำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ แต่กลับเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถหยิบยื่นข้อเรียกร้องใดๆต่อฝ่ายไทยได้ตามความต้องการ การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการยืนยันว่าฝ่ายไทยหรือผู้ถูกร้องพร้อมที่จะเปิดด่านไทย- กัมพูชา ทั้งที่ผู้ถูกร้องทราบดีว่าการเข้าร่วมประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2568 ว่าที่ประชุมมีมติให้กองทัพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมายในการควบคุมจุดผ่านแดนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวนโยบายของรัฐบาล โดยพิจารณาจากความเบาไปหาหนักและเท่าที่จำเป็น ซึ่งต่อมาฝ่ายกองทัพได้มีคำสั่งควบคุมการเปิดปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามจุดผ่านแดนไทย - กัมพูชา แล้วเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2568 และยังไม่มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อเปลี่ยนแปลงมติดังกล่าวแต่อย่างใด
นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังทราบดีว่าสถานการณ์ปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา ในวันที่ 15 มิ.ย.2568 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกร้อง ได้สนทนากับสมเด็จฮุน เซน นั้น ยังไม่มีทีท่าจะลด ระดับความรุนแรงแต่อย่างใด และวันที่ 9 มิ.ย.2568 ผู้ถูกร้องก็ทราบผ่านการรายงานกองบัญชาการกองทัพไทย มีหนังสือด่วนที่สุด เสนอสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ขอให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ และบ่อนการพนันในกัมพูชา เข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเร่งด่วน โดยเสนอยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปราม เช่น การตัดกระแสไฟ การระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ส่งเข้าไปในพื้นที่ป้องกันและปราบปรามที่เป็นบ่อนการพนัน หรือสแกมเมอร์ และการควบคุมสินค้า ยุทโธปกรณ์ที่อาจนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอาชญากรรมข้ามชาติอื่น อีกทั้งมีเหตุการณ์ที่กระทรวงการต่างประเทศต้องชี้แจงผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่าการประชุมคณะกรรมการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 - 15 มิ.ย.2568 ซึ่งเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการมิได้มีการหารือในประเด็นกัมพูชา นำพื้นที่ 4 สุด เข้าพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ และมิได้มีการหารือประเด็นแผนที่ตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างแต่อย่างใด ประกอบกับการเบิกความของผู้ถูกร้องเอง ที่ว่า กรณีมีการปิดด่านชายแดนไทย - กัมพูชา ไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่ากัมพูชามาก เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาไทย
ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่มีวัตถุประสงค์เจรจาให้มีการเปิดด่านพร้อมกันกับกัมพูชาจึงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ และความประสงค์ของสมเด็จฮุน เซน มากกว่าประโยชน์ของความมั่นคงของชาติ อันเนื่องมาจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซน และเป็นไปเพื่อการลดการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ของผู้ถูกร้อง โดยผู้ถูกร้องมุ่งหวังถึงแต่เพียงการจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศของผู้ถูกร้องดีขึ้น อันจะนำไปสู่การมีศักยภาพรัฐบาล ซึ่งเป็นประโยชน์ทางการเมืองของตน โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติอันเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด
พฤติการณ์การถูกร้องของผู้ถูกร้องดังกล่าว เริ่มทำให้วิญญูชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า ผู้ถูกร้องจะยินยอมกระทำการตามฝ่ายกัมพูชา โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ เพราะเหตุที่ผู้ถูกร้องรู้จักกับสมเด็จฮุน เซน เป็นการส่วนตัว และจะดำเนินการในทางที่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชา แม้ข้อเท็จจริงรับฟังตามการไต่สวนได้ว่า หลังจากวันที่ผู้ถูกร้องสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน แล้ว ในวันที่ 16 มิ.ย.2568 ผู้ถูกร้องได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็ก ที่บ้าน พิษณุโลก แจ้งการหารือกับสมเด็จฮุน เซน ให้กับผู้เข้าร่วมประชุมทราบ แต่ก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ว่าได้พูดอะไรที่เป็นข้อพิพาทในคดีด้วย อาจเป็นการปกปิดเพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบเจตนาที่แท้จริงผู้ถูกร้องที่จะทำให้ผู้ถูกร้องได้รับความเสียหาย ซึ่งนายฉัตรชัยบางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พยาน ได้ตอบคำถามว่า ในวันที่ 18 มิ.ย.2568 พยานเพิ่งทราบรายละเอียด ที่ผู้ถูกร้องได้สนทนากับสมเด็จฮุน เซน อันเป็นข้อความพิพาทจากคลิปเสียงที่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณชน ฉะนั้นการแจ้งที่ประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็ก ในวันที่ 16 มิ.ย.2568 โดยปกปิดข้อความที่จะทำให้ผู้ถูกร้องได้รับความเสียหายเป็นคดีนี้ จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาที่แท้จริงของผู้ถูกร้องที่ได้กระทำไปแล้ว ในวันที่ 15 มิถุนายน 2568แล้ว ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุน เซนจึงไม่ใช่เทคนิคการเจรจา ตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้าง แต่เป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบ และระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยพฤติการณ์ของผู้ถูกร้อง ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการ โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 วรรคหนึ่ง (1)
โดยเมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัว คือคะแนนนิยมและศักยภาพของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับการปฎิบัติหน้าที่ ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึง หรือยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอน หรือทำให้เสียหาย ซึ่งเกียรติภูมิ หรือเกียรติของนายกรัฐมนตรี และประเทศไทย เพราะความนิยม ซึ่งหมายความว่า เกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติ หรือการน่าเชื่อถือของประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่ประชาชนควรภาคภูมิใจ ขาดความภาคภูมิใจ และความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศอันมีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 หมวด 1 ข้อ 6 , 7 , 8 ซึ่งมาตรา 21 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่า มีลักษณะร้ายแรง นอกจากนี้แม้ผู้ถูกร้องจะกล่าวอ้างในคำชี้แจงว่า เป็นการเจรจาแบบส่วนตัวกับผู้นำประเทศคู่กรณี เป็นไปเพื่อการแก้ไขให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุข โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงเข้าจัดการปัญหาอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของทหาร และประชาชนของทั้งสองฝ่ายก็ตาม
แต่เมื่อคำชี้แจงของผู้ถูกร้องกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคงสงสัยว่า ผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆอันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือ ศรัทธา ต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฎิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง อันมีลักษณะเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ยึดมั่นในความถูกต้อง ชอบธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ
กรณีไม่ต้องรอให้เกิดการประทะระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงจะถือว่าได้รับความเสียหายอันจะมีลักษณะร้ายแรงแต่อย่างใด ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้อง เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้างานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 หมวด 2 ข้อ 17 และข้อ 21 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นได้ว่า มีลักษณะร้ายแรงตามข้อ 27 วรรคสองด้วย ดังนั้นผู้ถูกร้องจึงมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันทำให้ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา165 ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ตามที่กล่าวมาในคำร้องนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบ มาตรา 160 (5) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้อง หยุดปฎิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือวันที่ 1 ก.ค.2568 เพื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) แล้ว รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป
สำหรับมติศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3คือนายปัญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิต หะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์และนายอุดม รัตน์อมฤตวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตรสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียงคือนายปัญญา อุดชาชน นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์เห็นว่านางสาวแพทองธารผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสองเสียงคือนาย อุดม สิทธิวิรัชธรรมและนายอุดม รัฐอมฤตเห็นว่าน.ส.แพทองธาร ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ทั้งนี้นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธารผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรค สองคือวันที่ 1 ก.ค.2568
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยจำนวน 3 คนคือนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนภดล เทพพิทักษ์และนายสุเมธ ลอเจริญกุลเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมไม่ร้ายแรงความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)
เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) แล้วรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (3) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไปศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีขับถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วันนับแต่วันที่อ่านคำวินิจฉัย
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี